Sign in Buddha’s palm 359 ดินแดนศักดิ์สิทธิ์
“นั่นมันคืออะไรกัน?”
ฉุนหยางสื่อตกตะลึง และจ้องไปที่วิหารอันสูงตระหง่านที่ค่อยๆ มุดลอดออกมาจากช่องทางลึกล่านั้นช้าๆจิตใจของเขาพลันว่างเปล่า
วิหารอันสูงตระหง่านนี้ทําให้ฉุนหยางสื่อรู้สึกหวาดกลัว แม้แต่เจ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบเมื่ออยู่ต่อหน้าวิหารอันยิ่งใหญ่นี้ ก็อ่อนแอไม่ต่างจากมด ทั่วทั้งอาณาจักรเก่าดาบแห่งนี้ เกรงว่าคงจะมีเพียงภูเขาศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบเท่านั้นที่พอจะเทียบกับวิหารตรงหน้านี้ได้
เพียงแต่ว่าภูเขาศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบนั้นถูกทิ้งไว้โดยผู้ทรงพลังถึงขีดสุดเก้าดาบตั้งแต่เมื่อห้าหมื่นปีก่อน ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบครอบงําอาณาจักรเก่าดาบได้ทุกวันนี้ก็เพราะครอบครองภูเขาศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบ ฉะนั้นในมุมของฉุนหยางสื่อ ไม่มีอะไรบนโลกนี้เทียบได้กับภูเขาศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบ
ทว่าในตอนนี้…ฉุนหยางสื่อรู้สึกว่าสิ่งที่เขาเคยเชื่อกําลังจะพังทลายลง
เมื่อเทียบกับความตกใจของฉุนหยางสื่อ ศิษย์ทั้งสองจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบต่างก็หวาดกลัวยิ่ง ในฐานะศิษย์สาวกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่พวกเขาพบเห็นและได้ยินมานั้นเป็นธรรมดาที่จะมากกว่าฉุนหยางสื่อไปมาก และตระหนักดีถึงความหมายของวิหารอันสง่างามเบื้องหน้านี้
“ช่องทางมิติ?”
“นี่ใช่ช่องทางมิติหรือไม่?”
ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ทางซ้ายมือดูเคร่งเครียดอย่างยิ่ง ตามหนังสือโบราณที่สืบทอดต่อมาภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก่าดาบ เคยมีบันทึกเกี่ยวกับช่องทางมิติเอาไว้ ศิษย์ทั้งคู่จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะได้มาเห็นสิ่งที่เลื่องลือว่าเกี่ยวข้องกับพลังแห่งมิติได้อย่างใกล้ชิดเช่นนี้
“เป็นไปได้ไหมว่านี่คือสมบัติจากนอกอาณาจักรเก่าดาบ?”
ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบที่อยู่ทางขวามือก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้ ทันใดนั้นใบหน้าก็เต็มไปด้วยความเร่าร้อน
แม้ว่าโลกอาณาจักรเก่าดาบจะเป็นเพียงโลกใบเล็ก และไม่กว้างใหญ่เท่ากับโลกใบเล็กภายในประตูเซียน แต่ก็เทียบได้กับอาณาจักรถังนับสิบแห่ง แม้ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบจะแข็งแกร่ง แต่ก็ใช่จะควบคุมทุกอย่างได้หมด ดังนั้นจึงมีสมบัติแปลกๆปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น เดียวกับโอสถอายุวัฒนะที่ฉุนหยางสื่อครอบครอง
แต่ตอนนี้ ในสายตาของศิษย์ทั้งสองคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบช่องทางมิติที่อยู่เบื้องหน้าของเขาและวิหารอันสง่างามที่ค่อยๆ มุดออกมาจากช่องทางมิตินี้ น่าจะเป็นสมบัติบางอย่างที่มีความสําคัญมากเสียยิ่งกว่าโอสถวิเศษนั่นอีก
โอสถวิเศษนั้นเป็นสิ่งล้ําค่าก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นสิ่งที่มีอยู่บนโลกอาณาจักรเก่าดาบ แต่วิหารอันสง่างามเบื้องหน้านี้ น่าสงสัยว่าจะเป็นสมบัติสวรรค์จะเอาโอสถวิเศษมาเทียบได้หรือ?
“นี่เป็นสมบัติที่สูงค่าที่สุดในประวัติศาสตร์อาณาจักรเก้าดาบของเรา เทียบได้กับภูเขาศักดิ์สิทธิ์!”
ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบอีกคนหนึ่งสงบใจลงจ้องมองไปที่วิหารนั้นด้วยสายตาอันร้อนแรง
ห้าหมื่นปีแล้วที่บรรพชนทั้งหลายของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบเข้าครอบครองภูเขาศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบ ดังนั้นจึงมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบเกิดขึ้น กวาดล้างไปทั่วโลกมากว่าห้าหมื่นปี และ ตอนนี้ วิหารอันสง่างามที่อยู่เบื้องหน้านี้ แม้ว่าจะไม่ได้ทรงพลังเท่าภูเขาศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบ แต่ก็ไม่อ่อนแอไปกว่ากันมากนัก
“หากข้าสามารถครอบครองวิหารหลังนี้ได้ ข้าย่อมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และแม้กระทั่งปลดเปลื่องพันธนาการของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้สามารถสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกแห่ง” ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบด้านขวามือพึมพําอยู่กับตนเอง
แม้ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบจะคอยควบคุมโลกอาณาจักรเก่าดาบ แต่โลกใบเล็กก็มีทรัพยากรที่จํากัด……แม้จะอยู่ในฐานะศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก่าดาบเจ้าก็ต้องต่อสู้ฉกฉวย
ไม่เช่นนั้น ทั้งสองคนคงไม่ไล่ตามฉุนหยางสื่อขนาดนี้เพียงเพราะโอสถวิเศษเพียงชิ้นเดียว ต้องรู้ว่าโอสถวิเศษนั้นมีค่า แต่ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็มีพื้นที่ขนาดใหญ่สําหรับเพาะปลูกสมุนไพรโอสถเช่นกัน สําหรับดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น โอสถวิเศษไม่นับเป็นสิ่งมีค่าอะไรเลย
แต่สําหรับศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ โอสถวิเศษใดๆ ก็ตามอาจช่วยให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างมั่นคงในช่วงชีวิตการบ่มเพาะภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
แต่ตอนนี้ วิหารที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาได้ให้ความหวังใหม่แก่ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองความหวังว่าพวกเขาจะเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาดินแดนศักดิ์สิทธิ์
เกิดประกายความคิดในหัวของศิษย์ทั้งสองคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่อยู่ในใจเปลี่ยนผันไปมารวดเร็วพวกเขารู้ว่าวิหารตรงหน้านี้อาจมีความเสี่ยงสูง แต่แล้วอย่างไรเล่า?
เมื่อห้าหมื่นปีที่แล้ว บรรพชนหลายคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก่าดาบก็ได้ผ่านความเป็นความตายเสียเลือดเนื้อไปมากเหมือนกันกว่าจะครอบครองภูเขาศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบและก่อตั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบขึ้นมาได้
“เราสองคนต้องรวมพลังกันหากเจออันตรายที่ไม่อาจฝืนผ่านเข้าไปได้ เราจะล่าถอยทันที และค่อยบอกดินแดนศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับเรื่องนี้” ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์คนซ้ายมือกล่าวออกด้วยน้ําเสียงที่หนักแน่น
หากพวกเขาไม่สามารถผ่านไปได้ เป็นธรรมดาที่จะเลือกบอกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ทราบเพื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะได้ตอบแทนพวกเขาสําหรับการค้นพบวิหารแห่งนี้
“เร็วเข้า”
“ไม่เช่นนั้นหากปล่อยไว้นาน เมื่อผู้อาวุโสดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาถึงพวกเราจะไม่สามารถลงมืออะไรต่อไปได้แล้ว”
ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ทางขวามือพยักหน้าและกล่าวออกไป
การปรากฏขึ้นของช่องทางมิติจะทําให้เกิดระลอกคลื่นในอากาศแพร่กระจายไปทั่วอาณาจักรเก้าดาบหลังจากนี้ไม่นานเกรงว่ามันจะไปกระตุ้นเตือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบ และเมื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบพบว่ามีบางสิ่งผิดปกติ จะต้องลงมือตรวจสอบด้วยตนเองเป็นแน่ผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับย่อมลดลงน้อยกว่าครึ่ง
การเป็นผู้รายงานคนแรก กับรายงานในสิ่งที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทราบอยู่แล้วเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อกล่าวเช่นนี้ ศิษย์ทั้งสองคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เห็นทะยานด้วยความระแวดระวังเข้าหาวิหารอันยิ่งใหญ่ที่กําลังมุดเข้าสู่อาณาจักรเก่าดาบ
และในตอนนี้
ฉุนหยางสื่อก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในจุดที่ไม่ไกลออกไปนัก
เมื่อเทียบกับวิหารตรงหน้าโอสถอายุวัฒนะที่ฉุนหยางสื่อคอยปกป้องก็ไม่นับเป็นสิ่งใดเลย ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนก็คร้านจะใส่ใจฉุนหยางสื่อ
“แล้วกันไป”
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าสามารถมีส่วนร่วมได้”
“หนีไปก่อนดีกว่าอย่างไรก็ยังสามารถเก็บโอสถวิเศษไว้ได้”
ฉุนหยางสื่อมองขึ้นไปที่วิหารอันวิจิตรตระการตา และได้ตัดสินใจ
แม้ว่าเขาจะทราบถึงคุณค่าของวิหารแห่งนี้ได้อยู่บ้าง แต่ก็ชัดเจนว่าศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนได้นําหน้าไปก่อนแล้ว
ฉุนหยางสื่อไม่เหลือความโลภในใจอีกแล้วในตอนนี้ เพียงแค่ต้องการออกไปจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็วไม่เช่นนั้น เมื่อศิษย์ทั้งสองจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสร็จธุระมันคงไม่ง่ายเลยที่จะจากไป
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ในที่สุดฉุนหยางสื่อก็เหลือบมองไปที่ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคน
ในเวลานี้ ศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งคู่นั้นอยู่ใกล้กับวิหารอันยิ่งใหญ่แล้ว และพวกเขาก็ก้าวเท้าขึ้นไปเหยียบบนขั้นบันไดของวิหารเตรียมจะเข้าไปภายใน
อย่างไรก็ตาม
ในตอนนั้นเอง
ฉุนหยางสื่อก็เบิกตากว้างในทันใด
ภายใต้การจ้องมองด้วยความตกใจของฉุนหยางสือ ก็เห็นร่างสูงเพรียวค่อยๆ เดินออกมาช้าๆจากภายในวิหาร
ตึงตึงตึง!!!
เสียงฝีเท้าหุ้มต่ําดังขึ้น ราวกับแต่ละก้าวที่ย่างกรายมานั้นเป็นเสียงหัวใจของตัวตนอันยิ่งใหญ่
“นี่?!”
ฉุนหยางสื่อมองไปที่ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนที่ก้าวเท้าเหยียบขึ้นไปบนบันไดเรียบร้อยแล้ว
ในเวลานี้ ศิษย์ทั้งสองจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดหวาดกลัวราวกับพวกเขารับรู้อะไรได้บางอย่างและต้องการจะหลบหนีไป แต่ในวินาทีต่อมาร่างกายของพวกเขาก็เริ่มพังทลาย และแม้แต่จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบจะไม่ปล่อยเจ้าไป!” หนึ่งในศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์กล่าวประโยคนี้ ออกมาแล้วจากนั้นจึงกลายเป็นอากาศธาตุราวกับพวกเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกนี้เลย
“นี่คืออาณาจักรเก่าดาบงั้นรึ?”
ซฉินเพิกเฉยต่อศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนที่ถูกทําลายทั้งกายเนื้อและจิตวิญญาณจน สิ้น จากนั้นจึงเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า “จิตวิญญาณปราณฉีแข็งแกร่งมากผู้ทรงพลังถึงขีดสุดทําเช่นไรถึงรักษาจิตวิญญาณปราณฉีไว้ในโลกใบเล็กนี้ได้เป็นหมื่นๆปีกัน?”
ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรเก้าดาบที่เปิดออกโดยผู้ทรงพลังถึงขีดสุดเก้าดาบหรือโลกภายในประตูเซียนที่เปิดออกโดยกลุ่มผู้ทรงพลังถึงขีดสุดจะมองอย่างไรก็ไม่ใช่โลกที่แท้จริงไม่สามารถสร้างกระแสหมุนเวียนพลังงานภายใน หรือสร้างจิตวิญญาณปราณฉีขึ้นเองได้
เช่นเดียวกับโลกภายในประตูเซียน หลังจากผ่านไปกว่าหมื่นปี ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณปราณฉีหรือกฎเกณฑ์วิถีทางต่างๆ ก็ล้วนเสื่อมสลายไปในระดับหนึ่งหากไม่เปิดช่องทางมิติ หลังจากนี้อีกไม่กี่พันปีเกรงว่าการดํารงอยู่ของตัวตนในขอบเขตเซียนเทพปฐพีจะต้องสูญสิ้นไป
แต่โลกของอาณาจักรเก่าดาบนั้นแตกต่าง
ซฉินสามารถสัมผัสได้ถึงพลังที่แทรกซึมอยู่ในทุกตารางนิ้วของอาณาจักรเก่าดาบอย่างชัดเจน
เมื่อซูฉินรับสัมผัสถึงพลังในอาณาจักรเก่าดาบอย่างพินิจพิเคราะห์
ฉุนหยางสื่อซึ่งอยู่ไม่ไกลนักก็รู้สึกว่าหนังศีรษะเขาแทบจะระเบิดออกมา โดยเฉพาะในตอนนี้ ซูฉินเดินออกมาจากวิหารการสงครามรัศมีพลังที่ไม่สามารถอธิบายได้ก็เข้าปกคลุมรัศมีร้อยลี้เป็นที่เรียบร้อยไม่ต้องกล่าวถึงการวิ่งหนีเลย แค่ขยับตัวออกไปจากจุดนี้ก็ยากเย็นอย่างยิ่งแล้ว
“มันจบแล้ว มันจบแล้ว!
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
ฉุนหยางสื่อหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ หัวใจสั่นไหว
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าซูฉินมีความเป็นมาอย่างไร แต่ศิษย์ทั้งสองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก่าดาบก็ได้ตกตายใต้เงื้อมมือของซูฉินไปแล้วโดยแท้จริง
ด้วยสิ่งนี้ หากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบได้รับรู้เรื่องราว มันจะต้องเป็นหายนะครั้งใหญ่!
ต้องรู้ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบนั้นครอบง่าผู้คนมาช้านาน เมื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์รู้ว่าศิษย์ของมันตกตายในเงื้อมมือผู้อื่นจะยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ ได้อย่างไร?
ศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนต้องการโอสถอายุวัฒนะที่ฉุนหยางสื่อปกป้องมากว่าแปดสิบปีทําไมฉุนหยางสื่อถึงต้องหลบหนีเป็นระยะทางนับแสนดี้แทนที่จะต่อต้านเหตุผลก็คือเขาไม่กล้า!
ในอาณาจักรเก่าดาบแห่งนี้ ค่าว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบนั้นยิ่งใหญ่หนักแน่นเกินไป
แม้แต่ในตอนสุดท้ายก็ต้องถึงจุดที่ฉุนหยางสื่อรู้สึกว่าเขาหาทางออกไม่ได้จริงๆ จึงมีความคิดที่จะลากทุกคนตายไปด้วยกัน
แน่นอน ไม่ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบจะโกรธเคืองเพียงใด ทั้งหมดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉุนหยางสื่อเลยเพราะฉุนหยางสื่อไม่ได้รู้จักกับซูฉิน…..แต่เมื่อเหล่าทวยเทพทําหันกัน มนุษย์ปุถุชนก็ย่อมต้องทนทุกข์ไปด้วย
แม้ว่าฉุนหยางสื่ออยากจะล่าถอยกลับไป แต่เขาจะหนีผลพวงที่ตามมากับดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบได้อย่างไร?
ขณะที่ฉยหยางสื่อยืนนิ่งอยู่ตรงจุดนั้น ซูฉินก็หันไปมองเล็กน้อย เห็นฉุนหยางสื่อที่ใบหน้าขาวซีด
“เข้ามาเถอะ”
ซูฉินโบกมือไปทางฉุนหยางสื่อ
หวิ่ง!!!
ฉุนหยางสื่อสัมผัสได้ว่ารอบตัวกลายเป็นมืดมิด เมื่อปรากฏตัวอีกครั้งก็มาอยู่เบื้องหน้าซูฉินเสียแล้ว
“ข้าน้อย….ข้าน้อยฉุนหยางสื่อ คารวะผู้อาวุโส… ฉุนหยางสื่อตกใจกลัว ก้มลงคํานับซูฉินพร้อมกับกล่าวคําแสดงความเคารพทันที
ฉุนหยางสื่อไม่รู้ชื่อของซูฉิน แต่ภายในใจของฉุนหยางสื่อนั้น อย่างน้อยซูฉินก็ต้องเป็นตัวตนเทียบเคียงระดับอาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบซึ่งสูงส่งและสามารถทอดสายตาลงมองสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
“ฉุนหยางสื่อ?”
ซูฉินเหลือบมองฉุนหยางสื่อ
มองจากสายตาของซูฉิน ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเห็นว่าฉุนหยางสื่อเป็นเพียงตํานานยุทธระดับนภาชั้นที่หก และศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนที่พยายามเข้ามาใกล้วิหารการสงครามก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน
“ใครคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกใบนี้?” ซูฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงถามออกอย่างตรงไปตรงมา
แม้ว่าซูฉินจะทราบอยู่แล้วจากพลังฉีที่แข็งแกร่งที่สุดภายในอาณาจักรเก้าดาบว่าอยู่เพียงแค่จุดสูงสุดของขั้นกลับคืนต้นกําเนิดผ่านการใช้ดวงตาแห่งสัจจะผสานกับวิชาปราณฉีฟ้ากําหนดแต่มันก็เท่านั้น
สําหรับสถานการณ์บนโลกของอาณาจักรเก่าดาบ ไม่รู้ว่าตัวตนทรงอานาจจะครอบครองสิ่งของและเคล็ดวิชาที่ผู้ทรงพลังถึงขีดสุดเก้าดาบทิ้งเอาไว้ไปมากเท่าไหร่
ไม่ว่าจะเป็นดวงตาแห่งสัจจะหรือวิชาปราณฉีฟ้ากําเนิด สิ่งที่มันเห็นก็คือกลไกพลังฉีจํานวนมากบนโลก ไม่ได้มองทะลุสามโลกหกอาณาจักรได้อย่างทิพยอํานาจดวงตาผ่านฟ้าในทางพุทธ
แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่าดวงตาแห่งสัจจะจะด้อยกว่าดวงตาผ่านฟ้า แต่จุดมุ่งเน้นของทั้งสองสิ่งนั้นแตกต่างกัน และไม่สามารถนํามาเปรียบเทียบกันได้
“ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด?”
ฉุนหยางสื่อตกตะลึงไปครู่หนึ่ง และไม่สามารถตอบสนองได้ทัน
ในอาณาจักรเก้าดาบตราบใดที่คนผู้หนึ่งเข้าสู่เส้นทางสายยุทธ ใครบ้างที่ไม่รู้จักดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบซึ่งเป็นผู้ครองใต้หล้า? ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกก็ต้องมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบเท่านั้น
แต่ก็เท่านั้น
เพียงไม่นานหลังจากนั้น
ฉุนหยางสื่อก็คิดไปถึงคําถามของซูฉิน เขาเรียกอาณาจักรเก่าดาบด้วยคําว่า “โลกใบนี้?
การที่จะสามารถพูดว่าโลกใบนี้ได้ หมายความว่าซูฉินอาจจะไม่ใช่คนที่มาจากอาณาจักรเก่าดาบ ไม่เช่นนั้นเขาจะกล่าวออกมาด้วยน้ําเสียงที่ดูห่างเหินเช่นนั้นได้อย่างไร?
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉุนหยางสื่อที่เพิ่งจะสงบใจได้ก็สั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง
ตัวตนที่อยู่นอกโลก…..แม้ว่าฉุนหยางสื่อจะไม่สามารถเข้าไปอ่านบันทึกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบเหมือนเช่นศิษย์สาวกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาก็เข้าใจความหมายของมันได้ชัดเจน
ตามตํานาน ผู้ทรงพลังถึงขีดสุดผู้สร้างอาณาจักรเก่าดาบก็มาจากโลกภายนอกเช่นกัน……
“หืม?”
เมื่อเห็นว่าฉุนหยางสื่อไม่ได้พูดอะไรออกมา ซูฉินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เหตุผลที่เขาไว้ชีวิตฉุนหยางสื่อก็เพราะต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาณาจักรเก้าดาบจากตัวของคนผู้นี้
อาณาจักรเก่าดาบเป็นโลกที่เปิดออกโดยผู้ทรงพลังถึงขีดสุดเก้าดาบ ซึ่งเป็นผู้ทรงพลังถึงขีดสุดที่ซูฉินได้สัมผัสถึงตัวตนเป็นคนที่สาม ถัดมาจากผู้ทรงพลังถึงขีดสุดวิถีจิตวิญญาณแรกกําเนิดจากเกาะสามพันมายา และโหวเหยียนผู้เป็นเจ้าของวิหารการสงครามแต่เดิม
“ผู้อาวุโส”
“ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกในทุกวันนี้ควรจะเป็นเจ้าลัทธิของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบ” ฉุนหยางสื่อเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของซูฉิน เหงื่อเย็นเยียบไหลย้อยมาที่หน้าผากของเขาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงรีบตอบกลับในทันที
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบ?”
ซฉินกล่าวซ้ําด้วยเสียงต่ํา แล้วจากนั้นจึงถามต่อไปว่า “เป็นมรดกที่ผู้ทรงพลังถึงขีดสุดเก้าดาบทิ้งเอาไว้หรือ?”
ซูฉินดูเคร่งเครียด
หากผู้ทรงพลังถึงขีดสุดเก้าดาบได้ทิ้งการสืบทอดของตนไว้ในอาณาจักรเก้าดาบจริงๆ ซูฉินก็จําต้องระวังตัวไว้บ้างแล้ว
แม้ว่าซูฉินจะยืนยันด้วยดวงตาแห่งสัจจะแล้วว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรเก่าดาบนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าขั้นกลับคืนต้นกําเนิด แต่นั่นยังไม่รวมถึงสิ่งที่ผู้ทรงพลังถึงขีดสุดทิ้งเอาไว้
ด้วยการสืบสานมรดกจากผู้ทรงพลังถึงขีดสุด ซูฉินอาจจะประสบความสูญเสียครั้งใหญ่หากพบเข้ากับมรดกที่ถูกทิ้งไว้ภายในอาณาจักรเก่าดาบ
แม้จะผ่านมาหลายหมื่นปีสิ่งที่ผู้ทรงพลังถึงขีดสุดทิ้งเอาไว้อาจจะเหลือแค่หนึ่งร้อยชิ้น หรือ หนึ่งพันชิ้น แต่นั่นก็เป็นถึงพลังในระดับของผู้ทรงพลังถึงขีดสุด
“มรดกที่ผู้ทรงพลังถึงขีดสุดเก้าดาบทิ้งเอาไว้?”
ฉุนหยางสื่อรีบส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบครอบครองเพียงภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ทรงพลังถึงขีดสุดเก้าดาบเคยปิดด่านฝึกตน หาใช่มรดกที่เหลืออยู่ของผู้ทรงพลังถึงขีดสุดไม่”
แม้ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบต้องการจะปกปิดเหตุการณ์นี้ให้สมบูรณ์ โดยอ้างว่าเป็นมรดกตกทอดมาจากผู้ทรงพลังถึงขีดสุด แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบก็ไม่สามารถขึ้นไปถึงยอดของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบจะซ่อนมันเอาไว้อย่างไร ก็มีแต่จะเพิ่มความตลกขบขันให้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์เองเท่านั้น
หากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าดาบเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดมรดกมาจากผู้ทรงพลังถึงขีดสุดจริง เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่สามารถขึ้นไปบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์
“เข้าใจแล้ว”
ซูฉินพยักหน้าเล็กน้อย
ในเวลาเดียวกัน
ขณะที่ซูฉินใช้วิหารการสงครามเข้าสู่อาณาจักรเก่าดาบ
ใจกลางโลกที่มีภูเขาศักดิ์สิทธิ์สูงหลายพันจ้าง
สถานที่แห่งหนึ่งใกล้กับบริเวณยอดเขา ภายในห้องโถงอันใหญ่โต มีร่างสูงนั่งขัดสมาธิอยู่เปิดเปลือกตาขึ้นมาในทันที และมองดูดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สั่นไหวอยู่เบื้องหน้าด้วยความตกใจ
“ดาบศักดิ์สิทธิ์มีปฏิกิริยา
“นี่คือกลิ่นอายที่มาจากนอกอาณาจักรเก่าดาบใช่หรือไม่?”
MANGA DISCUSSION