ตอนที่ 44 เปิดงานเทศกาล
“ดูสินั่น น่าขายหน้าจริง ๆ ไม่รู้ทำไมองค์เจ้าแคว้นถึงได้รักชัยวิชิตนักหนา จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”
สตรีวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนชั้น 5 บ่นให้ลูกสาวฟังอย่างแผ่วเบา คนอื่น ๆ ไม่มีทางรู้ว่าเธอพูดเรื่องอะไร เพราะใบหน้าของเธอยังคงยิ้มอ่อนหวานอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นลูกสาววัยสะพรั่งของเธอ
“อย่าเพิ่งพูดยังงั้นสิคะท่านแม่ เดี๋ยวใครได้ยินเข้า”
“เอ๊ะ น้ำทอง นี่ลูกกลัวพวกมันหรอ”
“โธ่ เปล่าสักหน่อย แต่ตอนนี้เรายังจัดการพี่วิชิตกับพี่ธวัชไม่ได้ ส่วนพี่น้ำเพชรก็ยิ่งจัดการไม่ได้เลย ลูกก็เลยคิดว่าตอนนี้เราอยู่เงียบ ๆ ดีกว่า รอเก็บพวกมันทีละคน ๆ แล้วเราค่อยประกาศศักดาก็ยังไม่สายค่ะ”
“ใช่สิ ลูกเก่งจริง ๆ ไม่เสียแรงที่แม่เฝ้าอบรมสั่งสอนลูกมา”
องค์หญิงบุษย์น้ำทองยิ้มกว้างให้ท่านแม่ของเธอ เธอถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า องค์จ้าวแคว้นคนต่อไปคือพ่อของเธอ และต่อจากนั้นก็ต้องเป็นเธอที่จะได้ขึ้นเป็นองค์จ้าวแคว้นหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์
“ดูนั่นสิลูก องค์ชายเตชินท์กำลังมานู่นแล้ว คุยกับพี่เขาดี ๆ นะ หลังจากแต่งงานกันแล้วทุกอย่างจะได้ราบรื่น”
เมื่อบุษย์น้ำทองมองไปยังบันไดทางขึ้นก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาใช้ได้คนหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาหาเธอ เธอหน้ามุ่ยลงในทันที จากนั้นเธอก็หันหน้าหนีไปอีกทางหนึ่ง ทางที่เธอมองไปคือชายหนุ่มหน้าตาดี ท่าทางองอาจที่นั่งอยู่บนชั้นเดียวกัน เขาคือพยัคฆ์คีรี
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม พยัคฆ์คีรีก็ยังเป็นชายในดวงใจของบุษย์น้ำทองเสมอ แม้ว่าเขาจะไม่รับรักเธอก็ไม่โกรธ ต่อให้เธอต้องแต่งงานกับองค์ชายปลายแถวของเมืองอนันต์เพื่อสร้างฐานอำนาจ เธอก็จะยังคงรักพี่คีรีของเธอตลอดไป
แต่ท่าทางของสองแม่ลูกเชื้อพระวงศ์นี้ไม่อาจคลาดไปจากสายตาของสตรีผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เธอคือบุษย์น้ำเพชร สายตาเธอยังคงเฉียบคม เธอกำลังเฝ้ามองทุกคนอยู่อย่างเงียบเชียบโดยเฉพาะบุษย์น้ำทองกับแม่ของเธอ แม้ว่าบุษย์น้ำเพชรจะเป็นพี่สาวของบุษย์น้ำทอง แต่พวกเธอก็มีแม่คนละคนกัน ดังนั้นพวกเธอจึงได้รับการเลี้ยงดูปลูกฝังมาคนละแบบ และในฐานะพี่สาวเธอย่อมต้องจับตาคอยดูไม่ให้น้องสาวไปก่อเรื่องก่อราวอะไรอีก
ทันใดนั้นสายตาของบุษย์น้ำเพชรก็ต้องถูกดึงความสนใจไปที่ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เดินมาพร้อมฝูงชนกลุ่มใหญ่ เพียงแค่เห็นแวบแรกบุษย์น้ำเพชรก็จดจำได้ทันที
จากเด็กหนุ่มหน้าตามอมแมมเมื่อ 6 ปีก่อน กลายเป็นชายหนุ่มรูปงามที่มีบุคลิกโดดเด่นถึงเพียงนี้ หน้าตาเกลี้ยงเกลา รูปร่างองอาจแข็งแรงราวกับชนชั้นสูง เพียงแต่ว่าเขาก็คงยังเป็นคนเดิม ที่ชอบแบกข้าวของพะรุงพะรัง ด้านหลังมีอีเตอร์สะพายเอาไว้ตลอดเวลา เพราะสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้เธอจำเหนือภพได้
เมื่อหลายเดือนก่อนเหนือภพได้ติดต่อมาขอแผนที่เหมืองโบราณ แต่ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่างเธอจึงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย และเธอก็คิดว่าชาตินี้คงจะไม่เจอเหนือภพอีกแล้ว ไม่คิดว่าเธอจะได้เห็นเขาที่นี่ อย่างไรก็ตามเหนือภพไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเธออีกต่อไป บุษย์น้ำเพชรจึงละความสนใจไว้เพียงเท่านั้น
เหนือภพยืนอยู่ชั้นล่างสุดข้าง ๆ เวทีกลางพลางหันมองไปรอบ ๆ อาคารอย่างงงงวย เขาขอตัวไปจัดการเรื่องการประมูลแป๊บเดียวเอง กลับมาอีกทีเขาก็หาศิษย์พี่ใหญ่ไม่เจอแล้ว ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว โคมไฟหลากสีสันถูกจุดขึ้นทั่วบริเวณจนเหนือภพตาลาย และอาคารทรงกลมขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบเวทีกลางแห่งนี้ก็มีหลายชั้น มีผู้คนมากมายละลานตาเหลือเกิน เขาแหงนคอมองไล่ขึ้นไปทีละชั้นอย่างประหลาดใจ อาคารประมูลแห่งนี้ถูกออกแบบให้แต่ละชั้นสามารถมองเห็นกันได้ และมองเห็นเวทีกลางได้เช่นกัน ถ้าใครอยากเห็นเวทีแบบใกล้ชิดหน่อยก็จะออกมายืนเกาะระเบียง บ้างก็ส่งเสียงทักทายสรวลเสเฮฮากันไปตามประสา โดยไม่มีใครใส่ใจพิธีกรหญิงสาวสวยในชุดสีแดงและผู้ชายที่กำลังพูดเปิดงานเลย
เหนือภพขยับเข้าไปใกล้ขอบเวทีมากขึ้นด้วยหวังว่าศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่ที่ไหนสักแห่งจะมองลงมาเห็นเขา แล้วมาพาเขาไปนั่งด้วย
“….หวังว่างานเทศกาลในครั้งนี้ จะช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างเมืองต่าง ๆ แค่ก ๆ ขอบใจทุกท่านที่มารวมตัวกันในที่นี้ แค่ก ๆ”
องค์รัชทายาทจบประโยคเปิดงานพร้อมกับลูบหน้าอกเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความรู้สึกไม่สบายตัว
เสียงพิธีกรหญิงดังขึ้นโดยไม่เว้นช่วงว่าง เพื่อไม่ให้องค์รัชทายาทรอนานเกินไป จากนั้นองค์รัชทายาทก็ใช้อาคมปีกครุฑ ซึ่งเป็นอาคมหนึ่งในสายปราณเวนไตยลอยตัวลงมาจากชั้น 5 ด้วยท่าทางราวกับมีปีกบินโดยมีองครักษ์กระโดดตามลงมาสองคน และหนึ่งในสององครักษ์ก็คือพยัคฆ์คีรี
ยามที่องค์รัชทายาทปลดปล่อยปราณอาคมของตน ภาพครุฑตัวใหญ่ก็ปรากฏเบื้องหลังเขาพร้อมเสียงคำรามก้องกังวาน กระแสอาคมที่ปลดปล่อยออกมานั้นทรงพลังอย่างถึงที่สุด
เหนือภพที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็สัมผัสบางอย่างได้ แก้วจันทรกาลที่อยู่ระหว่างอกของเขาเกิดสั่นสะเทือนราวกับต้องการต่อต้านบางอย่าง สิ่งที่เขาเห็นในเวลาต่อมาคือเงาร่างของพญานาคราชห้าเศียร ผุดออกมาจากแก้วจันทรกาล มันคำรามตอบโต้ปราณเวนไตยเพียงเสี้ยววินาที แล้วมันก็สลายหายไป
มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติยามพบเจอศัตรู ก่อให้เกิดกระแสคลื่นปราณอาคมสองกลุ่มปะทะกันและฝ่ายที่อ่อนแอกว่าอย่างองค์รัชทายาทก็ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ ปราณอาคมภายในร่างของเขาสั่นไหว การควบคุมสั่นคลอน โชคดีที่พยัคฆ์คีรีตามมาติด ๆ เขาใช้ไหวพริบช่วยให้องค์รัชทายาทลงมาเหยียบบนเวทีได้อย่างปล่อยภัยและยังคงท่วงท่าสง่างามไว้ได้
อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจองค์รัชทายาทอยู่แล้ว พวกเขาสนใจการปรากฏของพญานาคห้าเศียรมากกว่า ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ที่ภาพร่างพญานาคห้าเศียรปรากฏอยู่บนท้องฟ้าเหนือตำแหน่งที่พักรับรองของหมู่ตึกลำธาร ตึกในสังกัดของกลุ่มภารดาพอดี เหนือภพก็เพิ่งจะหันมาเห็นว่าศิษย์พี่ใหญ่ของเขาอยู่บนชั้น 5 ด้านหลังเขานี่เอง
ผู้ใช้ปราณนาคราชของตระกูลนาคราชถึงกับออกมายืนริมระเบียงพร้อม ๆ กับตระกูลสุบรรณเวนไตยที่อยู่ห่างกันเพียงแค่ 1 ห้อง พวกเขาต่างจ้องมองไปที่ห้องรับรองของหมู่ตึกลำธาร แม้แต่ผู้เป็นเลิศในตระกูลนาคราช ก็ยังใช้ปราณนาคราชได้เพียงสามเศียรเท่านั้น การพบเจอกับพญานาคห้าเศียร จึงทำให้พวกเขาตื่นตัวมาก
เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนพวกเขาได้ข่าวการปรากฏตัวของพญานาคห้าเศียรที่เหมืองแร่โชคไพศาล ณ เมืองสินธุ แต่เมื่อพวกเขาส่งคนไปถึงทุกอย่างก็จบสิ้นแล้ว เหลือเพียงซากปรักหักพังและหลุมพิษของพญานาค พอสืบข่าวก็รู้เพียงว่าผู้ที่จัดการพญานาคตนนั้นคือชายหนุ่มผู้หนึ่ง ทุกคนเรียกเขาว่าผู้ปราบนาค เมื่อประกอบกับปรากฏการณ์ที่เห็นในวันนี้ พวกเขาจึงตัดสินใจได้ว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามพวกเขาจะต้องตามหาเขาให้พบ
ทางด้านตระกูลสุบรรณเวนไตย ปราณครุฑของพวกเขาเหนือกว่าปราณนาคราชสามเศียรอยู่บ้าง ทำให้ตระกูลสุบรรณเวนไตยและราชวงศ์อมตะแทบจะไร้ผู้ต่อกร แต่หากต้องปะทะกับพญานาคห้าเศียร พวกเขาก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้ ดังนั้นไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นใครก็ต้องถูกกำจัด
อย่างไรก็ตามทั้งสองตระกูลก็ยังไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร จึงทำได้แค่กวาดตามองไปทางกลุ่มผู้ชมและที่เวทีกลางเพื่อก็คอยจับสังเกตดูทุกคนที่อยู่ที่นี่
ขณะเดียวกันนั้นเองตรงกลางเวทีมีกลไกบางอย่างแยกออกจากกัน จากนั้นก็มีแท่นโลหะค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจนสูงประมาณ 4 เมตร ตรงฐานมีการแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ ที่สื่อถึงเทพสุริยัน ตรงปลายยอดมีแอ่งเว้าลึกที่ถูกหล่อเป็นรูปดอกบัวบานอย่างสวยงาม มันมีไว้สำหรับจุดคบเพลิงเปิดงานนั่นเอง
ฮันเตอร์ชายคนหนึ่งยื่นคบเพลิงเปลวไฟสีทองที่มีรูปลักษณ์คล้ายดอกบัวตูมเปล่งแสงสีทองให้องค์รัชทายาท จากนั้นองค์รัชทายาทก็ถือคบเพลิงลอยตัวขึ้นไปหาแอ่งดอกบัวบานโดยมีองครักษ์ทั้งสองใช้อาคมบินตามขึ้นประกบเพื่อดูแลร่างกายที่อ่อนแอขององค์ชาย และคอยอารักขาอย่างใกล้ชิด
ขณะที่องค์รัชทายาทกำลังจะใช้คบเพลิงจุดดอกบัวบานเพื่อบูชาเทพสุริยัน ผู้คนทั้งอาคารก็เงียบกริบ พวกเขาล้วนรอคอยและจ้องมองไปที่องค์รัชทายาทอย่างสนใจ แท่นจุดคบเพลิงถือเป็นตัวแทนของเทพพระเจ้า และผู้ที่จะได้รับเกียรติจุดแท่นนี้ก็มีแต่เจ้าผู้ครองแคว้นหรือผู้สืบทอดที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น
จู่ ๆ คบเพลิงที่องค์รัชทายาทยื่นไปทางแท่นบูชาเทพสุริยันก็เกิดดับมอดไปอย่างไร้สาเหตุ ตามมาด้วยเสียงฮือฮาของฝูงชน ไฟสีทองนี้ไม่ใช่ไฟธรรมดา และการที่ไฟดับมอดเช่นนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ราชวงศ์อมตะได้รับการสถาปนาขึ้นมา
กลุ่มอำนาจต่าง ๆ ที่หมายจะสานสัมพันธไมตรีกับพวกราชวงศ์ พวกเขาคงต้องคิดใหม่ว่าจะสนับสนุนใคร เพราะราชวงศ์อมตะไม่ว่าชายหรือหญิงก็สามารถขึ้นนั่งบัลลังก์ได้ ขอเพียงแค่เป็นผู้มีความสามารถถึงพร้อมเท่านั้น
สำหรับองค์รัชทายาทนั้นแม้จะมีความสามารถ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่น ซ้ำร้ายยังมีโรคประจำตัวตั้งแต่กำเนิดรวมกับโรคแทรกซ้อนมากมาย ทำให้เหล่าผู้มีอำนาจเอนเอียงไปทางองค์อนุชาขององค์เจ้าแคว้น เขาน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
องค์รัชทายาทขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ กับผู้ที่เป็นทั้งองครักษ์และสหายคู่กายขณะพากันกลับลงมายืนบนพื้นเวที
“มีคนเล่นตุกติกกับคบเพลิงนี่”
แท่นบูชาเทพสุริยันเป็นแท่นพิเศษที่ปราณอาคมธรรมดาทั่ว ๆ ไปจะไม่สามารถจุดติด และไฟที่จะนำมาจุดได้ก็ต้องเป็นไฟพิเศษที่ได้รับการชำระล้างแล้วเท่านั้น มันไม่มีทางดับมอดลงง่ายดายเพียงนี้ แต่ว่าคบเพลิงที่ชายผู้อัญเชิญไฟส่งมาให้เขา หาใช่ของจริงไม่ มันคงถูกสับเปลี่ยนมาเป็นแน่
แม้องค์รัชทายาทจะรู้เช่นนั้น แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ หากเปิดโปงเรื่องนี้ให้เอิกเกริก ก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้ สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเรื่องให้ผู้คนนินทาต่อไปไม่รู้จบ จนอาจกลายเป็นว่าเขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาท
แผนการครั้งนี้ของพวกเธอช่างล้ำลึกนัก
บุษย์น้ำทองกระโดดออกมาจากชั้นห้องรับรองลงมาหาลูกพี่ลูกน้องของตน
“หากท่านพี่จุดไม่ติดก็อย่าฝืนพยายามอีกเลยเจ้าค่ะ เกรงว่าท่านจะป่วยหนักเอาได้ ให้น้องคนนี้จุดแทนก็ได้นะเจ้าคะ”
บุษย์น้ำทองยิ้มระรื่นขณะกวักมือเรียกให้ฮันเตอร์ประจำเวทีนำคบเพลิงอีกอันมาให้เธอ มันคือคบเพลิงรูปดอกบัวตูมที่มีเพลิงสีทองเปล่งประกายเหมือนกับคบเพลิงขององค์รัชทายาทไม่ผิดเพี้ยน
“หยุดนะน้ำทอง เจ้าไม่ควรกล่าวเช่นนั้นกับท่านพี่”
บุษย์น้ำเพชรลงมาตำหนิบุษย์น้ำทองด้วยตัวเอง นั่นทำให้บุษย์น้ำทองหน้ามุ่ยกลับขึ้นไปที่ชั้นรับรองของตนทันที ดูเหมือนเธอจะเกรงกลัวพี่สาวมาก
บุษย์น้ำเพชรใช้อาคมดึงคบเพลิงอันใหม่มาถือไว้ในมือด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ภาพองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ยืนถือคบเพลิงสีทองอยู่กลางเวทีใหญ่เช่นนั้น ช่างทำให้คนตื่นตะลึงยิ่งนัก เธอดูสวยและเก่งกล้าราวกับเทพธิดาเลยทีเดียว
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เข้าไปใกล้แท่นจุดบูชาเทพสุริยัน ไฟสีทองก็ดับมอดคามือของเธอ มีเสียงโห่แสดงความผิดหวังจากฝูงชนบ้างเล็กน้อย
องค์รัชทายาทกระอักเลือดคำโต แต่เขาฝืนทนกลืนเลือดกลับลงไปโดยไม่ให้ใครรู้ ใบหน้าเขามีเพียงความนิ่งเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดขณะจ้องมองคบเพลิงในมือของบุษย์น้ำเพชร นั่นเป็นคบเพลิงของจริง หากเธอนำไปจุดที่แท่นมันก็คงจะลุกโชติช่วงชัชวาล แต่เขาจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้อย่างไร เพราะนั่นจะถือเป็นการยอมรับไปโดยปริยายว่า เธอคือผู้ที่เหมาะสมที่จะนั่งบัลลังก์เจ้าแคว้นในอนาคต
ดังนั้นเขาจึงกลั้นใจใช้ปราณอาคมระดับสูงเพื่อดับมันคามือของเธอ เขาเองก็นับว่าเป็นผู้มีระดับพลังปราณอาคมสูงมากเป็นลำดับต้น ๆ ของแคว้น ติดอยู่อย่างเดียวคือร่างกายที่แสนอ่อนแอนี้แทบจะรองรับการใช้อาคมระดับนั้นไม่ได้เลย การกระทำครั้งนี้จึงนับเป็นการเสี่ยงชีวิตเลยทีเดียว แต่จะว่าไปนับตั้งแต่เขาได้รับตำแหน่งรัชทายาทมา เขาก็ต้องเสี่ยงชีวิตอยู่ตลอดเวลาจนรู้สึกชินชาเสียแล้ว
บุษย์น้ำเพชรมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย การที่องค์รัชทายาททำเช่นนี้ไม่เพียงดึงตัวเองลงเหว เขายังดึงเธอลงไปด้วยอีกคน แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว หากบุษย์น้ำทองต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ เธอก็ขอเป็นผู้เผชิญหน้ากับองค์รัชทายาทเอง
เหนือภพที่ยืนอยู่ข้างเวทีมองดูท่าทางประหลาดของพวกพี่น้องราชวงศ์ แล้วเขาก็มีสีหน้าจริงจังขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมองขึ้นไปยังห้องรับรองของบุษย์น้ำทอง
‘ยัยโรคจิตนั่นเป็นพี่น้องกับองค์หญิงบุษย์น้ำเพชรหรอกหรือ’
เหนือภพย้อนคิดถึงความทรงจำในอดีต การกระทำของบุษย์น้ำทองนั้นโหดร้ายและโหดเหี้ยม เธอถึงกับพยายามส่งคนมาฆ่าเขาทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรเธอสักนิด ส่วนบุษย์น้ำเพชรก็คงจะรู้เห็นเรื่องนี้ แต่เธอกลับไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ กลับนิ่งดูดายปล่อยให้คนตายไป สุดท้ายเขาก็ต้องสูญเสียคนสำคัญทั้งเพื่อนฝูง มิตรสหายและคนรัก นั่นทำให้เหนือภพโกรธมาก ไม่ว่ายังไงเขาก็ขอให้ได้หักหน้าคนพวกนี้สักหน่อยก็ยังดี
เหนือภพวางข้าวของกองไว้ข้างเวที โดยไม่ได้พะวงกับมันนัก นอกจากอีเตอร์เก่าที่คงไม่มีใครอยากขโมยแล้ว มันก็ไม่มีของล้ำค่าอย่างอื่นอีก เพราะของล้ำค่าส่วนใหญ่เขาเอามัดไว้บนหลังแมวดำ
จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นไปบนเวทีพลางตะโกนก้อง
MANGA DISCUSSION