นิยาย Supreme Magus ตอนที่ 31 ความกรุณาและไร้ปราณี
ตอนที่ 31 ความกรุณาและไร้ปราณี
“แน่นอนสิ แพงมาก สังเกตมาหลายครั้งแล้ว แต่ฉันก็คิดมาตลอดว่าราคาเหล่านั้นก็เป็นค่าธรรมเนียมปกติสําหรับผู้รักษา”ลิธตอบนานาในใจเขารู้แล้วว่าตนเองโง่เง่ามากเพียงใดสําหรับโลกใบนี้
“ราคาพวกนั้นไม่แพงเลย” นานาส่ายหน้า
“ฟังนะ อิมป์ตัวน้อย อีกไม่กี่ปีเธอจะต้องออกจากหมู่บ้านไปเผชิญโลกกว้างใหญ่ทุกคนต่างก็ไม่ได้ใจดีเหมือนกับพ่อแม่ของเธอ และขุนนางส่วนใหญ่ก็ไม่เหมือนท่านเคาท์อีกด้วย”
“การไม่มีโชคและโอกาสอื่นๆเพิ่มเติมสําหรับคนทั่วไปแล้วทําให้การเผชิญโลกกว้างเป็นเรื่องยาก และความเพียรพยายามอย่างหนักที่ผ่านมาก็ต้องสูญเปล่าไป”
“ฉันไม่ได้บอกเธอเรื่องนี้เพื่อทําให้เธอกลัวนะ ฉันแค่ไม่อยากให้เธอทําพลาดและเดินตามรอยฉัน”
“เธอต้องฉลาดกว่านี้ ฉันจะเล่าเรื่องให้ฟังกาลครั้งหนึ่งนักเวทย์ที่ตกอับตัดสินใจกลับไปยังหมู่บ้านเก่าของเธอเพื่อตั้งหลักใหม่และลืมเรื่องราวความล้มเหลวที่ผ่านมาในตอนแรกผู้คนต่างก็หวาดกลัว คิดว่าเธอจะใช้พลังอานาจข่มขู่หรือแก้แค้นความบาดหมางในอดีต”
“แต่นักเวทย์คนนั้นเหนื่อยล้าและรู้สึกขมขึ้นกับชีวิตจนเกินกว่าจะไปแก้แค้นใครๆได้เธอต้องการเพียงความสงบเท่านั้นดังนั้นเมื่อเธอเป็นผู้รักษาที่ไม่ทําอะไรเลยนอกจากดูแลคนเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยราคายุติธรรมชาวบ้านต่างก็มีความสุขกันมาก”
“แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าการที่เธอมาอยู่ที่นี้ทําให้คนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ นักเลง,พ่อค้า,และขุนนางปฏิบัติต่อชาวบ้านด้วยความเคารพมากขึ้นพวกเขาก็ยิ่งปลาบปลื้มยินดี เป็นอย่างมาก แต่ยังคงมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นอยู่เพราะนักเวทย์คนนั้นไม่คิดจะทําตัวเป็นฮีโร่ผู้คนในหมู่บ้านจึงทําข้อตกลงกับเธอพวกเขาจะจ่ายเงินจํานวนหนึ่งเพื่อแลกกับความช่วยเหลือ
“ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ ผู้คนต่างก็มีความสุข แต่มันแสนสั้นเหลือเกินจากนั้นชาวบ้านที่ได้รับประโยชน์จากการปกป้องของเธอก็เริ่มเปลี่ยนข้อตกลงที่ละนิดที่ละหน่อย”
“แน่นอนว่า ความเงียบสงบก็กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และการมีอยู่ของนักเวทย์คนนั้นทําให้ผู้คนจํานวนมากจากหมู่บ้านใกล้เคียงเข้ามารับการรักษาด้วยแต่ค่ารักษาในแต่ละปีกลับผลาญเงินของพวกเขาไปมากเหลือเกิน”
“แต่การที่ขุนนางคนสําคัญที่สุดของพื้นที่นั้นได้สร้างที่อยู่ถาวรผ่านงานเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เป็นสิ่งที่สามารถตอบสนองความโลภของพวกเขาได้เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจโน้มน้าวชาวนาให้ช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้านด้วยการรวบรวมเงินมาจ่ายให้กับนักเวทย์”
“เธออาจจะถามว่าพวกเขาทําเรื่องนี้ได้อย่างไร เอาเป็นว่า อย่าไปถามหาความดีจากพวกเขาเลย”
“พวกเขาข่พวกชาวนาให้เปลี่ยนอัตราการแลกเปลี่ยนสินค้าจนทําให้การใช้ชีวิตเป็นดั่งฝันร้ายแล้วพวกชาวนาทําอะไรได้บ้างไหม? ไม่มีเลย”
“พวกเขาต้องการช่างตีเหล็กเพราะต้องใช้เครื่องมือ ต้องการพ่อค้าแม่ค้าก็เพื่อซื้อขายวัวควายและผลผลิตเธอคงจินตนาการส่วนที่เหลือออกหากไม่มีคนเหล่านั้นชาวนาชาวไร่ก็จะอยู่ไม่ได้”
“ในแต่ละปีชาวนาทุกคนจะต้องเดินทางเป็นเวลาหลายวัน เพื่อซื้อคันไถการเคลื่อนย้ายวัวควายและผลผลิตไปหาพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ใกล้ที่สุดก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงและยากเย็นแสนเข็ญในขณะที่ต้องทิ้งครอบครัวและทุ่งนาโดยไม่มีใครดูแลอีกด้วย”
ลิธพยักหน้าด้วยใบหน้าทิ้งตึง
“ให้ผมเดานะ ตามข้อตกลงใหม่ ทุกครั้งที่ชาวนาต้องการความช่วยเหลือของนักเวทย์พวกเขาจะต้องจ่ายส่วนแบ่งของเงินที่ตกลงกันไว้ด้วยใช่ไหมครับ”
“ใช่แล้ว คนอื่นๆก็เหมือนกัน” เมื่อนานาเล่าเรื่องจบ เธอก็เห็นความโกรธรังเกียจจากสายตาของลูกศิษย์
“เอาน่า ลิธ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทําให้เธอโกรธนะ ฉันแค่จะบอกว่าคนปกติทั่วไปเขาเป็นยังไงกันปกติก็เป็นคนดีทําสิ่งๆต่างให้กันทุกวัน เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแต่เมื่อเป็นเรื่องของเงินในกระเป๋าหรือครอบครัวแล้วสิ่งที่เขาให้ความสําคัญก็จะมาก่อนสิ่งอื่นใดเสมอ”
“การใช้ชีวิตเป็นเรื่องยากสําหรับทุกคน สําหรับนักเวทย์แล้วนับเป็นเรื่องแย่ที่สุดคนทั่วไปมักมองนักเวทย์เป็นสัตว์ประหลาดส่วนขุนนางก็มักจะมองว่านักเวทย์ต้องยอมจํานนหรือยอมให้เอาเปรียบได้แต่เรื่องเลวร้ายที่สุดมักจะมาจากตัวเธอเองขนาดในสถาบันเวทมนตร์ก็ต้องพบกับระดับชนชั้นและการแข่งขันที่ซ่อนอยู่อีกทั้ง มันยังโหดร้ายเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้”
“เด็กที่น่าสงสารเหล่านั้นต้องเผชิญกับแรงกดดันจากครอบครัวและอาจารย์ทําให้พวกเขากลายเป็นอสูรที่ดุร้าย พวกเขาถูกวัดระดับชั้นถูกตัดสินในเรื่องต่างๆนานาและโดนดูถูกทุกครั้งที่ทําพลาดยิ่งมีสถานะทางสังคมการเงินและความสามารถสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกคาดหวังมากเท่านั้น”
ลิธเริ่มงงและสับสนขึ้นมา
“อาจารย์อยากให้ผมยอมพวกมันง่ายๆงั้นหรอ? ด้วยการไม่ด่วนตัดสินใคร?พยายามผูกมิตรมากกว่าสร้างศัตรูเหรอครับ?
ลิธเย้ยหยันอยู่ภายในใจ
“พระเจ้า! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! นี่มันตรงข้ามกับสิ่งที่ฉันหมายถึง!” นานาตะโกนใส่ด้วยความผิดหวังและทําท่าทางกระฟัดกระเฟียดออกมา
“ฉันบอกแล้ว ว่าเธอต้องฉลาดกว่านี้ อย่าตกหลุมพรางการกระท่าดีๆเหล่านั้น เธอคิดว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อคนบ้านนอกที่ทั้งสกปรกทั้งยากจนยังไงล่ะ?แล้วเธอคิดว่าพวกเขาปฏิบัติต่อฉันยังไง? ตอนแรกเธอจะผูกมิตรกับนักเรียนจากชนชั้นล่างได้อย่างง่ายดายแต่เมื่อไหร่ที่เธอแสดงความสามารถออกไปเธอก็จะรายล้อมไปด้วยผู้คนสองประเภท
“พวกที่จ้องจะทําลายกับพวกที่จ้องจะหาผลประโยชน์จากเธอ อยู่ให้ห่างจากคนพวกนั้นโดยเฉพาะพวกที่สองไม่อย่างนั้นเธอก็จะลงเอยเหมือนกับฉัน”
“เมื่อทําพลาดไปครั้งหนึ่ง จากที่เชื่อว่ามีเพื่อนคนสําคัญอยู่มากมายพวกเขากลับกลายเป็นซ้ำเติมเหมือนกับคนอื่นๆ”เมื่อนานาพูดจบเธอก็ดูเหนื่อยล้าและรู้สึกขมขึ้นเหลือเกินเธอจ้องไปที่พื้นด้วยดวงตาที่เปียกปอนเธอดูราวกับแก่ลงไปอีกยี่สิบปี
ลิธีพิจารณาสิ่งที่นานาพูดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปากขึ้นมาว่า
“ผมซาบซึ้งในเจตนาและจะเก็บคําพูดของอาจารย์ไว้ตลอดไป แต่ผมก็หวังว่าอาจารย์จะเข้าใจว่าเรื่องราวของอาจารย์ทําให้ผมค่อนข้างเสียเวลาเลยล่ะผมมีแผนการ สําหรับอนาคตที่จะถึงนี้….”
เมื่อนานาได้ฟังความคิดของลิธ เธอก็หัวเราะอย่างเบิกบานใจ แล้วกลับเข้าสู่บุคลิกของคนแก่เอาแต่ใจคนเดิม
“นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันหมายถึง เด็กดี! ในที่สุดเธอก็ทําให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาแล้ว ฉันอนุญาตให้เธอทําได้แต่ทําเฉพาะในกรณีที่ฉันไม่อยู่เท่านั้นไม่งั้นฉันจะเสียรายได้ไปและถ้าใครบ่นหรือพยายามจะเล่นตลกอะไรฉันจะปกป้องเธอเอง”
หลายเดือนต่อมา ลิธต้องพิสูจน์ทักษะด้านเวทมนตร์ในฐานะผู้รักษาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนที่นานาจะมอบตำราเวทย์ขั้นสองเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ซึ่งมันทําให้เขามีสกิลเซ็ทที่เป็นทางการมากขึ้นและได้รับการยอมรับจากผู้คนในลเทียว่าเป็นผู้รักษาอย่างแท้จริง
ในที่สุดลิธก็ได้โอกาสทําตามแผนแล้ว นานาไม่ได้อยู่บ้านตลอดเวลาบางครั้งเธอก็ต้องไปทําธุระส่วนตัว แต่ส่วนมากเธอมักจะถูกเรียกให้ไปหาผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ลิธจะรับผิดชอบทุกอย่างใครที่รอไห้ก็จะรอนานากลับมาเพราะลิธเองก็เพิ่งจะมีอายุแค่หกขวบเท่านั้นเขาดูไม่น่าเชื่อถือพอที่ ใครๆจะยอมฝากชีวิตให้โดยไม่มีนานามาดูแล
แต่แล้วก็มีคนไข้ฉุกเฉินเข้ามา คนไข้คนแรกของเขาคือลูก้าน้องชายคนเล็กของไรเซล (อ่านตอนที่ 21) เขาเป็นเพียงทารกหัดเดินเท่านั้นและแม่ของเขาก็คือ ลิซ่า ที่อุ้มเข้ามาด้วยสีหน้าหวาดหวั่น ลูก้าร้องไห้เสียงดังลั่นแขนซ้ายบวมซ้ำม่วงและหักงอไม่เป็นธรรมชาติ
ลิธกําลังจะดึงผ้าม่านมาปิดเพื่อให้ความเป็นส่วนตัว แต่ทันใดนั้นลิซ่าก็รีบวางลูก้าบนเตียงแล้วเริ่มอ้อนวอนขอให้ลิธช่วย
“มันเป็นความผิดของน้าเองน้ามันโง่มาก น้ากําลังอุ้มเขาขณะเตรียมอาหารอยู่แต่เขาก็ดิ้นแล้วตกลงไปเธอจะช่วยลูกน้าได้ไหม?”
ลิธวาดนิ้วออกไปอย่างรวดเร็ว “Vinire Rad Tu!” มีแสงระยิบระยับปรากฏอยู่รอบๆตัวเด็กก่อนจะทะลุเข้าไปที่หน้าอก แสงนั้นกระจายไปทั่วร่างกายแล้วค่อยๆจางลงที่ หน้าอกกับแขนซ้าย
ทันใดนั้นลิธก็แกล้งทําเป็นร่ายเวทย์ “Vinire Lakhat!”เวทย์แสงได้ขจัดความเจ็บปวดออกไปด้วยพลังจิตของเขาจากนั้นก็ต่อกระดกแขนกับซี่โครงที่หักให้เชื่อมติดกัน
ลิธใช้เทคนิคการหายใจ Invigoration กับเด็ก เพื่อให้เห็นว่ากระดูกเชื่อมต่อกันและหายดีจนเป็นปกติแล้วก่อนจะหยุดใช้เวทย์
“แขนกับซี่โครงหัก แต่ตอนนี้หายดีแล้วครับ” ลูกยังคงร้องไห้จ้า แต่สามารถขยับแขนได้ทั้งสองข้างสีผิวก็กลายเป็นเนื้ออมชมพู และไม่มีรอยฟกซ้ำอีกต่อไปแล้ว
ลิซ่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก โค้งค่านับขอบคุณลิธก่อนจะยื่นเงินให้กับเขาจํานวนสี่เหรียญทองแดง ซึ่งเป็นราคาที่จ่ายให้กับนานา แต่สี่เหรียญทองแดงนี้สามารถทําให้สมาชิกครอบครัวทั้งสี่คนมีข้าวดีๆกินได้ถึงหนึ่งวันเลยทีเดียว
ลิธรับมาเพียงสองเหรียญทองแดงเท่านั้น เพราะเธอไม่จําเป็นต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้กับเขาแต่เธอกลับดูงนงงขึ้นมาเขาจึงกระซิบบอกกับเธอว่า
“ผมรู้เรื่องข้อตกลงของหมู่บ้าน แต่ผมไม่ใช่นานา ผมไม่ปกป้องใคร นอกจากนี้ชาวนาอย่างพวกเราก็ต้องช่วยกันสิถูกต้องไหม? โปรดเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนะครับไม่เช่นนั้นครั้งต่อไปผมจะต้องขอเก็บค่ารักษาในราคาเต็มนะ”
ลิซ่าถึงกับสะอื้น น้ำตารื้นขึ้นมาทันที แต่กลับไม่รู้จะพูดอะไรออกมา
“ถ้าอย่างนั้นน้าขอให้ตรวจขาด้วยได้ไหมจ๊ะ? มันเจ็บมาสักพักแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะหายเลยทั้งที่ผ่านมานานแล้ว”
“นั่นคือสาเหตุที่ทําให้ลูก้าตกลงมาใช่ไหมครับ?” ลิธถามกลับ
“ใช่แล้ว เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน ฉันร่วงลงมาขณะซ่อมหลังคา ตอนแรกก็ไม่เจ็บเท่าไหร่ และยิ่งมีลูกด้วยฉันก็เลยไม่ได้มาหาหมอเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆนี้”
ลิธใช้Invigoration อีกครั้ง โดยใช้เวทย์ตรวจร่างกายบังหน้า
“แย่ชะมัด ขาเธอร้าวไปหมดแล้ว การที่เธอเดินได้โดยไม่กะเผลกนี้ถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์จริงๆ”
หลังจากทําการรักษาลิธยังคงลังเลกับการรับเงินที่เหลือ เขามองเห็นเอลิน่าในตัวเธอซึ่งการเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพียงเพื่อรักษาทิสต้าให้รอดนั้นยังชัดเจนในความทรงจําของเขาอยู่เสมอ และเขาเองก็ไม่อาจทําเป็นใจด่าทั้งที่ได้เห็นการดิ้นรนในแต่ละวันของเพื่อนบ้านลิธมองพวกเขาเป็นดั่งเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่ขยะอันไร้ค่าที่เขาเคยฆ่าไปในอดีต
โชคดีที่ลิซ่าตัดสินใจแทนเขา เธอยื่นเงินให้แล้วเปิดม่านออกก่อนที่ลิธจะทันได้พูดอะไรออกไป
“ช่างเป็นผู้หญิงที่หยิ่งในศักดิ์ศรีจริงๆ สมควรแล้วที่ฉันจะเคารพเธอ ครั้งหน้าฉันจะทําการรักษาขณะตรวจไปเลย เธอจะได้ไม่ต้องจ่ายเงิน เงินจํานวนสี่เหรียญทองแดงนั้นเป็นจํานวนเงินที่หนักที่สดที่ลิธเดยถือมาก่อนครอบครัวของวัด
ชุดที่ลิธเคยถือมาก่อน ครอบครัวของลิซ่าต้องอดมื้อกินมื้อ เพื่อจ่ายเงินค่ารักษาแพงๆนั่น
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ลิธจะทําแบบนี้กับชาวนาทุกๆคน และเตือนให้พวกเขาเก็บเป็นความลับอยู่เสมอ ไม่นานชื่อเสียงเขาก็เริ่มโด่งดังไปจนถึงชายแดนหมู่บ้านมีอยู่ครั้งหนึ่งที่นานาถูกเรียกให้ออกไปข้างนอกลิธก็มีผู้ป่วยเข้ามาซึ่งคนที่แบกผู้ป่วยมานั้นคือ แรงกิ้นพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน เขาแบกลูกชายที่อยู่บนเปลหามกับผู้ช่วยอีกคนหนึ่งเข้ามาข้างใน
“นานา! ไอ้ผู้รักษาเฮงซวย ไปอยู่ในนรกขุมไหนกัน ทั้งที่มีคนเจ็บต้องการการรักษาโดยด่วน!”
“เธอออกไปแล้วเมื่อสักครู่ครับ” ลิธเดินไปทางเปลนอนนั้น เห็นเด็กผู้ชายอายุประมาณสิบห้าปีผมสีดําขลับตัดกับใบหน้าขาวซีดที่ขามีเลือดไหลทั้งที่มีผ้าพันแผลไว้อย่างแน่นหนาแล้ว
“เธออยู่ไหน?” แรงกิ้นยังคงตะคอกใส่
“เธอไปรักษากลุ่มคนที่ไปซ่อมสะพานโคเลน พวกเขาได้รับอุบัติเหตุอย่างเร็วที่สุดน่าจะกลับมาตอนบ่ายครับ”
“ไอ้โง่ ไม่เห็นหรือไงว่าลูกชายฉันกาลังจะตายน่ะ? ฉันไม่มีเวลามากขนาดนั้น!”
ลิธแค่นเสียงใส่ด้วยความรําคาญ
“หากคุณยังตะคอกและทําตัวหยาบคายอยู่อย่างนี้ เชิญที่ประตูครับแต่ถ้าอยากให้ผมรักษาเขาละก็…”ลิธใช้มือขวาชี้ป้ายบนกําแพงที่อยู่ทางซ้ายซึ่งมันเขียนไว้ว่า“โปรดชําระเงินก่อนและไม่มีการคืนเงินในทุกกรณี
“จ่ายให้แกงั้นเรอะ?! แกอายุเท่าไหร่กัน? สี่ขวบใช่ไหม?”
“อีกครึ่งปีก็หกขวบ และขอยืนยันอีกครั้ง ถ้าไม่จ่ายเงินก็เชิญครับ คนอื่นจะได้มีพื้นที่สําหรับรับการรักษาหากอยากได้ปาฏิหาริย์ ก็เชิญอธิษฐานได้ตามสบายแต่รบกวนไปอธิษฐานข้างนอกซะนะครับ” ลิธตอบกลับแรงกั้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ได้ๆๆๆ ตกลง ฉันจะจ่ายเงิน!” แรงกิ้นยอมแพ้แล้ว
“เอาไป ไอ้เด็กนิ้ว สี่เหรียญทองแดง”
“แปดเหรียญทองแดงครับ” ลิธหยุดแรงกิ้นก่อนที่เขาจะหยิบเงินออกจากกระเป๋า
“เห็นได้ชัดว่านั่นคือแผลลึก จําเป็นต้องใช้เวทย์ขั้นสอง จํานวนสองเวทย์หรืออาจจะใช้เวทย์ขั้นสามสักเวทย์ ถึงยังไงค่ารักษาก็คือแปดเหรียญทองแดง”ลิธชี้ไปยังป้ายที่ระบุค่ารักษาเอาไว้
ตรวจร่างกาย : 1 เหรียญทองแดง
เวทย์ขั้นหนึ่ง : +1 เหรียญทองแดง
เวทย์ขั้นสอง : +3 เหรียญทองแดง
เวทย์ขั้นสาม : +7 เหรียญทองแดง
“แต่นั่นคือค่ารักษาของนานา แกไม่ใช่นานา!”
“จริงเหรอ?” ลิธเลียนแบบน้ำเสียงเยาะเย้ยของอาจารย์
“อะไรทําให้ผมต่างออกไปหรอครับ? อายุ? ส่วนสูง? เพศ? คุณช่างมีสายตาที่เฉียบแหลมสมกับเป็นพ่อค้าจริงๆ”
แรงกิ้นถึงกับสะอึกไปด้วยความโกรธ ไอ้เด็กอวดดี!
“แกไม่ต้องถามให้มากความ! อาจารย์ไม่ได้บอกข้อตกลงระหว่างเราหรือไงกัน?”
ลิธชี้ไปยังด้านล่างของป้ายที่สอง ซึ่งระบุว่า “ไม่มีการลดราคา” ด้วยตัวอักษรสี แดงสดขนาดใหญ่
“แกไม่มีหัวใจเลยหรือไง? ทําไมถึงได้เรียกร้องค่ารักษามากขนาดนี้? แกยังเด็กมากแถมไม่มีประสบการณ์อีกด้วย!” ตลอดหลายปีที่เขาเป็นพ่อค้าแรงกิ้นภูมิใจที่ไม่เคยต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาแพง เพราะเขาจะทําทุกอย่างเพื่อให้ได้ส่วนลดในทุกกรณี
“ผมสามารถโต้แย้งได้ว่า ผมไม่คิดว่าคุณจะเคยให้ส่วนลดใครเพียงเพราะอายุหรือความอัธยาศัยของคุณเป็นแน่แล้วใครกันแน่นะที่กําลังเอาชีวิตของลูกชายมาต่อรองอยู่?ผมสงสัยจังว่าเวทย์รักษาทั้งหมดในโลกจะห้ามเลือดเขาได้ไหมนะ”
ท้ายที่สุด เมื่อแรงกิ้นนึกถึงการธลูกชายสุดรัก เขาก็ยอมจ่ายเงินค่ารักษาแล้วปล่อยให้ลิธลงมือ
“ไปโดนอะไรมา?” ลิธถามหลังจากใช้ Vinire Rad Tน ควบคู่ไปกับการใช้ Invigorationซึ่งเขารู้สึกได้ถึงบาดแผลที่ลึกจนเกือบจะตัดเส้นเลือดแดงขนาดใหญ่ที่ต้นขาไปแล้ว
“เด็กบื้อคนนี้กับเพื่อนสนิทที่โง่เง่าดันเกิดความคิดดีๆในการฝึกฝนการใช้ดาบด้วยดาบจริงผลเลยเป็นเช่นนี้แหละ”
“เขาเสียเลือดไปมาก” ลิธพูดหลังจากที่รักษาขาจนเสร็จสิ้น
“ให้เขาพักผ่อนและให้ทานเนื้อมากๆหน่อย”
วันต่อมาแรงกิ้นก็กลับมาบ่นกับนานาเรื่องลูกศิษย์ เธอหัวเราะอย่างหนักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปิดประตูใส่หน้าเขาเสียงดังลั่น
MANGA DISCUSSION