วาสนาบันดาลรัก - ตอนที่ 200
“คุณหนูสี่ ระวัง!” ในหัวหลัวเทียนเฉิงว่างเปล่า เขาพุ่งเข้าไปทันที
เจินเมี่ยวกับชูสยาจวิ้นจู่นั่งอยู่บนหลังม้าด้วยกัน ชูสยาจวิ้นจู่อยู่ด้านหน้า เจินเมี่ยวอยู่ด้านหลัง
ลูกธนูปริศนาดอกนั้นแหวกอากาศมาด้วยความเร็วอย่างที่สุดจนเกิดเสียงวืดอันเสียดแหลมขึ้น
เจินเมี่ยวฝึกยุทธ์ทุกวัน การเคลื่อนไหวตัวจึงว่องไวกว่าคนปกติ
เมื่อคมธนูใกล้เข้ามาตรงหน้า ชูสยาจวิ้นจู่ตกตะลึงอึ้งงันไปเสียแล้ว เจินเมี่ยวกลับผลักนางออก ชูสยาจวิ้นจู่ที่นิ่งแข็งไปแล้วนั้นจึงร่วงตกจากหลังม้า
ดีที่พื้นหญ้านั้นอ่อนนุ่ม คนจึงมิได้รับบาดเจ็บสาหัสอันใด
แต่เจินเมี่ยวกลับหลบไม่ทัน เมื่อเห็นธนูพุ่งมาตรงหน้า ชั่วขณะนั้นนางรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ไปถึงกระดูก เป็นความหนาวเหน็บที่มิใช่ความหนาวเมื่ออยู่ใต้หิมะยามเหมันต์ แต่เป็นความเย็นเยียบที่พร้อมคร่าชีวิตนางไปอย่างไร้เยื่อใย ทำให้คนรู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาในทันใด และทำให้คนต้องหดศีรษะเข้าหาร่างไปตามสัญชาตญาณแห่งตน
มีดทำอาหารที่นางยกขึ้นบังกายตนส่งแสงวิบวับ ได้ยินเพียงเสียงกังวานใสดังติงตัง
ธนูปริศนาร่วงตกลงแทงถูกหลังม้า
ชูสยาจวิ้นจู่เป็นผู้มีฝีมือในการควบขี่ม้า ม้าที่ใช้จึงเป็นม้าดุดันพันธุ์ดี อาจเพราะเห็นนายตนร่วงตกพื้นไปแล้วจึงมิยินยอมให้คนแปลกหน้าขี่หลัง หรือเพราะธนูปริศนาแหลมคมเกินไปก็มิอาจทราบได้ ม้าดุดันตัวนั้นจึงร้องฮี้เสียงยาวแล้วพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้พยัคฆ์ร้ายเกือบนะทำอันตรายเจาเฟิงตี้ แต่หลังจากที่มันต่อสู้โรมรันกับหลัวเทียนเฉิง เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ทั้งหลายต่างก็ล้อมวงเข้าไปรวมตัวกันเพื่ออารักขาเขา
เรื่องราวที่เกิดขึ้นและพลิกผันไปอย่างรวดเร็วและกะทันหันนี้ มีเพียงหลัวเทียนเฉิงผู้ซึ่งคุ้นเคยกับเสียงของเจินเมี่ยวที่สุดเท่านั้นที่จับสังเกตได้
หลังจากที่ชูสยาจวิ้นจู่ตกม้า เจินเมี่ยวก็คว้ามีดทำอาหารขึ้นสกัดธนูปริศนา ธนูจึงปักลงบนหลังของม้าดุดันตัวนั้นทำให้มันทะยานวิ่งหนีไป เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วดุจประกายไฟ แม้ผู้อื่นคิดจะช่วยเหลือก็มิทันเสียแล้ว
รอกระทั่งทุกคนมีสติวิ่งตามไปก็เห็นเพียงเงาร่างสีน้ำเงินเข้มทะยานขึ้นไปบนอากาศแล้วกระโดดลงบนหลังม้า คนทั้งสองจึงหายลับไปท่ามกลางสายตาคนทั้งหลายพร้อมกับม้าที่ดุดันตัวนั้น
“โอ้ ชูสยาของข้า…” หย่งอ๋องรีบลงจากหลังมาวิ่งเข้าไปหาชูสยาทันที
เจาเฟิงตี้สงบสติอารมณ์ไว้แล้วเอ่ยกำชับว่า “รีบเข้าไปช่วยชูสยาจวิ้นจู่เร็วเข้า กองทัพพยัคฆ์มังกรแยกกันออกไปตามหาคุณชายผู้สืบทอดจวนกั๋วกงและฮูหยิน!”
กล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไป สีหน้าเขาดูสงบนิ่งยิ่ง “จะต้องหาคนให้พบให้ได้!”
เมื่อชำเลืองมองธนูที่ร่วงตกอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ “กู่หมิง เรื่องธนูดอกนี้มอบให้เจ้าเป็นผู้ตรวจสอบ!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” บุรุษผู้นั้นยกมือขึ้นประกบกัน
แต่ในใจกลับรู้สึกขมขื่นขึ้นมา
เขาและหลัวเทียนเฉิงเป็นผู้บัญชาการเช่นเดียวกัน เป็นขุนนางที่มีตำแหน่งสูงสุดในหน่วยองครักษ์จิ่นหลินที่เดินทางมาในครั้งนี้
ในสถานการณ์ที่วุ่นวายปานนี้ การคิดจะหามือยิงธนูนั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย แม้ในใจจะไม่ยินยอมแต่ยังคงเดินเข้าไปเก็บลูกธนูที่วางตกอยู่บนพื้นหญ้าอย่างสงบนิ่งนั้นขึ้นมาในที่สุด
“ลูกรักของพ่อ เจ้ามิเป็นอันใดใช่หรือไม่” หย่งอ๋องประคองชูสยาจวิ้นจู่ขึ้นมาด้วยสีหน้ากังวล “บอกแล้วว่าให้อยู่ที่จวน เจ้าก็ไม่ฟัง ครานี้เป็นอย่างไร เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว…”
หย่งอ๋องบ่นพึมพำ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว
เขาไม่ควรใจอ่อนให้นางเลยจริงๆ เมื่อคิดว่าบุตรสาวต้องแต่งไปยังดินแดนหมานเหว่ยจึงได้พานางออกมาล่าสัตว์ด้วย โดยมิสนว่าสตรีสูงศักดิ์มากมายที่มาล้วนเป็นภรรยาของขุนนางใหญ่ทั้งสิ้น ไม่มีแม่นางน้อยใดที่ยังมิออกเรือนสักคน
หย่งอ๋องสำรวจไปทั่ว เมื่อมิพบบาดแผลจึงค่อยๆ วางใจลง “ชูสยา ต่อไปมิอาจเอาแต่ใจได้อีกแล้ว…”
“ท่านพ่อ!” ตั้งแต่ตกจากหลังม้า ชูสยาจวิ้นจู่ก็ตกอยู่ในสภาวะเลื่อนลอย เมื่อมีสติคืนมานางจึงคว้าจับแขนเสื้อบิดาไว้ “คุณหนูสี่สกุลเจินเล่า”
“คุณหนูสี่สกุลเจิน?” ในเวลาอันรวดเร็วนี้หย่งอ๋องจึงยังมิทันเข้าใจ
ชูสยาจวิ้นจู่กลับไม่ต่างอันใดกับคนที่ตื่นจากฝัน “ไม่ได้แล้ว ข้าต้องไปช่วยนาง!”
นางมองไปโดยรอบอย่างรวดเร็ว เมื่อคิดจะกระโดดขึ้นหลังม้ากลับพบว่าม้ารักนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย สุดท้ายจึงนึกขึ้นได้ว่าม้าของนางได้พาเจินเมี่ยววิ่งหนีไปแล้ว
ชูสยาจวิ้นจู่พลันร้อนใจขึ้นมา
นางเป็นนายของม้าดุดันตัวนั้น ไม่มีผู้ใดจะเข้าใจมันได้มากกว่านางอีกแล้ว
บรรดาผู้คนที่เข้ามาเพื่อจะช่วยพยุงล้วนชะงักงันไป ชูสยาจวิ้นจู่แย่งเอาเชือกจากคนที่อยู่ใกล้นางมากที่สุดไว้แล้วดึงคนผู้นั้นลงมา “เอาม้าให้ข้ายืมเดี๋ยวนี้!”
“รีบขวางองค์หญิงไว้!” เจาเฟิงตี้และหย่งอ๋องร้องขึ้นพร้อมกัน
มิต้องให้พวกเขาพูดคนเหล่านั้นก็ลงมือปฏิบัติไปก่อนแล้ว
เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นติดต่อกันอย่างกะทันหัน การช่วยไม่ทันท่วงทีนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะเรื่องเกิดขึ้นเร็วยิ่ง แต่หากให้ชูสยาจวิ้นจู่หนีไปทั้งที่มีคนมากมายอยู่ข้างกายเช่นนี้ พวกเขาคงต้องยอมตายนับพันนับหมื่นครั้งแล้ว
ชูสยาจวิ้นจู่ถูกห้ามไว้ นางร้อนใจจึงยกมือขึ้นตบหน้าคนที่คว้าข้อมือนางไว้
“ชูสยา อย่าได้ทำตัวเหลวไหล!” เจาเฟิงตี้เดินเข้ามาหา
ชูสยาจวิ้นจู่อ่อนลงทันที “เสด็จลุง หม่อมฉันต้องไปช่วยนาง”
หลานสาวผู้นี้เขาเฝ้ามองนางมาตั้งแต่เล็กจนโต เจาเฟิงตี้รักใคร่เอ็นดูยิ่ง การที่ต้องแต่งไปดินแดนหมานเหว่ยยิ่งทำให้มีความสงสารเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน น้ำเสียงที่เอ่ยจึงมิได้แข็งขึงเท่าใดนัก “เราส่งคนออกไปตามแล้ว”
“แต่ม้านั่นวิ่งเร็วมาก”
“หลัวซื่อจื่อตามไปด้วย มีเขาอยู่นางไม่มีทางเป็นอันใดแน่”
ชูสยาจวิ้นจู่ตกจากหลังม้า นางอึ้งงันอยู่นานจึงมิเห็นเหตุการณ์หลังจากนั้น ดวงตาจึงเต็มไปด้วยความกังวล “เสด็จลุง ธนูนั่นพุ่งมาที่หลาน แต่คุณหนูสี่เข้ามารับแทน นาง นาง..”
กล่าวถึงตรงนี้ก็มิอาจเอ่ยต่อไปได้ น้ำตานางคลอเบ้าขึ้นมา แต่เพราะอยู่ต่อหน้าคนมากมายจึงมิยอมแสดงความอ่อนแอของตน นางกัดริมฝีปากเพื่อข่มกลั้นมันไว้
ตอนนั้นเจาเฟิงตี้อยู่ไกล ทั้งยังถูกรุมล้อมจึงเห็นไม่ถนัด เมื่อได้ยินชูสยาเอ่ยเช่นนี้จึงปลอบใจว่า “คุณหนูสี่สกุลเจินเป็นคนมีวาสนา นางจะต้องไม่เป็นอันใดแน่”
เวลานี้เสียงหนึ่งจึงดังขึ้น “ฝ่าบาท องค์หญิง ฮูหยินผู้สืบทอดจวนเจิ้นกั๋วกงมิได้รับบาดเจ็บพ่ะย่ะค่ะ”
เจาเฟิงตี้มองกู่หมิงที่ไปเก็บธนูดอกนั้นกลับมาคราหนึ่ง
กู่หมิงรีบอธิบายว่า “ตอนนั้นหม่อมฉันเห็นชัดเจนยิ่ง ธนูดอกนี้พุ่งเข้าปะทะกับกริชที่อยู่ในมือฮูหยินพอดี”
กล่าวถึงตรงนี้ใจก็เต้นแรงขึ้นมา
ของสิ่งนั้นคือกริชกระมัง
แต่มิคล้ายเลย มันใหญ่กว่ากริชอยู่มาก…
ขณะที่กู่หมิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นกลับมีคนปากมากเอ่ยขึ้นว่า “ใต้เท้ากู่ดูผิดแล้ว”
ผู้ใดช่างกล้าตัดบทเช่นนี้
กู่หมิงพลันเงยหน้าขึ้นหวังจะถลึงตาใส่ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นองค์ชายหกจึงสงบเสงี่ยมท่าทีลง
ชูสยาจวิ้นจู่หน้าขาวซีดทันใด “ดูผิดหรือ พี่หก พูดเช่นนี้ นางได้รับบาดเจ็บงั้นหรือ”
มุมปากองค์ชายหกขยับยกขึ้น “มิได้รับบาดเจ็บ“
ชูสยาจวิ้จู่กลับขมวดคิ้วมุ่น “แล้วท่านจะบอกว่าใต้เท้ากู่ดูผิดได้อย่างไรเล่า! พี่หก เวลานี้แล้วท่านยังพูดเหลวไหลอีก! ”
“เขาดูผิดจริงๆ ที่เจินเมี่ยวถือไว้ใช่กริชที่ไหนกันเล่า เป็นมีดทำอาหารชัดๆ!”
มีดทำอาหารหรือ
คนทั้งหลายมีสีหน้าคล้ายถูกฟ้าผ่ากระนั้น
ทุกอย่างพลันเงียบไปทันที ได้ยินเพียงเสียงนกร้องเท่านั้น
ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในใจ ฮูหยินผู้สืบทอดจวนเจิ้นกั๋วกงคิดอันใดอยู่กันแน่ถึงได้พกมีดทำอาหารไว้ในอกเสื้อ!
มิถูก…หากเป็นกริชเล่มหนึ่งจริงๆ ด้วยรูปร่างที่เล็กแคบของมันอาจจะสกัดธนูไม่อยู่ก็เป็นได้ เช่นนั้นธนูคงได้แทงทะลุร่างนางแน่!
เมื่อคิดถึงตรงนี้คนทั้งหลายต่างก็ต้องตกใจ
ฮูหยินคุณชายผู้สืบทอดจวนเจิ้นกั๋วกงช่างโชคดีนัก!
ใช่แล้ว ฝ่าบาทเคยตรัสว่าฮูหยินผู้สืบทอดนั้นเป็นคนมีวาสนา
คนทั้งหลายต่างหันไปมองเจาเฟิงตี้ แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
เจาเฟิงตี้รับรู้ได้ถึงสายตาของเหล่าขุนนาง ความภาคภูมิพลันเกิดขึ้นมาทันที เขากระแอมไอแล้วเอ่ยว่า “ชูสยาได้ยินแล้วหรือไม่ คุณหนูสี่มิได้รับบาดเจ็บทั้งยังมีหลัวซื่อจื่อตามไปด้วย ด้วยความสามารถของหลัวซื่อจื่อ เขาจะต้องปกป้องนางได้แน่”
ชูสยาจวิ้นจู่ได้ฟังแล้วจึงค่อยๆ วางใจลง
เจาเฟิงตี้หมุนกายกลับไป “เอาล่ะ ตามเรากลับไปพักผ่อนที่ตำหนักเถิด…”
คนทั้งหลายต่างขึ้นขี่ม้าตามเจาเฟิงตี้ไป ตั้งแต่ต้นจนจบ เจาเฟิงติ้มิได้หันไปมองไท่จื่อที่เหม่อลอยดั่งวิญญาณหลุดจากร่างแม้เพียงครั้งเดียว
สตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นตามมาถึงพอดี ไท่จื่อเฟยยังมิทราบเรื่องราวก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นไท่จื่อมีสีหน้าแปลกไปก็เข้าใจว่ากำลังเสียขวัญจึงเข้าไปปลอบโยน “ไท่จื่อ กลับตำหนักเถิด หม่อมฉันจะต้มน้ำแกงสงบใจให้พระองค์ดื่ม…”
ประโยคหลังยังมิทันได้เอ่ยจบก็ถูกสายตาเย็นชาสิ้นหวังของไท่จื่อแช่แข็งไว้เสียแล้ว
ไท่จื่อเฟยอ้าปากขึ้นคล้ายจะเอ่ยสิ่งใดแต่ก็เงียบลงในที่สุด
ไท่จื่อผลักไท่จื่อเฟยให้พ้นทางแล้วพลิกร่างขึ้นบนหลังม้า
ไท่จื่อเฟยมองสำรวจคราหนึ่งจึงเดินไปหยุดที่หน้านางเจี่ยง “นางเจี่ยง เจ้ามาที่นี่กับองค์หญิงก่อนใคร น่าจะทราบว่าเกิดเรื่องใดขึ้น”
นางเจี่ยงตัวสั่นไปทั้งร่าง สีหน้าย่ำแย่อย่างยิ่งยวด พลันส่ายหน้าเอ่ยว่า “หม่อมฉันไม่รู้ หม่อมฉันไม่เห็นอันใดทั้งสิ้น!”
นางจับเชือกไว้แน่นแล้วพุ่งทะยานไปหาโอวหยางเจ๋ออย่างไม่แม้จะใส่ใจต่อมารยาทที่พึงกระทำ
ไท่จื่อเฟยเห็นเช่นนี้แล้วจึงมิถามให้มากความอีก แล้วรีบตามไท่จื่อไป
ครั้นกลับถึงเรือนหลังตำหนัก นางเจี่ยงจึงเริ่มรู้สึกว่ามือเท้าอ่อนแรง นางคว้าแขนโอหยางเจ๋อไว้แล้วเอ่ยว่า “ท่านพี่ ข้าเสียมารยาทแล้ว ไท่จื่อเฟยจะลงโทษข้าหรือไม่”
แววตาของโอวหยางเจ๋อคลุมเครือไม่สดใส เขาเอ่ยช้าๆ ว่า “เกรงว่าต่อไปไท่จื่อเฟยคงมิได้ใส่ใจเรื่องนี้แล้ว”
แผ่นดินนี้อาจเกิดความวุ่นวายขึ้น
“เช่นนั้นน้องเจินจะเป็นอันใดหรือไม่”
“ไม่หรอก หลัวซื่อจื่อวรยุทธ์สูงส่ง จะต้องปกป้องฮูหยินตนได้แน่ บางทีพวกเขาอาจจะกลับมาทันกินอาหารเที่ยงมื้อนี้ด้วยซ้ำ”
น่าเสียดายที่ทุกคนคาดการณ์ในทางที่ดีมากเกินไป กระทั่งฟ้ามืด กองกำลังที่ออกไปค้นหาคนก็กลับมา จึงทราบข่าวว่าไม่มีความคืบหน้าใดเลยต่างหาก
“เหตุใดจึงหาคนไม่พบ!” เจาเฟิงตี้ทุบโต๊ะแสดงอิทธิฤทธิ์ของพญามังกรเต็มที่
คนที่อยู่หัวแถวคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างขอรับโทษ “หม่อมฉันไร้ความสามารถ ทั้งที่ออกไปตามหาตามทิศทางนั้นแล้วแต่ก็หาหลัวซื่อจื่อไม่พบพ่ะย่ะค่ะ!”
บริเวณโดยรอบของตำหนักเป่ยเหอแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่นัก เมื่อฟ้ามืดก็ยิ่งไร้หนทางที่จะหาเจอ
“ม้ายังไม่ตาย มันจะเปลี่ยนทิศวิ่งไม่ได้เชียวหรือ ออกไปหาให้ทั่วทุกทิศ ไม่ว่าอย่างไรต้องตามคนกลับมาให้ได้!”
“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
หากออกตามหาตามทิศทางที่ม้าวิ่งไปแล้วเหตุใดจึงหาหลัวเทียนเฉิงและเจินเมี่ยวไม่พบเล่า
บริเวณโดยรอบของตำหนักเป่ยเหอมิใช่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไร้เส้นขอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผืนป่าใหญ่และพื้นที่ต่ำสูงสลับกันไปมาอีกด้วย
เมื่อหลัวเทียนเฉิงเห็นม้าวิ่งเข้าไปในป่าทึบ ด้วยความเร็วเช่นนี้หากพุ่งชนเข้ากับต้นไม้เก่าแก่ ม้าคงต้องตาย คนคงต้องดับเป็นแน่
หลัวเทียนเฉิงนั่งอยู่ด้านหลังเจินเมี่ยว เขาโอบนางไว้ในอ้อมกอด แล้วเอ่ยขึ้นข้างหูว่า “คุณหนูสี่เจ้าหลับตาลงเสีย”
“หลับตาแล้ว” เจินเมี่ยวหลับตาลงอย่างเชื่อฟัง
ม้าวิ่งเร็วเพียงนี้ เร็วเสียจนคนอกสั่นขวัญแขวน แต่เพราะด้านหลังมีคนอยู่อีกผู้หนึ่ง ใจจึงสงบลงได้อย่างประหลาด
“ข้าทิ้งมีดไปแล้ว!”
นางตื่นเต้นจนลืมว่ามีดที่ตนเก็บไว้นั้นถูกทิ้งไปแล้ว
“ไม่ต้องกลัว ไม่เป็นไร…” หลัวเทียนเฉิงเอ่ยกระซิบอยู่ข้างหูเจินเมี่ยว แล้วกอดนางกระโดดลงจากหลังม้า
อาจเพราะฝนตกติดต่อกันหลายวัน พื้นที่ที่คนทั้งสองกลิ้งไปนั้นจึงเป็นเพียงดินนิ่มๆ และเมื่อมันต้องแบกรับน้ำหนักของคนทั้งสอง ไม่นานพวกเขาก็จมลงไป
หลัวเทียนเฉิงกลิ้งลงไปด้านข้าง คิดไม่ถึงว่ามันจะเป็นเนินชัน คนทั้งสองจึงกลิ้งลงไปไม่หยุด
เจินเมี่ยวรู้สึกอยู่รางๆ ว่าตนกลิ้งมานานดั่งชั่วชีวิต คล้ายว่าจะไม่มีวันสิ้นสุดกระนั้น
ชั่วขณะที่กำลังจะหมดสติจึงนึกถึงวาจาประโยคหนึ่งขึ้นมา
บัดซบยิ่ง หากวาจาของบุรุษเชื่อถือได้จริง แม่หมูคงปีนต้นไม้ได้เป็นแน่!