[วันนี้พอจะมีเวลาไหม]
เขาบอกว่ามีธุระเลยขึ้นมาโซล แต่ธุระคงจะเสร็จแล้วถึงส่งข้อความที่มีเนื้อหาชวนไปทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนจะกลับวันนี้
[ค่ะ ว่างอยู่ค่ะ]
พอตอบกลับ ผ่านไปไม่นานก็มีข้อความระบุสถานที่กับเวลาเด้งขึ้นมา
ดูจากระยะห่างของเวลาในการส่งแล้ว ฉันก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับคิดว่าอีกฝ่ายคงจะไม่มั่นใจกับการส่งข้อความมามากๆ
“นี่ ใครน่ะ สามีเธอเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก”
“อ่านข้อความแล้วยิ้มออกมาอัตโนมัติขนาดนี้ จะมีใครที่ไหนทำให้เธอเป็นแบบนี้ได้ล่ะ”
พอฉันหัวเราะคิกคักกับคำพูดของดาฮยอน เธอก็คงนึกอะไรขึ้นมาได้เลยทำตาโตแล้วถามอย่างตื่นเต้นจนเกินเหตุ
“เธอ! นั่นใช่ไหม ใช่ไหม”
“อะไรอีกเล่า”
“คนที่ไปโรงเก็บกระดูกของแม่กับเธอ ที่เธอไม่ยอมพาฉันไปด้วยน่ะ คนๆ นั้นที่เธอบอกว่าสำคัญ!”
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย”
ฉันส่ายหน้าให้กับคำถามพร้อมกับการขยับก้นอย่างลุกลี้ลุกลนของเพื่อน ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งแล้วอุทานออกมาเบาๆ
“อ๊ะ จริงสิ คิดๆ ดูแล้ว ถึงจะไม่ได้ไปด้วยกัน แต่ก็ไปเจอกันที่โรงเก็บกระดูกนี่นา”
“นั่นเรื่องอะไรอีกล่ะ ไปด้วยกันก็คือไป ถ้าไม่ใช่ก็ไม่สิ หรือว่าเธอถูกผู้ชายชวนไปเดทที่โรงเก็บกระดูกเหรอ”
“คิดอะไรอย่างนั้น”
“ถ้าไม่ใช่ก็ช่างเถอะ เธอพูดแบบมีลับลมคมในมาก ฉันก็เลยลองเดาดูเฉยๆ”
หลังจากนั้นดาฮยอนถึงได้หย่อนก้นนั่งลงตามเดิมเหมือนแก้เขินอาย
“แล้วก็เธอคงไม่รู้เลยพูดแบบนั้น แต่ฉันก็มีคนสนิทๆ เยอะเหมือนกันนะ”
“เธอน่ะนะ พูดเป็นเล่น คนที่เรียกว่าเพื่อนได้ มีฉันคนเดียวแท้ๆ”
ถึงจะพูดเหมือนคุยโวนิดหน่อย แต่ในช่วงที่ผ่านมาฉันคบค้าสมคมกับคนอื่นน้อยมากและอยู่ในวงแคบๆ ก็ตามที่ดาฮยอนพูดมา ความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงตอนนี้ ฉันก็มีแค่เธอเพียงคนเดียว
รู้สึกเหมือนตัวเองใช้ชีวิตมาอย่างโดดเดี่ยวมากๆ ฉันเลยยิ้มอย่างลำบากใจก่อนจะส่ายหน้าสลัดความคิดนั้นทิ้งไป
“นั่นสิ ขอบใจที่มาเป็นเพื่อนกับฉันนะ กินเยอะๆ เลย เดี๋ยวฉันเลี้ยงให้เอง ตอบแทนที่เธอยอมมาเป็นเพื่อนฉันไง”
“งั้นฉันจะกินบิงซูผลไม้เพิ่มอีกถ้วย”
“เอาเลย”
ทันทีที่ฉันอนุญาต ดาฮยอนก็ลุกขึ้นไปสั่งบิงซูผลไม้ด้วยความตื่นเต้นดีใจก่อนจะกลับมานั่งเหมือนเดิม ฉันมองเพื่อนพลางพูดแซวอย่างหลอกล้อ
“ไม่ใช่เด็กมัธยมแล้วนะ คนที่ดีอกดีใจขนาดนั้นเวลาคนอื่นบอกว่าจะเลี้ยงบิงซู ก็คงมีแค่เธอนี่แหละ”
“แล้วไง ยิ่งไม่ใช่วัยรุ่นก็ยิ่งเสียดายเงินมากกว่าเดิมอีก ฉันก็ต้องแต่งงานนะยะ กำลังเก็บเงินไว้เป็นทุนแต่งงานอยู่ด้วย นี่ อย่าเปลี่ยนเรื่องสิ สรุปแล้วใครกัน”
“จะซักไซ้อะไรขนาดนั้นเล่า ฉันแค่ยิ้มเฉยๆ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย”
“อย่าปฏิเสธหน่อยเลยน่า บอกมาเถอะ หื้ม? ถ้าเธอไม่บอก ฉันอาจจะคิดเองเออเองว่าเธอนอกใจสามีก็ได้นะ เป็นแบบนั้นเธอโอเคหรือไง”
คำพูดข่มขู่พอควรจากดาฮยอนทำให้ฉันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้กะทันหัน เลยเปลี่ยนไปทำหน้าตาเคร่งขรึมพร้อมกับพูดดัก
“ได้ข่าวว่าเธอไปพูดอะไรไร้สาระกับคุณทงอูด้วยใช่ไหม”
“โอ๊ะ”
พอเพื่อนแสดงท่าทางทำอะไรไม่ถูกออกมาให้เห็น ฉันก็รู้สึกเหมือนจะระเบิดหัวเราะออกมาแต่ก็กลั้นมันไว้ ก่อนจะจ้องเธอด้วยสายตาที่จงใจให้ดูจริงจัง ดาฮยอนจึงหลบตาฉันแล้วเริ่มพึมพำแก้ตัว
“นี่ พูดตามตรง เป็นสามีแล้วไม่รู้วันครบรอบวันเสียชีวิตของแม่แท้ๆ ของภรรยาเนี่ย มันใช้ได้เหรอ เป็นถึงแม่ยายเลยนะ”
“หื้อ?”
“แค่ทำจิตใจเธอปั่นป่วนตั้งแต่ก่อนแต่งงานยังไม่พอ ยังเป็นสามีที่ไม่เอาใจใส่ภรรยาอีก ฉันจะคอยดูอยู่เฉยๆ ได้ไงเล่า ก็เลยพูดออกไปเรื่องนึง ว่าถ้ายังใช่ชีวิตแบบไม่สนใจเธออีก สักหนึ่งเขาอาจจะถูกทิ้งก็ได้น่ะ”
“เอ๊ะ”
“จะว่าไงดีล่ะ ก็เธอพูดเหมือนจะไปกับคนสำคัญนี่ ฉันก็เลยบอกไปคร่าวๆ ว่าคนๆ นั้นคงจะไม่ใช่หัวหน้า”
“ไม่ๆ เดี๋ยวนะ ดาฮยอน เธอบอกว่าฉันไปกับคนสำคัญเหรอ”
“ฮะ? อ๋อ อื้อ”
ก็ไม่เห็นมีท่าทีแบบนั้นเลยนะ หรือเขาคิดว่าฉันไปกับลุงหรือเปล่า ไม่สิ แต่ฉันก็บอกว่าบังเอิญเจอลุงที่หน้าบ้านแล้วนี่ เพราะงั้นก็ไม่น่าใช่
พอฉันปล่อยตัวเองจมอยู่กับความคิด ดาฮยอนคงรู้สึกได้ว่ามีอะไรผิดปกติ เธอเลยพูดเสริม
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันก็พูดเหน็บแนมไปตามปกติแหละ หัวหน้าฝ่ายก็คงไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงหรอกมั้ง น่าจะคิดว่าฉันพูดไปงั้นมากกว่า”
“ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นเท่าไหร่หรอก”
เพราะดูจากที่สามีไม่ได้มีท่าทีอะไรเลยแล้ว ถึงแม้ฉันจะมีผู้ชายคนอื่นจริงๆ เขาก็คงไม่รู้สึกรู้สาอะไร ฉันคงไม่มีความหมายสำหรับเขาเลยสินะ ถ้าฉันพูดอะไรไปแล้วเขาจะหึงหวงฉันบ้างไหม
“ช่างมันเถอะ แต่เธอน่ะ จากนี้ไปอย่าพูดอะไรไร้สาระกับเขาอีกนะ ทำแล้วก็มีแค่ฉันที่ลำบากใจอยู่คนเดียวไม่ใช่หรือไง”
“ลำบากใจเรื่องอะไรอีกล่ะ ความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาก็ต้องประมาณนั้นอยู่แล้วสิ”
“จองดาฮยอน”
“เข้าใจแล้วจ้า เข้าใจแล้ว จากนี้ไปฉันจะไม่เข้าไปยุ่งกับความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาของพวกเธอแล้ว”
“อืม ขอบใจนะ”
จากนั้นฉันถึงผ่อนคลายสีหน้าลง ดาฮยอนเลยมองฉันแล้วจึ๊ปาก
“เธอเรียกฉันออกมาพูดเรื่องนี้นี่เองสินะ ฉันก็นึกว่าเธอเรียกมาเพราะอะไรซะอีก”
ท่าทางเหมือนงอนขึ้นมาจริงๆ ของเพื่อนทำให้ฉันรู้สึกตัวเลยพูดอธิบายผสมกับน้ำเสียงขึ้นจมูก
“ก็ทั้งสองอย่างเลยไง อยากเจอเธอด้วย จริงๆ นะ”
ปกติฉันไม่ค่อยทำท่าทางน่ารักๆ แล้วก็ไม่เคยทำตัวแอ๊บแบ๊วด้วย น้ำเสียงของฉันเลยมีความประหม่า เพราะอย่างนั้นดาฮยอนจึงหัวเราะคิกคักแล้วตอบเบาๆ ว่า ‘ช่างมันเถอะค่า’
***
หลังจากจอดรถและดับเครื่องยนต์เรียบร้อย แนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
ด้วยการที่พวกเรามีความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาเป็นแค่ฉากหน้า ฉันเลยคิดว่าถ้ารายงานว่าจะไปทำอะไรที่ไหนตลอดเวลาก็อาจจะทำให้เขารำคาญโดยเปล่าประโยชน์หรือเปล่า ที่ผ่านมาพวกเราก็เลยไม่เคยถามและบอกอะไรต่อกันเลย แต่วันนี้ดูเหมือนคงจะต้องบอกให้รู้ก่อน ช่วงนี้ไม่รู้ทำไมสามีถึงกลับบ้านเร็วแล้วมาทานข้าวเย็นด้วยกันบ่อยๆ ฉันเลยคิดเผื่อไว้ว่าวันนี้ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น
-อืม มีอะไรหรือเปล่า
“อ๊ะ คือว่า…วันนี้น่ะค่ะ พอดีอยากรู้ว่าตอนเย็นคุณจะทานข้าวที่ไหน”
-น่าจะต้องทานข้างนอกแล้วถึงกลับบ้านน่ะ
“งั้นเหรอคะ”
-ขอโทษที วันนี้คุณต้องทานคนเดียวแล้วสิ
ทว่าทันทีที่เขาพูดจบ ฉันก็ได้ยินเสียงเอะอะมาจากปลายสาย เป็นเสียงผู้หญิงพูดว่า ‘ทงอู รออยู่สินะ’ ลอดเข้ามา คงเพราะอยู่ไกลออกไปหน่อย เสียงเลยไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ แต่ฉันมั่นใจว่าเป็นเสียงของยอนเซบินแน่นอน หลังจากพูดแบบนั้น เธอก็คงรับรู้ว่าเขากำลังคุยโทรศัพท์อยู่จึงเงียบเสียงลง
อยู่ๆ ฉันก็สงสัยขึ้นมาว่าสามีกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ ลำบากใจอยู่หรือเปล่านะ หรือไม่ก็คงสับสนอยู่สักพัก แต่ก็ทำหน้านิ่งตามปกติของเขาราวกับว่าถึงฉันจะรู้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย
ฉันภาวนาขอให้เสียงของตัวเองสงบนิ่งให้ได้มากที่สุดขณะตอบกลับ
“ขอโทษอะไรกันคะ ฉันเองก็มีนัดพอดีค่ะ”
-นัดเหรอ
“ค่ะ กับคนรู้จักตั้งแต่สมัยก่อน บังเอิญเจอกันหลังจากไม่เจอกันนานแล้วน่ะค่ะ นัดทานข้าวเย็นด้วยกัน ตอนนี้ก็เพิ่งจะออกมา ฉันเลยกลัวว่าคุณอาจจะกลับบ้านมาทานข้าวที่บ้าน ก็เลยลองโทรมาถามก่อนค่ะ”
-อย่างนั้นเอง ทานให้อร่อยแล้วค่อยกลับล่ะ
“ค่ะ คุณก็ด้วยนะคะ”
-คุณยอนจิน…
คนอีกคนตรงนั้นคงจะถามก่อนที่สายจะตัดสนิท แต่ก็คำพูดของเธอก็เข้ามาในหูของฉันไม่เปลี่ยนแปลง สายตัดไปกลางคันก็จริงแต่ดูจากน้ำเสียงแล้วดูเหมือนเธอคงถามเขาว่า ‘คุณยอนจินเหรอ’
อย่างที่คิดเลย โทรไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรจริงๆ ฉันก้มลงมองโทรศัพท์มือถือที่ถูกตัดสายพร้อมกับพึมพำเบาๆ
“ทานข้าวกับคุณเซบินให้อร่อยแล้วค่อยกลับบ้านนะคะ”
หลังจากพูดออกไปแล้ว ฉันก็รู้สึกว่ามันไร้สาระมากกับการมานั่งพึมพำอยู่คนเดียว เลยยิ้มออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรงแล้วก้าวขาลงจากรถ
เมื่อเข้ามาในร้านอารหาร ฉันก็เห็นคุณลุงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ครึ่งตัวแล้วโบกไม้โบกมือให้เมื่อมองมาเจอฉันพอดี แต่ฉันกลับไม่สามารถก้าวเท้าเดินออกไปได้ง่ายๆ
กับความคิดว่า ‘ทำไมคนๆ นั้นถึงมาอยู่ตรงนี้ล่ะ’ แน่นอนว่าฉันติดสินใจมาเจอกับคุณลุงแค่สองคน แต่ภาพของแขกไม่ได้รับเชิญที่อยู่ๆ ก็โผล่มาทำให้ฉันงุนงงไม่น้อย
แต่ยังไงก็ไม่สามารถยืนอยู่เฉยๆ อย่างนี้ไปตลอดได้ ฉันเลยพ่นลมหายใจแรงๆ ออกมาแล้วเดินไปหาพวกเขา
“หนูสายมากเลยใช่ไหมคะ”
“ไม่เลย พวกเราก็เพิ่งจะมาถึงนี่เอง”
“ถ้างั้นก็ค่อยโล่งอกหน่อยค่ะ ว่าแต่…”
ฉันจงใจปล่อยให้น้ำเสียงท้ายประโยคให้เงียบลงพลางเหลือบไปทางแขกไม่ได้รับเชิญเหมือนต้องการคำอธิบาย ซึ่งคุณลุงก็รีบพูดทันทีเหมือนรู้ตัว
“นั่งลงก่อนแล้วค่อยคุยกันเถอะ”
คำพูดนั้นก็ทำให้ฉันพยักหน้าตาม และหลังจากนั่งลงอย่างมีมารยาทเรียบร้อย คุณลุงก็ทำท่าทางลำบากใจก่อนจะอธิบายสถานการณ์นี้
“ขอโทษที่ไม่ได้บอกอะไรหนูเลยนะ ไอ้เจ้าลูกชายของลุงน่ะสิ พอลุงบอกเรื่องนัดของเราวันนี้ให้ฟัง มันก็ตามมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าเฉยเลย คงจะจำเรื่องราวน่าเอ็นดูของหนูสมัยก่อนได้อยู่น่ะ”
“จะลืมได้ยังไงล่ะครับ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เอาแต่เรียกพี่อย่างนั้น พี่อย่างนี้แล้วตามติดไปนู่นมานี่ เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เองนี่นา”
ทันทีที่คุณลุงพูดจบ พัคอินฮยอกก็อมยิ้มพร้อมกับพูดอย่างไม่มีความเก้อเขิน สีหน้าเหมือนนึกเรื่องกระจุ๋มกระจิ๋มมากๆ ขึ้นมาได้แล้วเน้นเสียงตรงคำว่า ‘พี่’ ทำให้ฉันเก้อเขินพลางหลบสายตาของเข ตั้งแต่มีชีวิตมาจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาแบบนั้นจากใครมาก่อน รวมถึงสายตาสื่อว่าน่ารักจะตายนั่นด้วย
ตอนเด็กๆ พวกผู้ใหญ่รอบตัวฉันทุกคนล้วนเป็นคนแข็งกระด้างและไม่คุ้นชินกับการแสดงความรู้สึก ด้วยความที่มันเป็นสายตาที่เกิดจากการกระทำของตัวฉันในอดีต เลยไม่คาดคิดว่าตอนนี้จะยังได้รับสายตาแบบนั้นอยู่ แต่ฉันเองก็ไม่ได้มีความไม่พอใจอะไรพิเศษ
“แต่ผมมีเรื่องต้องขอโทษพ่อน่ะครับ”
“อะไรนะ”
“จริงๆ แล้วผมเจอคุณยอนจินมานานแล้วครับ ถ้ารู้ว่าพ่อจะดีใจขนาดนี้ ผมคงจะบอกไปก่อนหน้านี้แล้วล่ะ”
เขาไม่สนใจคุณลุงที่ย้อนถามกลับอย่างุนงงงว่า ‘เดี๋ยวสิ นั่นมันเรื่องอะไรน่ะ’ แล้วมองฉัน จากนั้นก็พูดขึ้นราวกับเรียกร้องให้ฉันเห็นด้วย
“ใช่ไหมครับ คุณยอนจิน”
ฉันกำลังกลุ้มใจจนถึงตอนนี้ว่าจะทำเป็นรู้จักดีไหม แล้วเขาจะแสดงท่าทางอะไรออกมาอีก เลยได้แต่มองด้วยดวงตาตื่นตกใจโดยไม่สามารถตอบอะไรกลับไปได้
MANGA DISCUSSION