“สีหน้าดูดีไม่สมกับถูกเจ้าบ่าวทิ้งในคืนแรกของการแต่งงานเลยนะครับ”
นิสัยการพูดอย่างเจ็บแสบนั่นก็ยังเหมือนเดิม อินฮยอกเป็นเพื่อนของสามีฉันก็จริง แต่อีกฝ่ายก็เป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของเธอคนนั้นด้วย อินฮยอกมักจะพูดแดกดันแบบนี้บ่อยๆ ราวกับไม่ชอบใจที่ฉันเข้ามาแทรกกลางระหว่างสองคนนั้น
แต่ก็น่าจะมีความหมายว่าวิกตกกังวลกับความเจ็บปวดที่ฉันได้รับจากเรื่องนั้นด้วยเหมือนกัน เพราะเขามองดูคนคู่นั้นมานานจนน่าจะเข้าใจดีกว่าใครว่าฉันไม่มีความหวังเลย
ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่านั่นเป็นการแสดงความหวังดีด้วยวิธีการตามแบบฉบับของเขา แต่เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น เรื่องที่หงุดหงิดก็ส่วนหงุดหงิดเหมือนกัน
“ทำให้คนอื่นเอือมระอาเก่งจริงๆ นะคะ ไม่คิดว่าจะได้เห็นหน้าคุณถึงที่นี่เลย”
“ทำเกินไปแล้วนะ พูดแบบนี้กับคนที่ขับรถห้าหกชั่วโมงมาหาถึงที่นี่…”
ฉันถอนหายใจเบาๆ เพราะสีหน้าเหนื่อยอ่อนนิดหน่อยตามที่พูด
“ฉันรู้ดีค่ะ ว่าไม่มีใครขอร้องคุณเลย”
“ไม่รู้เหรอ ผมมาที่นี่เพราะทงอูขอเลยนะ”
“โกหก”
ฉันรังเกียจท่าทางที่พูดโกหกออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะยกมุมปากข้างหนึ่งเหยียดยิ้มแล้วพูดราวกับตัดสินไปแล้ว
“หื้ม?”
“โกหก ถึงคนอื่นจะไม่รู้ แต่ผู้ชายคนนั้นไม่มีน้ำใจในเรื่องแบบนี้กับฉันหรอก ใช่ไหมล่ะคะ”
“อะไรกัน ก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ครับ”
“ก็เคยเจอมาเยอะแล้วนี่คะ”
แน่นอนว่าถึงแม้ฉันจะยอมรับอย่างสุดซึ้งและเลิกคาดหวังในตัวสามีหลังจากผ่านงานแต่งงานมาเพียงแค่ชั่วขณะเดียวก็เถอะ
“ฉันสงสัยตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ทำไมคุณถึงโผล่มาได้ถูกเวลาแบบนี้ตลอดเลยล่ะคะ”
อีกฝ่ายเงียบไปสักพักราวกับตอบไม่ถูกเพราะถูกถามอย่างกะทันหัน ก่อนจะพูดขึ้น
“เพราะรักไงล่ะครับ”
“ฉันไม่มีอารมณ์จะมาล้อเล่นหรอกนะคะ”
“งั้นเหรอครับ ถ้างั้นผมเลิกก็ได้”
ฉันขมวดคิ้วให้กับท่าทางที่ยอมถอยพลางยิ้มอย่างไร้ความเอียงอาย ไม่รู้ทำไมถึงอยากทำให้ใบหน้าสบายอกสบายใจของอีกฝ่ายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“เพราะรู้ทุกอย่างก็เลยมาไม่ใช่เหรอคะ ว่าตอนนี้คุณทงอูอยู่กับผู้หญิงคนนั้น ส่วนฉันก็ถูกทิ้งแม้กระทั่งในวันฮันนีมูน”
“ทำไมถึง… หรือว่าก่อนหมอนั่นจะไป มันพูดแบบนั้นเหรอครับ”
สีหน้าของอินฮยอกเคร่งเครียดขึ้นทันทีเพราะคำพูดของฉันราวกับรับรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ฉันมองท่าทางนั้นอย่างพอใจพลางยักไหล่ตอบกลับ
“ไม่ใช่หรอกค่ะ เขาไม่ได้ไร้มนุษยธรรมมากขนาดนั้นค่ะ”
“แล้วไม่เป็นไรเหรอครับ”
“จะไม่เป็นไรได้ยังไงล่ะคะ แต่ยังไงคนที่เข้าไปขัดขวางความสัมพันธ์ของสองคนนั้นก็คือฉันนี่นา”
ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ จะทำให้รู้สึกถึงการเย้ยหยันโดยไม่เกี่ยวข้องกับการมีหรือไม่มีความรักก็ตาม…
“แล้วยิ่งกว่านั้น คนที่ไม่โอเคจริงๆ เพราะเรื่องในครั้งนี้ น่าจะเป็นผู้หญิงคนนั้นมากกว่าด้วย”
“คิดจะทำอะไร…”
“ดูเป็นยังไงล่ะคะ”
“ล้มเลิกไปซะก็ดีครับ เพราะยิ่งทำแบบนั้น ความสัมพันธ์ของคุณกับทงอูก็จะยิ่งค่อยๆ แย่ลง”
“ถ้าฉันบอกว่าถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่สนใจล่ะคะ”
“…”
“ล้อเล่นค่ะ ฉันไม่ทำอะไรหรอก แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าพวกผู้ใหญ่เข้ามายุ่งเพราะเรื่องในครั้งนี้นะคะ”
ถึงฉันจะยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเขามากแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยคิดจะให้ความช่วยเหลือ
“บอกไว้ก่อน ฉันไม่คิดจะออกตัวปกปิดเรื่องครั้งนี้หรอกนะคะ ไม่คิดจะสร้างเรื่องแก้ตัวให้พวกเขาทั้งสองคนด้วย เพราะฉะนั้นถึงคุณจะเกลี้ยกล่อมฉันมากแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ”
ทว่าอินฮยอกกลับตอบราวกับไม่คิดว่ามันสำคัญอะไรต่างกับที่ฉันคาดการณ์ไว้
“พวกนั้นก็ต้องยอมรับกับเรื่องที่ทำลงไปเหมือนกัน”
“คะ?”
“เพราะไม่มีโอกาสจะแก้ตัวอะไรนี่ครับ ถ้ารักษาสถานะเอาไว้อย่างถึงที่สุดก็ไม่มีใครรู้แท้ๆ ยังไงคนที่เลือกคุณยอนจินในตอนสุดท้ายก็คือหมอนั่นเอง และการเหลือเยื่อใยแล้วยื้อต่อจนถึงตอนนี้ มันก็เสียมารยาทกับคุณยอนจินด้วย”
“…ผิดคาดจังนะคะ”
“หื้ม?”
“ที่คุณเข้าข้างฉันไงคะ”
“พูดอะไรน่ะ ผมอยู่ข้างคุณยอนจินมาตั้งแต่แรกแล้วไงครับ”
“ถ้าหมายถึงเรื่องที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าคุณหาเรื่องกันทุกเรื่องเลยนะคะ ทำแม้กระทั่งเตือนว่าอย่าเข้าไปแทรกระหว่างสองคนนั้นด้วย”
“นั่น…”
“ฉันรู้ค่ะ ว่าคุณกังวลก็เลยทำแบบนั้น เพราะตราบใดที่เธอยังอยู่ คุณทงอูก็คงไม่มีทางปันใจให้ฉันหรอกค่ะ”
“ถึงรู้ แต่ก็ยอมแต่งงานงั้นเหรอครับ”
เขาทำหน้ากังวลแล้วเอ่ยถาม
ราวๆ ช่วงก่อนย้อนกลับมาในอดีต ฉันยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง เอาแต่คิดว่าถ้าแต่งงานแล้วได้ลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มันก็น่าจะเกิดเป็นความผูกพันจนทำให้เขามีใจให้ฉันอัตโนมัติ
ถ้าฉันรู้… ถ้าฉันรู้ว่าความหวังในการได้หัวใจของเขามามันไม่มีเลยตั้งแต่แรก ฉันคง…
ไม่สิ ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น แต่ฉันก็น่าจะตัดสินใจเหมือนเดิม เพราะตอนนั้นสำหรับฉันแล้ว มันไม่มีที่พึ่งพาอื่นมากพอจะต่อต้านครอบครัวได้
ฉันจมอยู่กับความรู้สึกผิดพลางหัวเราะออกมา แค่นั้นคงเพียงพอที่จะเป็นคำตอบแล้ว อินฮยอกจึงพูดขึ้น
“รู้ไหมครับว่าผมไม่เข้าใจทั้งคู่นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าทงอูที่มีคนรักอยู่แล้ว แต่ก็มาแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน หรือว่าคุณยอนจินที่ยอมแต่งงานกับทงอู ทั้งที่รู้เรื่องนั้น”
“นั่นเป็นหน้าที่ไงคะ เพราะสนุกสนานกับสิทธิพิเศษมากมาย ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกว่าคนอื่นๆ ด้วยกำลังของครอบครัวมาจนถึงตอนนี้”
“แค่นั้นน่ะเหรอครับ”
“คะ?”
“ผมถามว่าคุณไม่มีความรู้สึกอะไรให้ทงอูเหรอครับ”
“ถ้าบอกว่าไม่รู้สึกอะไรก็คงโกหกแน่ๆ ล่ะค่ะ แต่มันก็สักพักแล้วที่ฉันหยุดความรู้สึกนั้นไว้ ถ้าเป็นของที่ฉันเอามาไม่ได้ ยังไงก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้สึกที่ไร้ความหมายแบบนั้นหรอกค่ะ”
“โอ้โห ถ้าทำได้ ผมก็ภาวนาขอให้คุณล้มเลิกก่อนจะมีความรู้สึกลึกซึ้งให้เจ้านั่นนะ…”
“ไปได้ยินอะไรมาคะ ตอนนี้ฉันหยุดความรู้สึกที่มีต่อคุณทงอูแล้วค่ะ ไม่คาดหวงคาดหวังอะไรด้วย”
ฉันขมวดคิ้ว แต่อินฮยอกกลับจ้องมองฉันอย่างลุ่มลึกแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ
“แววตาของคนที่เจ็บปวด เป็นแววตาที่บอกว่าให้ใจไปแล้วแต่ได้รับความเจ็บปวดกลับมา ถึงได้ล้มเลิกหลังจากนั้นน่ะครับ”
“ถ้าไม่ใช่หมอดู ก็อย่าพูดอะไรตามอำเภอใจ เหมือนรู้ความรู้สึกภายในจิตใจของคนอื่นสิคะ”
“อย่างนั้นเหรอครับ ผมคงจะพลาดเองสินะ”
ระหว่างที่อินฮยอกพูดว่า ‘ขอโทษครับ’ ฉันก็ถอนหายใจกับความกระวนกระวาย
“แต่ผมไม่รู้จริงๆ นะครับ ว่าถึงจะปล่อยคุณยอนจินไว้แบบนี้ก็จะไม่เป็นไร”
ฉันควบคุมจิตใจที่อ่อนยวบลงเพราะแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของเขาพลางพูดห้วนๆ กลับไป
“ทำไมคุณพัคอินฮยอกถึงเป็นห่วงฉันล่ะคะ”
“เรื่องนั้น…”
อีกฝ่ายปล่อยให้ท้ายประโยคเลือนหายไป แต่ฉันรู้ดีว่าคำที่ขึ้นมาจนสุดคอ แต่เขากลับกลืนมันลงไปหมายความว่าอะไร
แล้วก็รู้ว่าเขาจะไม่พูดมันออกมาจนถึงที่สุดเหมือนกัน เพราะฉันไม่ต้องการ
“เพราะผมรักคุณยอนจินไง”
สุดท้ายแล้วอินฮยอกก็อ้อมแอ้มด้วยคำพูดแฝงการหยอกเย้าอีกครั้ง ฉันคิดว่าถึงถามไปมากกว่านี้ก็ยากที่จะได้ยินคำตอบอย่างจริงใจจากเขา ก็เลยถอนหายใจโดยไม่ได้พูดอะไร
* * *
“ตอนนี้ไม่ใช่ว่าต้องกลับแล้วเหรอคะ”
ถึงแม้อินฮยอกจะรู้ว่าฉันส่งสายตาไล่ให้รีบๆ กลับ แต่เขาก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และยิ้มอย่างอ่อนหวานให้คุณป้า ทานข้าวไปตั้งสองถ้วยแล้วยังไม่พอ หลังมื้ออาหารยังขอของหวานรวมถึงกาแฟอย่างไม่ลังเลอีก
จากนั้น ถึงคุณป้าจะกลับไปนานแล้วแต่เขาก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะไปเลย แถมยังนั่งอ้อยอิ่งอยู่ตรงโซฟาอีกต่างหาก กระทั่งฉันทนไม่ไหวเลยพูดขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อม
“ไม่ไปเหรอคะ”
“ผมปวดท้องจัง สงสัยจะทานข้าวเย็นเยอะไป ดูเหมือนจะขับรถตอนนี้เลยไม่ได้หรอกครับ ถ้าได้พักให้ย่อยสักหน่อย ก็น่าจะดีขึ้นนะ…”
ท่าทีราวกับจะพูดต่อว่า ‘คงไม่ไล่คนสภาพร่างกายไม่ดีใช่ไหมครับ’ ทำให้ฉันยิ้มแหย เจ้าตัวรู้ว่าตัวเองเป็นปกติอย่างแน่นอนจนกระทั่งเมื่อครู่นี้ แต่ก็ยังพูดออกมาแบบนั้นพร้อมกับทำใบหน้านิ่งเฉยอย่างหน้าไม่อายด้วย
ฉันเลยพูดอะไรไม่ออก ก่อนจะหารีโมทกดปิดโทรทัศน์ที่เขากำลังดูอยู่อย่างไม่ละสายตา
“โทษนะคะ คุณพัคอินฮยอก”
“พูดมาสิครับ”
“ที่ฉันเห็นคือคุณพัคอินอยอกดูเป็นปกติมากเลยค่ะ”
“เดิมทีเวลาผมป่วยมักจะดูไม่ค่อยออกอยู่แล้วครับ คนอื่นก็เลยไม่ค่อยสังเกตเห็น”
“ก็ดีค่ะ ถ้างั้นเมื่อกี้บอกว่าเหมือนท้องอืด แล้วไม่ไปโรงพยาบาลจะไม่เป็นไรเหรอคะ ถ้าจะไปเดี๋ยวฉันเรียกคุณลุงคนดูแลมาให้ก็ได้ค่ะ คุณลุงน่าจะช่วยขับรถแทนให้ได้ ขับกลับโซลไปได้สบายๆ เลยค่ะ ฉันเรียกให้ตอนนี้เลยดีไหมคะ”
พอฉันยิ้มราวกับเป็นเรื่องน่าขำ เขาเองก็ยิ้มเผล่ออกมา
“ผมรบกวนคุณแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ”
“แล้วจะรบกวนฉันแบบที่ทำอยู่ตอนนี้เหรอคะ”
ฉันคิดว่าถ้าทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกแค่นิดนึงก็คงจะดี แต่ท่าทางที่ลื่นไหลต่อได้อย่างหน้าไม่อายทำให้ฉันบ่นงึมงำอย่างไร้เรี่ยวแรง
“แน่ใจไหมคะ ว่าจะกลับในวันนี้”
และแล้วก็ไม่มีคำตอบอีกครั้ง
ทำไมเขาถึงไม่ตอบอีกแล้วล่ะ ขณะที่กำลังจะซักไซ้ให้อีกฝ่ายตอบมาเร็วๆ เขาก็พูดแทรกขึ้นมา
“นั่น…”
“คะ?”
“ขอรีโมทหน่อยครับ”
“อ้อ นี่ค่ะ”
พอส่งรีโมทที่ถือไว้ในมือให้เขาไปอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาก็เปิดโทรทัศน์ขึ้นมาอีกครั้ง
“ตอนนี้คุณกำลังทำ…”
“เป็นละครที่ผมดูทุกอาทิตย์เลยน่ะครับ”
ฉันไม่รู้เลยว่ามันคือเรื่องล้อเล่นหรือความจริงกันแน่ อินฮยอกจับจ้องไปที่โทรทัศน์พร้อมกับพูดคำนั้นออกมา ฉันมองภาพด้านข้างของเขาที่ปิดปากเงียบและมองตรงไปด้านหน้าอย่างเอาจริงเอาจังอย่างแปลกใจ ก่อนจะเอนตัวพิงพนักโซฟาพลางถอนหายใจ
“คุณบอกว่าดูนี่ทุกอาทิตย์งั้นเหรอคะ”
“ครับ ถึงแม้จะมีบางครั้งที่ยุ่งจนไม่ได้ดูก็เถอะครับ ปกติแล้วส่วนใหญ่ผมจะดาวน์โหลดมาดูน่ะ”
พูดเรื่องนี้เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้งั้นสินะ แต่ถ้ามองท่าทางเอาจริงเอาจังก็จะเหมือนเขากำลังพูดความจริงด้วย…
“รู้ไหมคะว่ามันไม่เข้ากับคุณเลย”
“อะไรครับ”
“การที่คุณพัคอินฮยอกดูละครน่ะค่ะ”
“ไม่รู้สิครับ เวลาของช่วงละคร ไม่ว่าใครก็ดูไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ว่าใครนั่นน่ะ มันก็ต้องแล้วแต่คนสิคะ คนที่น่าจะดูเอกสารหรือทำงานในบริษัทอย่างมีความสามารถกลับติดละครเนี่ย…”
“หื้ม”
“ฉันแค่พูดไปแบบนั้นน่ะค่ะ คุณพัคอินฮยอกจินตนาการภาพคุณทงอูคอยตามดูละครออกไหมล่ะคะ”
“เจ้านั่นน่ะเหรอครับ”
เขาเบิกตากว้างแล้วเริ่มหัวเราะอย่างหนัก ภาพที่อินฮยอกเอามือกุมท้องแล้วหัวเราะออกมาราวกับเข้าใจประเด็นสำคัญที่ฉันตั้งใจจะพูด ทำให้ฉันพยักหน้าอย่างพอใจ
“เข้าใจใช่ไหมคะ”
“ฮ่าๆ ครับ อย่างถ่องแท้เลยล่ะ”
หลังจากมองคนที่ถึงแม้จะพูดแบบนั้น แต่ยังคงหยุดหัวเราะไม่ได้จนไหล่สั่นอยู่พักหนึ่ง ฉันจึงพูดขึ้นราวกับสังเวชใจ
“หยุดหัวเราะเถอะค่ะ มันน่าขำขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“คุณยอนจินไม่ขำเหรอครับ คนที่ท่าทางโลกส่วนตัวสูงอย่างเจ้านั่นดูละครเหมือนพวกคุณป้าเนี่ย ฮ่าๆ”
“อุ๊บ นั่นสินะคะ”
MANGA DISCUSSION