“อยากได้คำตอบแบบไหนล่ะคะ”
คำตอบกับปฏิกิริยาของฉันคงผิดจากความคาดหมายของเธอ เซบินจึงย้อนถามว่า ‘คะ?’ ด้วยความสับสน
ขณะที่คิดว่าเมื่อครู่ตัวเองแสดงท่าทีแบบนั้นออกไป ฉันก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจกับการสวนคืนอีกฝ่ายด้วยคำพูดได้ ก่อนจะพูดต่ออย่างหนักแน่น
“คุณดูเหมือนมีคำตอบที่ต้องการอยู่แล้วน่ะค่ะ ฉันจะได้ช่วยตอบให้ตรงกับแบบที่คุณเซบินต้องการไงคะ”
“ตายจริง คงจะอารมณ์ไม่ดีเพราะคำพูดของฉันสินะคะ แต่ดูคุณกำลังเข้าใจอะไรผิดไป ฉันก็แค่ถามเพราะสงสัยเท่านั้นเองค่ะ”
“ฉันสิคะที่ต้องสงสัย ฉันต้องมีความสัมพันธ์แบบไหนกับคุณอินฮยอกเหรอคะ เมื่อกี้คุณต้องได้ยินอยู่แล้วเพราะคุณลุงพูดกับคุณโดยตรง วันนี้ฉันก็มีนัดที่นี่เหมือนกันค่ะ แต่ถูกเบี้ยว ตอนกำลังจะกลับ คุณอินฮยอกกับคุณลุงเห็นฉันพอดี ก็เลยชวนให้นั่งทานข้าวด้วยกัน ถึงจะตอบหมดแล้วแต่คุณเซบินก็ยังถามเหมือนหยั่งเชิงกันแบบนี้อีก มันก็สมควรเข้าใจผิดไม่ใช่เหรอคะ ว่าคุณเซบินกำลังมีแผนอะไรอยู่ในใจ”
พอฉันขจัดรอยยิ้มออกไปจากบนใบหน้าพร้อมกับพูดอย่างเย็นชา อีกฝ่ายก็ยักไหล่ขึ้น
“ไม่ได้มีแผนอะไรค่ะ ก็แค่…”
“…”
“ฉันไม่ได้ใสซื่อจนเชื่อเรื่องนั้นหรอกนะคะ แล้วยิ่งกว่านั้นถ้าเพิ่งเคยเจอกับคุณลุงที่นี่ครั้งแรกจริงๆ คนที่ใส่ใจกับมารยาทอย่างละเอียดจนมากเกินไปอย่างคุณยอนจิน คงไม่มีทางยอมรับข้อเสนอนั่งร่วมโต๊ะกันอยู่แล้วนี่คะ”
“ไม่รู้เลยนะคะว่าคุณรู้จักฉันดีถึงขนาดนั้น”
ก็นะ จะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่ได้พูดผิดอะไร เพราะคนที่ทำตัวเสแสร้งจนน่าเบื่อตามกรอบที่ถูกกำหนดไว้ก็คือตัวฉันในอดีต ถ้าเป็นเมื่อก่อน ถึงแม้จะตัดสินใจอะไรแน่วแน่แล้วก็คงไม่กล้าพูดอะไรแบบนี้ออกไปแน่นอน
ในตอนนั้นฉันกำหนดการกระทำของตัวเองโดยใช้คำพูดกับท่าทางเป็นตัวช่วย แต่ยังไงก็ดูไม่จริงใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันอาจจะเป็นคนจืดชืดและไร้เสน่ห์อย่างที่ว่าจริงๆ ก็ได้
ตัวฉันเองก็ไม่ยอมรับคนอื่นเข้ามาในขณะที่เอาแต่รบเร้าร้องขอความรักจากสามี เลยไม่มีทางผูกสัมพันธ์กับใครได้อย่างเหมาะสมน่ะสิ แต่ก็ไม่ใช่ว่ายอนเซบินจะมาพูดเกี่ยวกับฉันด้วยความมั่นใจแบบนี้ได้ ฉันจึงแสดงท่าทีโดยไม่คิดปกปิดความไม่สบอารมณ์
“คุณมั่นใจกับการตัดสินคนอื่นมากพอ จนกล้าพูดว่าเข้าใจทุกอย่างของคนๆ นั้น ด้วยการเจอเพียงไม่กี่ครั้งงั้นเหรอคะ”
“ไม่นะ ฉัน…”
“และถึงคุณจะคิดว่ามันมีอะไรจริงๆ แต่มันมีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องอธิบายให้คุณเซบินฟังด้วยเหรอคะ”
“มันต้องไม่มีแน่นอนอยู่แล้วสิคะ เหตุผลนั้นน่ะ”
ต้องบอกว่าสมกับเป็นคุณจริงๆ หรือต้องบอกว่ามีประการณ์ในสังคมเยอะจริงๆ ดีนะ เพราะถึงแม้ว่าฉันจะพูดในเชิงไล่ต้อน แต่อีกฝ่ายกลับตอบโต้สบายๆ โดยไม่แสดงท่าทีตระหนกสักเท่าไรเลย
“ก็นะ ถึงฉันจะไม่ได้ฟังจากคุณยอนจินตอนนี้ ก็ไม่เป็นไรเลยค่ะ ถ้าไม่หายสงสัย ฉันถามอินฮยอกเอาก็ได้นี่คะ”
“คุณอินฮยอกเหรอคะ”
“อินฮยอกคงจะมีเหตุผลต้องอธิบายให้ฉันฟังน่ะค่ะ”
“หมายความว่าอะไรคะ”
“แล้วฉันต้องอธิบายด้วยเหรอคะ”
คำพูดเหมือนจะเอาคืนทำให้ฉันหน้าตึง เซบินมองหน้าฉันแล้วก็หัวเราะเสียงดัง
“ล้อเล่นค่ะ รู้อะไรไหมคะ อินฮยอกน่ะ สนใจคุณยอนจินมากๆ ตั้งแต่ตอนเจอครั้งแรกเลยค่ะ ไม่สิ ต้องบอกว่าตั้งแต่ได้ยินชื่อของคุณเลยไหมนะ”
“คะ?”
“ฉันก็พูดไปตรงๆ ว่าจะทำให้คุณยอนจินถูกเบี้ยวนัดดูตัว แต่ก็ไม่เคยคิดเคยฝันว่าอินฮยอกจะตรงไปหาคุณทันทีแบบนั้นเลยค่ะ ฉันตกใจมากก็เลยถามเขาว่ารู้จักคุณมาก่อนแล้วเหรอ หรือว่าเป็นคนที่เคยชอบ แต่เขาก็แค่ยิ้มๆ น่ะค่ะ”
ได้ยินชื่อก็แสดงออกเลยงั้นเหรอ แค่ชื่อก็รู้เลยหรือไงนะว่าฉันเป็นใคร ไม่สิ ไม่น่าจะใช่แบบนั้น เขาคงไม่แน่ใจเหมือนกันจนกระทั่งเห็นหน้าฉันชัดๆ นั่นแหละ
ถึงจะบอกว่าเป็นเพื่อนเล่นตอนเด็กๆ แล้วแยกย้ายกันไปก็ยังไงๆ อยู่ จะบอกว่าเป็นเด็กแถวบ้านที่ตัวเองเคยช่วยดูแล บอกว่าเป็นเพื่อนห้องเดียวกันสมัยเรียนก็ไม่น่าจะทำถึงขนาดนั้นไม่ใช่หรือไง
เอ็นดูเหมือนน้องสาวมากแค่ไหนแต่ตั้งแต่ตอนนั้นที่แยกย้ายกันไป มันก็กลายเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความทรงจำไม่ใช่เหรอ
“สุดท้ายก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลยเหรอคะ”
“เขายิ้มแล้วก็เสนออะไรบางอย่างกับฉันค่ะ”
ฉันเลยแค่นหัวเราะแล้วกำลังจะพูดว่า ‘อย่าคิดไปเองแล้วขยายเรื่องให้ใหญ่ขึ้นเลยค่ะ’ แต่เซบินกลับพูดต่อโดยไม่เว้นจังหวะให้ฉัน
“อินฮยอกขอว่าถ้าหากฉันคิดทำอะไรไม่ดีกับคุณยอนจิน ให้บอกเขาก่อนสักหน่อยน่ะค่ะ เตือนฉันมาตลอดเลยว่าคุณเป็นคนที่เขาชอบ เพราะฉะนั้นอย่าสร้างบาดแผลให้คุณมากเกินไปค่ะ”
“…”
“มีคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้ไหมล่ะคะ”
เพราะไม่รู้ชัดๆ ว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกันบ้าง ฉันก็เลยไม่สามารถผลีผลามแก้ตัวได้ ทำได้แค่กัดก้อนเนื้อด้านในริมฝีปากโดยไม่ให้อีกฝ่ายเห็นเพื่อปกปิดความจนปัญญา
คงรับรู้ถึงความคิดภายในใจฉัน ใบหน้าของยอนเซบินถึงกลับมาดูสบายใจอย่างสมบูรณ์
“ฉันไม่ได้มีส่วนเสียอะไรหรอกนะคะ เพราะถ้าพวกคุณคบหากันต่อ ฉันก็จะได้ทงอูกลับคืนมา แต่มันแปลกไม่ใช่เหรอคะ อินฮยอกพูดเหมือนรู้จักคุณยอนจินอยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นทั้งคุณยอนจิน ทั้งอินฮยอกต่างก็ทำตัวต่อเหมือนเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกซะงั้น เหมือนไปแอบตกลงกันไว้อย่างนั้นแหละค่ะ”
“ก็เพราะวันนั้นฉันเจอคุณอินฮยอกครั้งแรกไงคะ ฉันต้องเป็นฝ่ายสงสัยมากกว่านะคะ ว่าคุณพัคอินฮยอกรู้จักฉันได้ยังไง”
เซบินทอดสายตามองฉันพลางยักไหล่
“คิดแบบนั้นสินะคะ แต่ถึงอินฮยอกจะดูเป็นแบบนั้น เขาก็ไม่ได้ให้ใจใครพร่ำเพรื่อหรอกค่ะ ดูเหมือนยิ้มอยู่ตลอด ใจดี แล้วก็อ่อนโยน แต่ก็ใจแคบกับการมอบความรู้สึกให้คนอื่นมากกว่าใครๆ เลย ต้องบอกว่าเขาขีดเส้นของตัวเองเอาไว้หรือเปล่านะ เพื่อนอย่างฉัน เขายังไม่ยอมเปิดใจให้ง่ายๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องของคุณยอนจินแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเขาก็พุ่งเข้าใส่ทุกอย่างเลยค่ะ จะปกปิดความกระสับกระส่ายยังทำไม่ได้เลยด้วย มันมาจากใจจริงเลยนะคะ ความรู้สึกที่อินฮยอกมีให้คุณยอนจินน่ะ”
เธอมองสีหน้าฝืนใจของฉันเหมือนถามว่าฉันจะทำยังไง ก่อนจะพูดราวกับตักเตือนด้วยสีหน้าสงบและจริงจัง ไม่กระแนะกระแหน ไม่เย้ยหยันหรือหาเรื่อง
“แค่คุณยอนจินเปลี่ยนใจ ทุกคนก็จะมีความสุขขึ้นค่ะ ฉันกับทงอูก็จะไม่เจ็บปวดไปมากกว่านี้ คุณยอนจินก็ไม่ต้องใช้ชีวิตอ้อนวอนผู้ชายที่ไม่ได้รักตัวเองด้วย และถ้าเป็นอินฮยอก ฉันคิดว่าเขาจะทำให้คุณยอนจินมีความสุขได้ค่ะ แล้วยิ่งถ้าทั้งสองคนไปด้วยกันได้ดี ฉันก็ไม่ต้องเกลียดคุณยอนจินไปมากกว่านี้ด้วย”
“…”
“สำหรับผู้หญิง การเดินไปพร้อมกับคนที่รักเรา ไม่ใช่คนที่เรารัก มันเป็นเส้นทางที่มีความสุขมากกว่านะคะ”
สีหน้าของเซบินขณะพูดดูมั่นคงราวกับเชื่อว่าทงอูรักเธออย่างไม่ต้องสงสัยเลย มันท่วมท้นไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองและมีเพียงหญิงสาวที่ได้รับความรักเท่านั้นที่จะทำแบบนี้ได้
‘เพราะคุณยอนจินน่าสมเพชน่ะค่ะ อย่าเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเรา แล้วทำตัวน่าเวทนาไปมากกว่านี้เลยค่ะ ช่วยออกไปซะตั้งแต่ตอนที่ยังรักษาศักดิ์ศรีในฐานะผู้หญิงได้เถอะนะคะ’
***
คำพูดที่เธอพูดก่อนจะจากไปยังคงหลงเหลืออยู่เหมือนเป็นเสียงแว่วและวนเวียนไม่หายไปไหน
หัวฉันมึนงงราวกับถูกค้อนทุบ ไม่สิ แต่จุดที่รู้สึกปวดน่ะไม่ใช่หัว น่าจะเป็นหัวใจของฉันมากกว่าที่เจ็บแปลบและปวดร้าว
เฮ้อ ความลำบากใจทำเอาฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่
ทั้งๆ ที่คิดว่าคุ้นชินและตั้งใจจะยอมแพ้ทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมถึงยังรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของเธออยู่นะ ฉันสมเพชตัวเองจริงๆ
ฉันอยากเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่แค่ภายนอกเท่านั้น อยากเข้มแข็งจนกระทั่งสามารถทำใจสงบนิ่งกับภาพพวกเขาทั้งคู่อยู่ด้วยกันได้ และมากพอจะไม่สั่นไหวไม่ว่าจะเป็นคำพูดแบบไหนก็ตาม
ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าบางทีพอได้กลับมาในอดีต ความรู้สึกฉันก็คงจะหมุนกลับมาเป็นแบบในอดีตด้วย และถ้าเป็นแบบนั้น เวลาก็จะช่วยลบความรู้สึกของฉันเหมือนกัน ใช่ เคยทำมาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นครั้งนี้ต้องยอมรับการจากลาได้ง่ายกว่าเดิมแน่นอน
ระหว่างที่กำลังเดินออกไปไม่กี่ก้าวเพื่อกลับไปที่โต๊ะหลังออกมาจากห้องน้ำ ฉันก็เข่าอ่อนแล้วโซเซโดยไม่รู้ตัว
“เอ้า ระวังหน่อย”
ทันทีที่ร่างกายส่วนบนโน้มไปด้านหน้าเล็กน้อย ความอ่อนนุ่มของเสื้อก็สัมผัสเข้ากับแก้ม มือเรียวยาวคว้าไหล่ฉันแล้วช่วยประคองตัวขึ้นจนกลับมาทรงตัวได้อย่างไม่ลำบากนัก
ฉันตกใจมากแล้วก็สับสนจนไม่มีสติจะหันไปดูว่าใครเป็นคนมาช่วยพร้อมกับดันแผ่นอกของเขาเบาๆ เพื่อผละตัวออกมา
“ขอโทษ…”
“ทำไมถึงจะล้ม ทั้งที่มันไม่มีอะไรเลยแบบนี้ล่ะครับ”
แต่เสียงของอีกฝ่ายคุ้นหูมาก ฉันเลยสะดุ้งแล้วเงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วก็พบว่าอินฮยอกกำลังก้มมองฉันด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ”
“ฉันเพิ่งเติมเครื่องสำอางมาก็เลยดูเป็นแบบนั้นล่ะมั้งคะ ว่าแต่ทำไมคุณถึงออกมาอยู่ตรงนี้ล่ะคะ”
“เมื่อกี้มีโทรศัพท์เข้าก็เลยออกมารับน่ะครับ กำลังจะกลับเข้าไปแล้วแต่เห็นคุณเซเหมือนจะล้มเลยเข้ามาประคอง ถ้าผมไม่อยู่ คงล้มพับไปแล้วแน่นอน”
“ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ฉันยิ้มแวบหนึ่งพร้อมพูดขึ้น เขาคงสงสัยเพราะไม่มีการโต้เถียงอะไรกลับ จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวังราวกับยังไม่หายกังวล
“เมื่อกี้ผมเห็นเซบินออกมา…เธอพูดอะไรไม่ดีหรือเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ ก็แค่…”
“ที่บอกว่าออกมารับโทรศัพท์…จริงๆ แล้วผมโกหกครับ”
“คะ?”
คำสารภาพอย่างกะทันหันทำให้ฉันส่งย้อนถามเสียงโดยไม่รู้ตัว
“หลังจากคุณยอนจินลุกมาเข้าห้องน้ำ เซบินก็ลุกตามน่ะครับ พ่อคงจะเป็นห่วงเลยบอกให้ผมลุกมาดูหน่อย”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ เธอก็แค่ถามว่าเหตุผลจริงๆ ว่าวันนี้เรามาทานด้วยกันได้ยังไง ฉันก็เลยอธิบายให้เข้าใจอีกรอบว่าพวกเราไม่มีความสัมพันธ์อะไรเลยแค่นั้นแหละค่ะ”
อินฮยอกหรี่ตาลงพินิจพิจารณาว่าฉันโกหกหรือเปล่า จากนั้นเขาก็ถอนหายใจพร้อมกับผ่อนคลายสีหน้าลงราวกับจะยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ ฉันรู้สึกเหมือนถูกจับผิดเลยพึมพำขึ้นเบาๆ
“จริงๆ นะคะ”
“ครับ ผมจะเชื่อแล้วกัน”
“ว่าแต่…ที่คุณลุงตั้งใจส่งคุณอินฮยอกมาเพราะรู้ทันแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”
เพราะพวกเขารู้จักกันมาก่อน ยังไงก็คงรู้ว่าสามีฉันกับยอนเซบินมีความสัมพันธ์แบบไหนแน่ๆ แล้วก็คงรับรู้ถึงบรรยากาศคลุมเครือด้วยเหมือนกัน
การที่คุณลุงรู้เรื่องไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย แต่ฉันรู้สึกละอายที่ต้องทำให้เขาเห็นสภาพแบบนี้ทันทีที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
“ถ้าคุณยอนจินไม่ต้องการ พ่อก็จะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องจนถึงที่สุดแหละครับ แค่ทำตัวเหมือนตอนนี้ ไม่ทำตัวอึดอัดใจก็พอครับ”
“เหมือนตอนนี้เหรอคะ”
“ไม่หลีกเลี่ยง ยอมรับสายพ่อ มาเจอแล้วก็ทานข้าวด้วยกัน ตอบคำที่พ่อถามทุกคำๆ เหมือนตอนนี้…เพียงแค่นั้นท่านก็น่าจะดีใจมากแล้วล่ะครับ”
“ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดกับฉันมากถึงขนาดนั้นเลยนะคะ ฉันไม่ได้โกรธคุณลุงแล้วจริงๆ ค่ะ”
กลับกลายเป็นถ่อมตัวถึงขนาดนี้ ฉันจึงไม่สบายใจและรู้สึกผิดเท่านั้น และสีหน้าของฉันก็ทำให้อินฮยอกยิ้มก่อนจะพูดขึ้น
“เพราะพ่อแบกรับเวลาสิบกว่าปีนั้นมาเหมือนถูกกักขัง และคิดว่าคงต้องแบกรับมันไปทั้งชีวิตน่ะครับ”
ถูกกักขัง ความกดดันของคำๆ นั้นทำให้ฉันกลั้นความขมขื่นลงไป
มีอะไรหลายอย่างเหมือนกันจริงๆ คุณลุงกับฉันน่ะ ใช้ชีวิตมาด้วยการถูกกักขัง ต้องแบกรับความกดดัน แม้กระทั่งกับความตั้งใจของตัวเอง จดจ่ออยู่กับน้ำหนักของความกดดันเท่านั้น ถ้ามีสิ่งที่ต่างกันก็คือฉันจมอยู่กับมันทั้งที่ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมและจะต้องไปทางไหนต่อ ส่วนคุณลุงกลับละทิ้งกรอบนั้นแล้วเดินต่อด้วยตัวเอง
ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์จนรู้สึกติดค้าง อยู่ๆ ฉันก็สงสัยขึ้นมา ตอนนี้ฉันหลุดพ้นได้เพราะความตาย แต่ตอนนั้นคุณลุงที่อยู่ที่นั่นจะยังคงแบกรับการถูกกักขังอยู่ไหมนะ
“ถ้าตอนนี้สบายใจขึ้นแล้วก็ดีสิคะ”
ฉันพูดจากใจจริง ถ้าคุณลุงหลุดพ้นจากการกักขังนั้นได้เพราะฉัน เหมือนกับที่ฉันหลุดพ้นออกมาได้เพราะความตาย ฉันก็จะพูดว่ายกโทษให้เขาแล้วไม่ว่าจะต้องพูดอีกกี่ครั้งก็ตาม
MANGA DISCUSSION