“นี่มันเรื่องอะไรกัน…ทั้งสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วเหรอ”
“พ่อรู้จักทงอู เพื่อนผมใช่ไหมครับ”
“ใช่ ก็ต้องรู้จักสิ เพื่อนหน้าหล่อคนนั้นไง แกบอกว่าทำงานบริษัทเดียวกันด้วยนี่”
“คนที่แต่งงานกับทงอู คือคุณยอนจินครับ”
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของคุณลุงเบิกกว้าง ก่อนจะพ่นลมหายใจติดขัดออกมาดัง ‘ฮะ’ แล้วพึมพำ
“อะไรนะ ไม่สิ ทำไมความสัมพันธ์แบบนั้น…”
“ตอนแรกที่รู้ว่าเจ้าสาวของทงอูคือคุณยอนจิน ผมเองก็ตกใจมากเหมือนกันครับ ใครจะไปคิดล่ะครับ ว่าจะได้กลับมาเจอกันในสถานการณ์แบบนั้น”
ฉันมองอินฮยอกที่ไขปมเรื่องราวต่างๆ กับคุณลุงอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วก็รู้สึกโล่งใจที่เขากำหนดให้ว่าจะต้องพาตัวเองไปทางไหน แกล้งทำเป็นเพิ่งเจอกันครั้งแรกได้ก็จริง แต่ถ้าทำแบบนั้น ระหว่างทานอาหารคงต้องระวังคำพูดตลอดเวลา
ตอนคุณลุงยกเรื่องลูกชายมาพูดที่โรงเก็บกระดูก ฉันก็ไม่มีอะไรต้องตะขิดตะขวงใจเพราะตัวเองก็ไม่ได้โกหก เพียงแค่ไม่พูดเท่านั้น
“แต่ตอนนั้นก็ยังเด็กกันอยู่ โตมาหน้าตาก็เปลี่ยนไปเยอะ แต่ก็ยังจำกันได้อีกนะเนี่ย เก่งจริงๆ”
“ผมไม่ได้เด็กมากเท่าไหร่นี่ครับ ชื่อก็จำได้แม่น ยิ่งกว่านั้น เธอยังหน้าเหมือนคุณป้ามากด้วย”
พออินฮยอกพูดแบบนั้น คุณลุงก็พยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดความประทับใจตอนพบกันอีกครั้งต่อสั้นๆ ว่า ‘พ่อเองก็นึกว่าจีมิน…คิดว่าแม่หนูยอนจินกลับมาซะอีก’
“ก็เหมือนคุณลุงพูดแหละค่ะ ตอนแรกหนูจำเขาไม่ได้ ยังเด็กอยู่ก็เลยจำหน้าไม่ได้ด้วย แล้วถึงจะจำได้ แต่ภาพลักษณ์เขาก็แตกต่างกับตอนนั้นมากนี่คะ พอคุณอินฮยอกทักเพราะจำได้ หนูก็เลยนึกออกขึ้นมาน่ะค่ะ”
“ใช่แล้วครับพ่อ ผมเข้าไปทักก่อน อุตส่าห์แนะนำตัวไปแล้วด้วย แต่เธอก็ยังทำหน้างงใส่ แล้วก็จำผมไม่ได้อยู่พักนึงเลยล่ะครับ ผมอธิบายจนเหงื่อแตกเลย”
จู่ๆ ก็นึกถึงช่วงที่เจออีกฝ่าย ตอนเด็กๆ คิดเพียงแค่ว่าเขาเป็นพี่ชายที่อ่อนโยนและดูเป็นผู้ใหญ่ แต่พัคอินฮยอกที่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งกลับทำหน้าตาและท่าทางหยอกเย้ากับคำพูดแฝงความสบายใจ ด้วยความแตกต่างนั้น จึงไม่แปลกเลยที่ฉันจะจำเขาไม่ได้ในครั้งแรก
“ฉันเป็นพ่อแกมองดูยังว่าแกเปลี่ยนไปมากเลย ไอ้ลูกชาย เมื่อก่อนทั้งตรงไปตรงมา ทั้งนุ่มนวลอ่อนโยน แต่ตอนนี้เหมือนจะชอบตีหน้าซื่อหลอกล่อคนอื่นสุดๆ ซะงั้น ที่ไม่ยอมบอกว่าเจอหนูยอนจินก็ด้วย จนกระทั่งวันนี้ก็ยังจะตามมาถึงที่นี่หลอกกันแบบแนบเนียนขนาดนั้นอีก”
“ผมก็รอพูดตอนทุกคนมารวมตัวกันแล้วนี่ไงครับ”
ท่าทีช่างพูดช่างคุยของอินฮยอกทำให้คุณลุงหัวเราะออกมา ก่อนจะหันมามองฉันแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“จะว่าไปแล้ว ได้ยินว่าหนูแต่งงานแล้ว…”
ท้ายประโยคเลือนหายเหมือนจมไปกับช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านไปแล้ว บางทีต่อจากนี้อาจจะเริ่มด้วยการพูดว่า ‘ถ้าแม่ของหนูยังมีชีวิตอยู่’ และต่อด้วยคำพูดประมาณว่า ‘มองดูภาพหนูแต่งงานแบบนี้ ต้องมีความสุขมากแน่ๆ’ แล้วบรรยากาศก็จะจมดิ่งลง
“สั่งอาหารตอนนี้เลยได้ไหมคะ”
“อ้อ ได้สิ คงจะหิวสินะ”
พออีกฝ่ายตอบสนองอย่างตระหนกเกินเหตุกับคำพูดทุกคำของฉันแล้ว ฉันก็คิดว่าหัวข้อสนทนาต่อจากนี้คงจะไม่เป็นปกติแล้ว เลยถอนหายใจเบาๆ
ฉันเห็นอินฮยอกมองมาพร้อมกับยกยิ้มราวกับรู้ทุกอย่างที่ฉันคิด แต่ฉันก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วเลือกเมนูแทน
“ว่าแต่แต่งงานเมื่อไหร่…”
“เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาค่ะ”
“งั้นเหรอ ยังไม่นานมากสินะ แล้วเจอกับทงอูได้ยังไงล่ะ ถึงได้แต่งงานด้วยกันแบบนี้”
“แต่งงานการเมืองน่ะค่ะ”
“…อ้อ อย่างนั้นเอง ลุงถามอะไรไร้สาระสินะ”
ฉันมองคุณลุงทำอะไรไม่ถูกแวบหนึ่งพลางหั่นสเต็กเป็นชิ้นเล็กๆ เข้าปาก หลังจากกลืนหมดแล้วถึงตอบกลับ
“ไม่หรอกค่ะ เป็นเรื่องที่หนูตัดสินใจเอง แล้วก็อย่างที่รู้ คุณทงอู สามีหนู เดิมทีเขาก็เป็นคนที่ดีพร้อมคนหนึ่งอยู่แล้วด้วย”
“ใช่ ต้องเป็นแบบนั้นสิ ผู้ชายที่ดีเหมือนทงอูน่ะ หาที่ไหนไม่ได้แล้ว”
ฉันคิดไตร่ตรองว่าตัวเองยังมีอะไรเคลือบแคลงใจแล้วพูดแปลกๆ ออกไปหรือเปล่า ก่อนจะกลืนสเต็กที่ค่อยๆ เคี้ยวอยู่ในปากลงคอไป
“ค่ะ โชคดีมาก หนูเคยคิดว่าอยู่ๆ ไป เดี๋ยวก็รักกันขึ้นมาเองด้วยแหละค่ะ”
“นั่นน่ะสิ ได้คบหากับเด็กที่ทั้งสวยทั้งจิตใจดีแบบหนู คงจะไม่มีผู้ชายคนไหนไม่ชอบหรอก เพราะฉะนั้นหนูต้องได้รับความรัก แล้วใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขแน่นอน”
“หนูจะรับไว้เป็นคำอวยพรแล้วกันนะคะ”
ฉันส่งยิ้มน้อยๆ ให้ ทว่าสีหน้าของคุณลุงที่มองฉันด้วยบรรยากาศผ่อนคลายลงนิดหน่อยกลับแข็งทื่อขึ้นมา แต่คุณลุงโฟกัสไปทางด้านหลังของฉัน ไม่ใช่ตัวฉัน จากนั้นจึงเบนสายตามองอินฮยอก ซึ่งเขาเองก็กำลังขมวดคิ้วเล็กน้อย และเมื่อรู้สึกได้ว่าฉันกำลังมองอยู่ เขาเลยคลายปมคิ้วพร้อมยิ้มอย่างประหม่า
“ตายจริง คุณลุง!”
ก่อนที่ฉันจะหันหลังกลับไปมองด้วยความสงสัย เสียงดังกังวานก็เข้ามากระทบใบหูจนต้องอ้าปากค้างในทันทีและเกือบจะถอนหายใจออกมาแล้ว แต่ก็กลั้นเอาไว้สุดชีวิต
ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้ ที่เขาเรียกกันว่าดวงซวยน่ะ วันนี้ฉันเป็นแบบนั้นเป๊ะๆ เลย
“มาทานข้าวกับอินฮยอกเหรอคะ ถ้านายมากับคุณลุงก็น่าจะบอกกันสักหน่อยสิ”
เซบินทักทายผู้อาวุโสราวกับแปลกใจที่มาเจอกันที่นี่ ก่อนจะมองอินฮยอกที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับพูดตำหนิ ทั้งสามคนเป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยกันและดูเหมือนจะรู้จักไปถึงครอบครัวของแต่ละคนด้วย
เธอไม่แม้แต่จะชายตามองฉันและเอาแต่พูดคุยกับคุณลุง หลังจากนั้นถึงได้ชำเลืองมองฉัน
“ว่าแต่คุณยอนจินมาอยู่ด้วยกันได้ยังไงเหรอคะ ถ้าแค่กับอินฮยอกก็ไม่แปลกหรอก แต่นี่อยู่กับคุณลุงด้วย เป็นการรวมตัวที่ดูแปลกๆ นะคะ”
ถึงจะเป็นน้ำเสียงกระแหนะหระแหน แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอารมณ์ไม่ดีหรือคิดจะตอบโต้เลย ประสาทการรับรู้ของฉันตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ยอนเซบิน แต่มันหลั่งไหลไปรวมกันอยู่กับสามีที่ไม่ยอมละสายตาจากฉันเลยตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว
‘ถ้าแสดงออกทางสีหน้าบ้างว่ากำลังคิดอะไรกันแน่ ก็ดีสิ’
ฉันกระวนกระวายใจพลางกุมมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันอยู่ใต้โต๊ะ
“นั่นสินะ เป็นการรวมตัวที่แปลกจริงๆ มาอยู่ด้วยกันได้ยังไงล่ะ ที่คุณบอกว่ามีนัด คือนัดกับอินฮยอกเหรอ”
“อ๋อ นั่น…”
ความคิดที่ว่าคุณลุงไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของพวกเราแวบขึ้นมาขัดฉันขณะกำลังจะแก้ตัวเพราะคิดว่าพูดตามความจริงไปเลยน่าจะดีกว่า ฉันจึงทำใจให้สงบแล้วเผยอปากพูดใหม่ แต่จู่ๆ อินฮยอกก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน
“ไอ้เพื่อนบ้า หึงหรือไง ฉันก็บังเอิญเจอเธอที่นี่เหมือนกัน มากินข้าวกับพ่อแล้วเจอคุณยอนจินบอกว่าถูกเบี้ยวนัดพอดี ก็เลยมานั่งด้วยกันเนี่ย โธ่ ไอ้หนุ่มน้อย”
“ใช่ ถูกแล้ว เราบังเอิญเจอคุณหนูคนนี้ที่นี่พอดี แล้วอินฮยอกบอกว่าเป็นคนรู้จัก ลุงเลยชวนให้มานั่งกินด้วยกัน”
ฉันตกใจที่อินฮยอกช่วยแก้ตัวให้ก็จริง แต่พอคุณลุงช่วยโกหกให้ด้วย ฉันก็ถึงกับมองสองพ่อลูกอย่างมึนงง
“ตายจริง ตอนแรกคุณยอนจินก็มีนัดที่นี่อยู่แล้วเหรอคะ ช่างเป็นความบังเอิญในความบังเอิญจริงๆ นะคะ ใช่ไหมทงอู”
“นั่นสิ”
“นายเนี่ยน้า ภรรยาของนายแท้ๆ ทำไมทำตัวห่างเหินแบบนี้ล่ะ พอเจอคุณยอนจินกะทันหันที่นี่เลยตกใจล่ะสิ อ๊ะ คุณคงไม่ได้โกรธที่พวกเรามาด้วยกันหรอกใช่ไหมคะ”
คำตอบที่แสดงความรู้สึกไม่พอใจมากกว่าความรู้สึกอื่นทำให้เซบินจับแขนเสื้อของเขาเขย่าเบาๆ พลางตำหนิ ก่อนจะมองฉันแล้วยิ้มเหมือนขอโทษเล็กน้อยแล้วอธิบายต่อ
“ตั้งแต่ก่อนแต่งงานกับคุณยอนจิน พวกเรามาทานข้าวด้วยกันที่นี่เป็นบางครั้งน่ะค่ะ แต่หลังจากพวกคุณแต่งงานแล้วก็นานๆ มาทีนะคะ”
“อ๋อ อย่างนั้นเองสินะคะ ก็ไม่เป็นไรค่ะ คุณสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เมื่อก่อน ฉันเอาเรื่องนั้นมาโกรธไม่ได้หรอกค่ะ แต่จากนี้ไปก็ช่วยเป็นเพื่อนสนิทกันเหมือนตอนนี้ด้วยนะคะ”
พอฉันแกล้งทำเป็นใจกว้างแล้วพูดอย่างสบายใจ ดวงตาของเซบินก็ฉายแววน่ากลัวทันที
“แต่เห็นช่วงนี้คุณทงอูกลับบ้านเร็ว ฉันก็เลยกังวลว่าความสัมพันธ์ของเขากับเพื่อนจะห่างเหินกันไปด้วยหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นเพราะไม่อยากให้ฉันต้องทานข้าวเย็นคนเดียว คุณก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นก็ได้ค่ะ ถ้าละเลยเพื่อนๆ เพราะฉันล่ะก็ ฉันก็ดูแย่ไปเลยนี่คะ”
“ตายจริง ใส่ใจแม้กระทั่งเรื่องนั้นเลย ขอบคุณนะคะ”
ฉันกลัวว่าตัวเองจะแสดงออกมากเกินไปหรือเปล่าเลยสังเกตใบหน้าของสามีเล็กน้อย แต่โชคดีที่ดูเหมือนเขาจะไม่มีท่าทีว่าอารมณ์ไม่ดีกับการกระทำของฉันหรือคิดจะถือหางยอนเซบินเลย ดังนั้นฉันจึงสบตากับเซบินแล้วยกยิ้มให้
“ที่ช่วงนี้เจ้าทงอูเลี่ยงหายตัวไปบ่อยๆ ดูท่าคงเป็นเพราะคุณยอนจินสินะครับ”
“พอแต่งงานแล้ว เธอก็ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้เพราะฉัน แถมกลับไปกินข้าวกับครอบครัวไม่ได้ด้วยนี่”
คำพูดของสามีทำให้เซบินเงยหน้ามองเขาอย่างตกใจ เธอทำสีหน้าเจือความเศร้าเหมือนเสียใจนิดหน่อยจนฉันส่ายหน้า ไม่รู้ว่าเขาต้องการให้เรื่องนี้จบยังไง ถึงพูดเหมือนให้ความสนใจฉัน
คงสัมผัสได้ว่าบรรยากาศตึงเครียดแปลกๆ คุณลุงจึงกระแอมออกมาสองสามครั้งก่อนจะพูดเบี่ยงเบนความสนใจ
“ถ้างั้นก็ทานข้าวกันให้อร่อยนะ”
“อ๊ะ ให้พวกเราร่วมโต๊ะด้วยไม่ได้เหรอคะ”
“พวกเรากำลังจะทานกันเสร็จหมดแล้วน่ะสิ จะทำยังไงดีล่ะ…แล้วถ้าจะนั่งร่วมโต๊ะกันจริงๆ ก็ดูเหมือนจะต้องย้ายโต๊ะนะ ถ้ามัวแต่ย้ายพวกอาหารที่เกือบหมดแล้วไปอีกโต๊ะ ก็จะสร้างความยุ่งยากให้พนักงานด้วย”
จากนั้นก็พูดต่อว่า ‘แล้วทั้งสองคนก็ตั้งใจจะมาทานด้วยกัน แยกโต๊ะกันน่าจะดีกว่านะ’ ด้วยสถานการณ์ที่ผู้ใหญ่พูดคล้ายตักเตือน เซบินจึงต้องยอมตอบกลับว่าเข้าใจแล้วอย่างเชื่อฟังและทำท่าเหมือนจะเดินไปทางอื่น
ก่อนจะไปโต๊ะที่จองเอาไว้ สามีก็พูดกับฉันว่า ‘ทานให้อร่อยแล้วกลับบ้านดีๆ นะ’ และหลังจากพวกเขาเดินไปที่โต๊ะของตัวเองแล้ว โต๊ะของพวกเราก็เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดใจขึ้น
“ไม่ถามอะไรเหรอคะ”
ถึงแม้คุณลุงอาจจะเดาเรื่องราวได้ ถ้าดูจากการที่เขาช่วยพูดสนับสนุนคำโกหกของลูกชาย แต่คุณลุงก็ไม่ถามอะไรเลยจนฉันต้องเป็นคนถามออกมาก่อน
คำพูดของฉันทำให้คุณลุงหันมาสบตาแล้วพูดขึ้น
“เพราะพวกหนูเอาแต่พูดสุภาพกัน ลุงก็เลยเดาว่าคงมีเรื่องอะไรบางอย่างน่ะสิ”
“…”
“แต่ถ้าหนูลำบากใจที่จะพูดก็ไม่เป็นไรนะ”
“…ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณลุง”
อีกฝ่ายคงจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ แต่คำพูดของคุณลุงก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ บางทีเขาอาจจะคาดเดาได้คร่าวๆ ด้วยประสบการณ์การใช้ชีวิตมายาวนาน จากบทสนทนาที่มีบรรยากาศแพร่กระจายออกมาว่าความสัมพันธ์ของพวกเราเกี่ยวพันกันแบบไหนก็ได้
แต่ฉันก็รู้สึกดีที่คุณลุงเลือกจะเชื่อฉัน เพราะอย่างนั้นฉันจึงพยักหน้าพร้อมกับยิ้มราวกับวางใจลงได้เท่านั้น
***
หลังจากทานอาหารกันเสร็จแล้ว ฉันก็ขอตัวมาเข้าห้องน้ำ ทว่าเมื่อทำธุระเสร็จแล้วเปิดประตูออกมาก็เห็นเซบินกำลังเติมเครื่องสำอางอยู่ตรงหน้าอ่างล้างมือ แม้เราจะสบตากันผ่านกระจก แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรและเติมเครื่องสำอางต่อ ฉันจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้เหมือนกันแล้วเดินไปล้างมืออยู่ข้างๆ
“คุณยอนจิน…”
เธอเติมลิปสติกเป็นอย่างสุดท้ายพลางพิจารณาภาพรวมของใบหน้าตัวเองในกระจก
“มีความสัมพันธ์แบบไหนกับอินฮยอกเหรอคะ”
“คะ?”
“ดูเหมือนคุณจะมีอะไรบางอย่างกับอินฮยอก แต่ฉันไม่คิดว่าจะถึงขนาดมาทานข้าวพร้อมกับคุณลุงน่ะค่ะ ก็เลยสงสัยว่าต้องมีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่ ถึงจะทำแบบนั้นได้”
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดทำให้ฉันคลายคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน เปลี่ยนเป็นอมยิ้มอย่างสดใสตรงข้ามกับอารมณ์จริงๆ ในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง
“อยากได้คำตอบแบบไหนล่ะคะ”
MANGA DISCUSSION