“นี่โทรทัศน์ที่อยู่ในโฆษณาสินค้าใหม่ช่วงนี้ใช่ไหม ดีมากเลยนะ ถ้าปิดไฟดูหนังตอนกลางคืนต้องได้บรรยากาศสุดๆ แบบไม่จำเป็นต้องไปโรงหนังแน่ๆ”
“ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่หรอกค่ะ”
“ว่าแต่ให้ลุงดื่มคนเดียวเหรอ”
“ค่ะ หนูไม่ค่อยอยากดื่มน่ะค่ะ”
ฉันคิดจะรับมือนิ่งๆ แต่ดันตอบไปอย่างเย็นชาโดยไม่รู้ตัว ถ้าหากการไม่ชอบคุณลุงคนนั้นมันเกิดขึ้นเพราะสถานการณ์ สำหรับคุณลุงคนนี้คงไม่จำเป็นจะต้องมีเหตุผลอะไร ฉันก็หลีกเลี่ยงเป็นพิเศษอยู่แล้ว
“เหมือนเธอจะออกไปไหนมานะ…”
“วันครบรอบวันเสียชีวิตของแม่นี่คะ”
“งั้นเหรอ ดูใส่ใจวันครบรอบดีนะ”
“คะ?”
“หมายถึงดูจากการกระทำของคนในครอบครัวนั้นแล้ว คนพวกนั้นน่าจะไม่พอใจที่เธอเอาใจใส่วันครบรอบของแม่น่ะสิ เกิดมาลุงก็เพิ่งเคยเห็นคนไร้จิตใจแบบนั้นเป็นครั้งแรก พอแม่เธอตาย สีหน้าก็เปลี่ยนไปเลย แถมมาพูดกับลุงว่าต่อไปนี้อย่ามาหาอีก ทำกับคนที่ไปหาหลานเพราะกลัวหลานจะเศร้าหลังจากเสียแม่ อย่างกับลุงเป็นขอทานแถมยังไล่กันอีก ก็คือครอบครัวของเธอนั่นแหละ ไร้สาระมากจริงๆ…”
“…”
“เราไม่อยากสนิทชิดเชื้อกับครอบครัวของคุณหรอกครับ เหอะ พูดอะไรน่าขำ ฝ่ายเราต้องเป็นคนพูดสิ ไหนจะแต่งงานใหม่หลังจากผ่านไปไม่กี่ปีนั่นก็ด้วย ลุงคิดว่าทำไมถึงไม่ยอมให้มาเจอเธอนะ แต่ทุกอย่างก็เพราะนึกถึงผู้หญิงที่ตัวเองจะแต่งงานใหม่ด้วยไม่ใช่หรือไงกัน ถ้ามีสายเลือดเดียวกันอยู่ใกล้ๆ ก็คงจะลืมแม่เธอไม่ลง แล้วก็รักกับผู้หญิงคนใหม่ไม่ได้แน่ๆ”
ถึงแม้จะเพิ่งมาคิดเอาซะตอนนี้ แต่ลุงก็พูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นราวกับไม่พอใจเป็นอย่างมาก ทำท่าเหมือนต้องการให้ฉันเห็นด้วยกับความคิดเห็นของเขา แต่อย่าว่าแต่ทำแบบนั้นเลย ในหัวของฉันค่อยๆ เย็นเฉียบลงด้วยซ้ำ
“ไม่เห็นเค้าของมนุษยธรรมเลยนะ ถึงจะมองว่ามากอบโกยทรัพย์สมบัติ แต่ชีวิตของคนเรามันก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไปซะหน่อย ถ้ารู้ว่าแม่เธอต้องทนใช้ชีวิตแบบนั้น ลุงก็จะไม่ให้แต่งงานตั้งแต่แรกหรอก ไม่นึกถึงความผิดของตัวเองแล้วปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างกับของเหลือเดน เป็นลุงก็คงอยากหนีเป็นร้อยครั้งเหมือนกัน”
“…ลุงอยากพูดเรื่องอะไรกันแน่คะ”
“เปล่าหรอก เธอเจ็บปวดกับเรื่องที่ลุงพูดใช่ไหมล่ะ เพราะพ่อเธอไม่มีทางเตรียมเซ่นวันครบรอบแม่ของเธอ ดูท่าไม่ใส่ใจจะจำด้วยซ้ำมั้ง”
“จริงๆ ตามสถานะของพวกท่านก็สมควรจะทำอย่างนั้นแล้วนี่คะ”
“แล้วยังไง เธอจะบอกว่าการตัดขาดความสัมพันธ์ของลุงกับหลาน แล้วไปแต่งงานใหม่กับผู้หญิงที่มีลูกติด มันเป็นการกระทำที่ดีงั้นเหรอ”
“ถ้าตั้งใจจะมาเจอหนูจริงๆ ยังไงก็ทำได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ แต่ลุงก็เลือกจะไม่ทำเองนี่คะ”
“นะ นั่น…”
“ถ้าจุดประสงค์ของลุงไม่ใช่การมาหาหนู แล้วต่อว่าคนที่ตายไปแล้วให้อับอายก็พอเถอะค่ะ”
ฉันสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายไม่พอใจที่ย้อนกลับ แต่คงคาดคะเนแล้วว่าในเมื่อตัวเองมีธุระจะคุยกับฉัน ถ้าทำให้ฉันอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาก็ไม่มีอะไรดีเลย ลุงจึงพูดยินยอมว่าเข้าใจแล้วแทน
“อย่าเป็นแบบนั้นสิ ลุงพูดเพราะลุงก็เจ็บใจเหมือนกัน ความจริงมันเป็นแบบนั้นนี่นา ลุงเป็นลุงแท้ๆ ของเธอนะ แต่งานแต่งงานของเธอ ลุงยังรู้ทีหลังผ่านคนอื่นอีกทีเลย ทำไมมันกลายเป็นปัญหาแบบนั้นนะ”
“เรื่องนั้นหนูต้องขอโทษด้วยค่ะ”
“ไม่สิ ลุงไม่ได้จะว่าอะไรเธอ หรือเธอตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นเหรอ”
“เพราะเราจัดงานแต่งงานอย่างกะทันหันมากๆ น่ะค่ะ ไม่ได้เจอลุงมานานก็เลยไม่ทันคิด แล้วหนูก็ไม่รู้เบอร์โทรศัพท์ของลุงด้วยค่ะ”
“นั่นสิ คงเพราะแบบนั้นด้วยสินะ”
“แล้วรู้จักบ้านนี้ได้ยังไงคะ”
“อ๋อ นั่นน่ะเหรอ…คนรู้จักบอกน่ะ เขาผ่านมาแถวนี้แล้วบังเอิญเห็นเธอเดินเข้าตึกพอดี”
คำว่า ‘โกหก’ ตีขึ้นมาถึงลำคอฉัน
ฉันเดาว่าเขาน่าจะใช้คนในทางที่ผิดกฎหมายให้มาสืบมากกว่า แต่ฉันก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วพยักหน้ากลับ
“บังเอิญจริงๆ เลยนะคะ”
“ยังไงโชคดีจริงๆ อย่างน้อยเราก็ได้มาเจอกันอีกครั้งนี่นา”
“มากกว่าเรื่องนั้น คือหนูไม่ค่อยชอบที่มาหากะทันหันแบบนี้น่ะค่ะ”
“เรื่องนั้นลุงขอโทษ แต่มันไม่มีวิธีไหนจะเจอเธอได้นอกจากวิธีนี้ไม่ใช่หรือไง เข้าใจลุงหน่อยเถอะ”
อีกฝ่ายหัวเราะอย่างไร้ความเขินอาย ก่อนจะดื่มกาแฟที่เย็นลงเล็กน้อยเข้าปากอึกหนึ่ง จากนั้นก็หันหน้าไปมองรูปแต่งงานแล้วก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงโอเว่อร์เกินจริง
“เห็นตั้งแต่เมื่อกี้แล้วล่ะ รูปแต่งงานนี่สวยจริงๆ นะ ชุดเดรสส่องประกายวิบวับเลย ถ่ายออกมาได้งดงามจริงๆ”
“ขอบคุณค่ะ”
“เวลาผ่านไปเร็วมาก รู้ตัวอีกทีเด็กน้อยตัวเล็กๆ คนนั้นก็โตขึ้นจนแต่งงานไปเสียแล้ว นึกถึงตอนแม่เธอแต่งงานเลยนะ เหมือนกันขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย ถ้าวางรูปเธอเรียงต่อกับรูปแต่งงานแม่เธอก็เหมือนจะแยกไม่ออกเลยนะ ถ้าคนไม่รู้จักมาเห็นต้องเข้าใจผิดว่าเธอแต่งงานสองครั้งแน่ๆ”
ท่าทางพูดหยอกล้ออย่างหยาบคายพร้อมกับเสียงหัวเราะทำเอาฉันนิ่วหน้าเล็กน้อย
“โอ้โห จะว่าไปเจ้าบ่าวก็หล่อเชียว หูตาจมูกปากชัดไปหมด ร่างกายก็แข็งแรงกำยำ สาวๆ ต้องกรี๊ดกันแน่ๆ แถมฐานะครอบครัวก็ดี ประวัติการศึกษาก็ยังดีอีก โชคดีมากเลยนะเนี่ย โชคดีจริงๆ”
“คำว่าโชคดี น่าจะได้ยินเวลาครอบครัวหรือระดับการศึกษาต่างกันมากกว่านะคะ”
ฉันตอบโต้กลับอย่างไม่พอใจเพราะได้ยินเหมือนลุงพูดราวกับฉันแต่งเข้าบ้านเพื่อเกาะผู้ชายมีฐานะกิน
“อ้อ ใช่ ใช่สิ ลุงพูดผิดน่ะ นั่นสินะ บ้านของหลานสาวของลุงก็ไม่ได้ด้อยกว่าเขาเลยใช่ไหม”
อีกฝ่ายพูดสำนึกผิดพร้อมกับแกล้งทำเป็นยิ้มอย่างใจกว้าง ก่อนจะเอ่ยถามเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้กะทันหัน
“ว่าแต่ตอนนี้สามีเธออยู่บริษัทเหรอ”
“ค่ะ งานค่อนข้างยุ่งก็เลยกลับบ้านดึกน่ะค่ะ”
“งั้นเหรอ น่าเสียดายจัง ลุงอยากจะเจอสักครั้ง”
“เขาเป็นคนยุ่งๆ ค่ะ คงพาไปเจอเป็นพิเศษไม่ได้หรอกนะคะ”
ยังไงอีกไม่นานก็น่าจะเลิกติดต่อกับลุงอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวข้องกันด้วย…
“ไม่เป็นไร ไม่ใช่ว่าต้องคุยกันให้ได้วันนี้เลยสักหน่อย ไว้คราวหลังมาเจอกันสักครั้งแล้วพูดคุย ทานข้าวด้วยกันแบบนั้นก็ได้ ช่วงไหนมีเวลาก็ติดต่อลุงมา เดี๋ยวลุงจะจองโต๊ะจองอะไรให้เอง อย่างนั้นดีไหม”
“บางทีอาจจะไม่มีเวลาน่ะค่ะ เขางานยุ่ง แล้วหนูก็ไม่อยากทำให้เขาต้องหักโหมจนเกินไปเพราะเรื่องส่วนตัวของหนูด้วยค่ะ”
“จะยุ่งแค่ไหน ก็ไม่น่าจะไม่มีเวลามาทานข้าวสักมื้อหรอกมั้ง ลุงแค่มีเรื่องอยากพูดด้วยเลยอยากเจอเฉยๆ”
“เรื่องอยากพูดเหรอคะ”
“ใช่ เพราะฉะนั้น…”
“พูดกับหนูไม่ได้เหรอคะ”
“ก็แค่อยากอวยพรเธอในฐานะลุงสักหน่อย แล้วก็มีเรื่องจะคุยกันระหว่างผู้ชายกับผู้ชายนั่นแหละ”
“ขอโทษนะคะ ถ้าเป็นเรื่องที่หนูบอกต่อได้ ก็น่าจะพูดกับหนูได้นี่คะ แต่…”
ท่าทางของฉันทำให้ลุงเริ่มทำหน้าบูดเบี้ยวและค่อยๆ พูดเสียงดังขึ้น
“ไม่สิ แค่บอกสามีของเธอว่าลุงอยากเจอแค่เนี้ย พูดไปแค่คำเดียว มันจะเป็นอะไรล่ะ ถ้าเขาบอกว่าไม่อยากเจอลุงก็ค่อยทำแบบนั้น แต่ทำไมเธอต้องมาตัดสินใจเอง ถ้าไม่อยากแนะนำคนอย่างลุงก็พูดออกมาเลยสิ”
“คะ?”
“เธอไม่อยากให้เขาเจอลุงเพราะเธออายไม่ใช่หรือไง!”
การต่อว่าอย่างกะทันหันทำให้ฉันเอามือกุมขมับพร้อมกับถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ ลุง…”
“ไม่อยากเกี่ยวข้องกับคนไม่มีค่าอย่างพวกเรา ใช่ ลุงรู้แล้ว ลุงจะไม่ให้เส้นผมสักเส้นไปเตะตาสามีของเธอเลย แค่นี้พอใจหรือยังล่ะ”
การฟังความข้างเดียวแบบไม่รู้จุดประสงค์กับคำพูดที่ตีความยังไงก็ฟังเป็นอะไรไม่ได้นอกจากความรู้สึกแย่ส่งผลให้ฉันเอ่ยถามราวกับไม่ไว้วางใจ
“ลุงกำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่คะ”
“ถ้าลุงไม่ไปโผล่ตรงหน้าสามีก็คงดี ตอนนี้เธอกำลังคิดแบบนี้ไม่ใช่หรือไง”
“จริงๆ แล้วการที่ลุงมาอยู่หน้าหนูตอนนี้ มันก็น่าอึดอัดใจสำหรับหนูเหมือนกันค่ะ หนูคิดว่าลุงเหมือนคนอื่นมากกว่าคนรู้จักที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งซะอีก ถ้าจู่ๆ ลุงโผล่มาแบบนี้อีก ความอยากเจอลุงของหนู มันก็หายไปด้วยเหมือนกันค่ะ”
“พูดอะไรอย่างนั้น”
คำพูดอันหนักแน่นของฉันทำให้อีกฝ่ายมีท่าทีสับสน
“ถึงเป็นลุงแท้ๆ ก็จริง แต่เราก็ไม่ได้เจอกันเกือบสิบปีแล้วนี่คะ แต่ถ้าทิ้งระยะห่างขนาดนั้น แล้วยังตั้งใจจะกลับมารุกล้ำชีวิตส่วนตัวของหนู หนูก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้วล่ะค่ะ”
สุดท้ายลุงก็พ่ายแพ้อย่างเห็นได้ชัด เพราะคำที่ฉันค่อยๆ พูดออกมาเพื่อทำให้อารมณ์พลุ่งพล่านสงบลงให้ได้มากที่สุด
“อืม เข้าใจแล้ว คนที่ไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นเลยสักครั้ง จู่ๆ ก็มาพูดว่าเป็นลุงแล้วบุกมาหาแบบนี้ เธอก็คงรู้สึกอย่างนั้นสินะ แต่อย่างน้อยต่อจากนี้ก็ติดต่อกันไว้ได้นี่ ใช่ไหม”
ฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับคำพูดของลุงที่เหมือนจะปลอบให้ใจเย็นลง จากนั้นก็มองแก้วกาแฟว่างเปล่าแล้วเร่งเขา ในเมื่อรู้เห็นนิสัยแท้จริงแล้ว ฉันก็คงไม่โง่หลงกลความเสแสร้งหรอก
“ถ้าดื่มหมดแล้วก็กลับไปเถอะค่ะ”
“มีเรื่องอะไรด่วนขนาดนั้นเลยเหรอ เธอไม่มีอะไรสงสัยเกี่ยวกับลุงเลยหรือไง เราไม่ได้เจอกันตั้งนาน มาพูดคุยเรื่องราวระหว่างที่ต่างคนต่างหายไปสักหน่อยสิ”
หลังจากพูดจบ ลุงก็เริ่มร่ายชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่มีจังหวะให้ฉันตอบกลับไปเลย ก่อนที่ลุงจะถามขัดขึ้นอย่างฉับพลัน
“อ้อ เธอจำยองชอลได้ไหมล่ะ”
“คะ?”
“ลูกพี่ลูกน้องของเธอไง เจ้าเด็กนั่นเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ยังหางานทำไม่ได้ เลยเอาแต่กินๆ เล่นๆ อยู่ ก็ตามที่เจ้านั่นบอกคือไม่มีบริษัทไหนเข้ากับตัวเองได้น่ะนะ…”
“…”
“เพราะเจ้าเด็กคนนั้น ช่วงนี้ลุงเลยกังวลไม่น้อย ตอนนี้ก็อยู่ในวัยแต่งงานแล้วด้วยซ้ำ แต่ผู้ชายยังไม่มีที่งานทำมั่นคง ผู้หญิงที่ไหนเขาจะเอาล่ะ”
“ถ้าลองหางานจริงจัง ไม่นานก็ต้องได้ตำแหน่งดีๆ แน่ค่ะ”
“ก็นั่นแหละ เธอจะช่วยสักหน่อยได้ไหมล่ะ”
“อะไรนะคะ?”
“หมายถึงช่วยไปถามสามีเธอว่าที่บริษัทมีตำแหน่งว่างไหมได้หรือเปล่า จะได้ให้มันไปเรียนรู้งานสักหน่อย ภายใต้การดูแลของสามีเธอด้วยไง”
แผนลับๆ ในใจอีกฝ่ายที่เพิ่งเปิดเผยออกมาตอนนี้ทำให้ฉันคิดว่าไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องพูดไปมาแล้วพูดแค่ธุระออกมาตั้งแต่แรกคงจะดีกว่า
MANGA DISCUSSION