ระหว่างทานอาหาร พี่ฮวานถามเหมือนตั้งใจจะจับผิดความคิดภายในใจฉัน แต่พอฉันบอกว่าไม่มีอะไร เขาก็ยอมแพ้ไป
แต่เขาก็พูดเหมือนอยากให้ฉันรู้สึกวางใจอีกครั้งว่า ‘ถ้ามีเรื่องอะไรก็บอก ถ้าเป็นเรื่องที่พี่ทำได้ ไม่ว่าอะไรก็จะช่วย’ ขึ้นมาแทน
หลังจากได้ขับรถไปนู่นมานี่ ช็อปปิ้ง หรือแม้กระทั่งดูหนังกับพี่ฮวานหลังจากไม่ได้ทำมานานแล้ว ก็เป็นเวลาใกล้พลบค่ำพอดี และเนื่องจากเวลามันเหลื่อมกันก็เลยตัดสินใจทานข้าวเย็นด้วยกันไปเลยอีกหนึ่งมื้อ ดังนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทไปเสียแล้ว
“พี่ วันนี้ขอบคุณนะ”
“อืม เธอคงเหนื่อยน่าดู รีบเข้าไปเถอะ”
“พี่ต่างหาก วันนี้ต้องกลายเป็นคนขับรถพาฉันไปนู่นมานี่ทั้งวัน คงจะเหนื่อยแย่ รีบกลับไปพักผ่อนเร็ว”
แต่ดูเหมือนว่าพี่ฮวานจะปักหลักอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนจนกว่าจะเห็นว่าฉันเข้าบ้านไปก่อน เมื่อฉันเดินเข้ามาแล้วจึงมองเขาแล้วโบกไม้โบกมือให้ จากนั้นก็มองดูรถยนต์ที่ค่อยๆ ไกลออกไปแล้วหมุนตัวกลับเข้ามาด้านใน
พอเดินเข้ามากก็ยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับความคิดว่าคนๆ นั้นจะกลับมาหรือยังนะ บางทีจนถึงตอนนี้เขาอาจจะใช้เวลาอยู่กับยอนเซบินจนไม่รู้ว่าฉันออกไปข้างนอกด้วยซ้ำสินะ
ทว่าสามีกลับนั่งรอฉันอยู่ในห้องนั่งเล่นเรียบร้อยอย่างเกินความคาดหมาย ฉันอ้ำๆ อึ้งๆ แล้วเริ่มพูดทักก่อนเพราะบรรยากาศนิ่งเงียบ
“กลับมาตอนไหนคะ ทานข้าวเย็นมาหรือยัง”
“…”
“ถ้ายังไม่ได้ทาน เดี๋ยวฉันจะรีบเตรียมให้ตอนนี้เลยค่ะ แต่ฉันทานก่อนกลับเข้ามาแล้ว คุณคงต้องทานคนเดียว… ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”
ฉันหันไปมองเขาจนได้สบตากัน และพอสบตาถึงได้มั่นใจมากกว่าเดิมว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี
ระหว่างที่ฉันคิดว่าอาจจะมีเรื่องอะไรกับผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า เขาก็พูดขึ้น
“ไปไหนมา”
“อ้อ ไปทานข้าวกับพี่ชายมาน่ะค่ะ”
“คุณไม่รับโทรศัพท์”
“คุณโทรมาเหรอคะ”
ฉันเบิกตากว้างพร้อมกับเอ่ยถาม ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถืออกจากกระเป๋ามาเช็กดู ซึ่งมีสายที่ไม่ได้รับอยู่ถึงห้าสายด้วยกัน จากดาฮยอนสองสายแล้วก็สามีอีกสามสาย
“จริงด้วย ขอโทษนะคะ พอดีฉันตั้งสั่นแล้วเอาไว้ในกระเป๋าเลยไม่รู้ตัวน่ะค่ะ ว่าแต่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ โทรมาทำไมเหรอ”
“ต้องมีเรื่องเท่านั้นถึงจะโทรได้เหรอ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ… คุณโกรธเหรอคะ”
“…”
“หรือว่ามีเรื่องอะไรกับคุณเซบินหรือเปล่าคะ”
“อะไรนะ’
“ก็วันนี้คุณไม่ได้ไปหาคุณเซบินมาเหรอคะ”
“เฮ้อ ทำไมกลายเป็นเรื่องนี้ไปได้”
ไม่ใช่งั้นเหรอ แต่ฉันก็คิดเรื่องอื่นแล้วไม่ออกนอกจากเรื่องนั้น เลยเอียงหัวด้วยความสงสัย
“อ้อ ขอโทษที่ไม่ได้ทานแซนด์วิชนะคะ หลังจากยืนยันเวลากับพี่แล้วก็ไม่มีเวลาทานเลยค่ะ แต่ฉันเอาเก็บไว้ในตู้เย็น อีกเดี๋ยวไว้ทานด้วยกันเป็นมื้อค่ำแล้วกันนะคะ”
การพูดอย่างไร้กังวลของฉันคงทำให้เขาท้อใจ สามีจึงถอนหายใจแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“วันนี้…”
“คะ?”
“ขอโทษที่ทำตามสัญญาไม่ได้นะ”
“สัญญาเหรอคะ อ๋อ หมายถึงที่ฉันขอให้ปลุกน่ะเหรอคะ นั่นเรียกว่าสัญญาได้ด้วยเหรอ แล้วก็คุณถึงกับทำแซนด์วิชให้ฉันด้วยนี่คะ”
“ได้รับการติดต่อมากะทันหัน…”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอธิบายอะไรเลย”
ฉันทำสีหน้าบอกว่าไม่เป็นไรอย่างถึงที่สุดแล้วก็พูดขึ้น
“ฉันไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่ด้วย ไม่ต้องอธิบายก็ได้ค่ะ”
“อะไรนะ”
“ฉันไม่ได้รู้สึกอะไร แล้วก็ไม่ได้โกรธจริงๆ ค่ะ แถมไม่ค่อยอยากยุ่งด้วย คุณไม่จำเป็นต้องมาชี้แจงอะไรกับฉันเลยก็ได้ค่ะ”
“ไม่อยากยุ่งเหรอ…”
“พูดแบบนี้มันก็ยังไงๆ อยู่ ถึงจะบอกให้ทำตัวสบายๆ ต่อกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเกินความจำเป็นนี่คะ ฉันคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเราควรมีระยะห่างไว้นิดหน่อยก็ดีค่ะ เพราะฉะนั้น…”
ฉันควรพูดแบบนี้ออกไปหรือเปล่านะ ฉันแค่อยากบอกให้เขาเข้าใจว่าฉันไม่สนใจคุณเซบินเลย แต่ฉันถ่ายทอดออกไปให้เขาฟังได้ถูกต้องหรือเปล่า
เพราะถ้าพูดแบบนี้ในสถานการณ์นี้ ไม่ว่าจะทำตัวนิ่งเฉยแค่ไหน เขาก็อาจจะคิดว่าฉันโกรธก็เลยพูดอย่างเย็นชาก็ได้
แต่ฉันคงกังวลไปล่วงหน้าเอง เพราะเขาแค่พยักหน้าแล้วตอบสั้นๆ ขัดคำพูดของฉันเท่านั้น
“อืม เข้าใจแล้ว…”
“…”
“หยุดคุยเรื่องนี้กันเถอะ”
ท่าทางถอนหายใจเบาๆ หลังพูดจบดูเหนื่อยล้า ทว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกพลางมองฉันที่ยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นอย่างเก้ๆ กังๆ ก่อนจะพยักเหยิดไปทางห้องนอนแล้วพูดแนะนำ
“คุณคงจะเหนื่อย ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ”
ฉันรู้สึกไม่สบายใจกับปฏิกิริยาตอบสนองของเขาที่ตัวเองไม่สามารถทำความเข้าใจได้ แต่ก็พยักหน้ารับเหมือนคำพูดของเขาเป็นสถานที่หลบภัย จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปในห้องทันที
* * *
ถึงแม้จะเป็นเหมือนในอดีต แต่โชคดีที่ฉันไม่ใช่คนแพ้ท้องรุนแรง ถ้าหากกลิ่นไม่ได้แรงมากๆ หรือเหม็นขนาดนั้นก็จะสามารถทำอาหารและทานได้ตามปกติ ฉันจึงใช้ช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่มักจะลำบากกับการแพ้ท้องจนน้ำหนักลดมาได้อย่างราบรื่น
แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่มีอาการแพ้ท้องเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉันรู้สึกได้ว่าตัวเองอยากอาหารมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เป็นความอยากอาหารแบบที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ต้องได้ทานของที่ตัวเองอยากทานถึงจะพอใจ มากว่าจะทานในปริมาณที่มากขึ้น
ว่ากันว่าตอนท้องถ้าไม่ได้ทานอาหารที่นึกอยาก ก็จะยังวอแวถึงมันอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆ ซึ่งคำพูดนี้ก็ไม่ได้ผิดเลย ถ้าอยากทานแต่กลับอดทนเมินเฉยมัน ตั้งแต่วินาทีนั้นในหัวก็จะนึกถึงเพียงแค่อาหารชนิดนั้นเพียงอย่างเดียว กลิ่นหอมกรุ่นของรสชาติที่คุ้นเคยดีจะวนเวียนอยู่ในปากแล้วไปกระตุ้นความอยากตลอดเวลา
มีอยู่วันหนึ่งฉันเคยเมินอาหารที่อยู่ๆ ก็อยากทานขึ้นมาในช่วงค่ำๆ มันส่งผลให้นอนไม่หลับจนกระทั่งเกือบรุ่งเช้า และถึงขนาดที่ว่าพอตอนเช้า แม้ความอยากที่ไปกระตุ้นต่อมน้ำลายจะหายไปแล้วก็จริง แต่ในหัวฉันยังคงคิดอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องทานมันให้ได้ สุดท้ายหลังจากส่งสามีไปทำงาน ฉันก็รีบตรงออกไปทานทันทีแล้วค่อยกลับเข้าบ้าน
อาหารที่เคยคิดว่าเป็นเพียงสารอาหารเพื่อประทังชีวิตกลับกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตฉัน พอคิดว่าอะไรที่ฉันอยากทานมันก็เป็นของที่ลูกอยากทานเหมือนกัน ก็สัมผัสถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฉันจึงเลือกจะคิดว่านี่คือความเพลิดเพลินรูปแบบใหม่ที่ลูกมอบเป็นของขวัญแก่ฉัน
“วันนี้เงียบจัง ลูกยังไม่อยากกินอะไรเหรอ คราวนี้ลูกแม่จะอ้อนขอกินอะไรอีกน้า แม่กำลังรออยู่เลย”
ฉันลูบท้องพลางพูดกับลูก
ตอนแรกฉันรู้สึกกระอักกระอ่วนเหมือนพูดคนเดียวอยู่กับอากาศ แต่ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นและพูดกับลูกได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นอีกขั้นแล้ว
ขณะยกยิ้มบางๆ แล้วซึมซับความรู้สึกของลูกก็มีเสียงรบกวนดังขึ้นเบาๆ ฉันจึงเข้าไปในห้องเพราะเสียงเรียกเข้าที่ดังขึ้นจากไกลๆ เพื่อรับโทรศัพท์
“อืม ว่าไง”
-ว่าไงอะไรล่ะ วันนี้วันครบรอบวันเสียชีวิตของคุณแม่เธอใช่ไหม ฉันนี่ก็จริงๆ เลย ลืมไปซะสนิท ทีนี้จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ ตอนนี้เธออยู่ไหนล่ะ ออกไปแล้วใช่หรือเปล่า”
“เปล่า กำลังเตรียมตัวออกไปอยู่น่ะ”
-คราวนี้ก็ไปคนเดียวเหรอ ไม่เป็นไรใช่ไหม ฉันไปเป็นเพื่อนได้นะ
ฉันส่ายหน้าให้กับการถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ แค่เธอนึกถึงก็พอแล้ว ขอบคุณนะ”
-ไปกับเพื่อนแล้วมันจะเป็นอะไรเล่า ฉันไม่ได้ไปหาท่านนานแล้วด้วย จะได้ไปทักทายแม่เธอสักหน่อยไง ไปด้วยกันเถอะ
“ไม่เอา ไม่เป็นไรจริงๆ ฉันไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย”
ก่อนจะยิ้มอย่างอารมณ์ดีพลางลูบไล้หน้าท้องตัวเองไปด้วย ฉันไม่ได้พูดโกหกหรอกนะ เพราะครั้งนี้ฉันไปกับลูกนี่นา
-งั้นหรือว่า… คุณพ่อเธอก็ไปด้วยเหรอ
ดาฮยอนรู้อยู่แล้วว่าพ่อไม่เคยสนใจวันครบรอบเสียชีวิตของแม่เลยสักครั้ง เธอจึงเอ่ยถามด้วยท่าทีระมัดระวัง
“ไม่ใช่”
-ถ้างั้น
“ฉันมีคนที่อยากแนะนำให้แม่รู้จักน่ะ”
-อ๋อ สามีของเธอน่ะเหรอ
ดาฮยอนพูดราวกับเห็นชอบด้วย แต่แล้วก็พึมพำเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้กะทันหันว่า ‘ไม่สิ วันนี้หัวหน้าฝ่ายมาทำงานนี่’
“ไม่ใช่หรอก”
-ทำไมล่ะ ครั้งนี้เป็นวันครบรอบครั้งแรกหลังจากเธอแต่งงานนะ สามีของเธอก็ต้องไปทักทายท่านด้วยไม่ใช่หรือไง
“ว่ากันว่าคนตายน่ะ รู้ทุกอย่างนะ เธอคิดว่าการพาผู้ชายที่มีคนรักเป็นผู้หญิงอีกคนไปด้วยเนี่ย จะได้เห็นสถานการณ์อะไรดีๆ หรือไง”
ไม่ใช่สามีจริงๆ อีกด้วย
-เธอเนี่ยน้า ก็ต้องขอร้องเขาว่าช่วยทำดีกับฉันด้วยนะคะ ช่วยจบความสัมพันธ์กับยัยหมาป่าเจ้าเล่ห์นั่น แล้วก็บอกให้เขาไปด้วยสิ
ฉันหัวเราะเสียงดังกับคำพูดเชิงล้อเล่นของดาฮยอน ซึ่งเธอเองก็หัวเราะคิกคักอยู่ที่ปลายสายด้วยเหมือนกัน
-ว่าแต่สรุปเป็นใครล่ะ บอกฉันหน่อยสิ ยัยหนูน้อยที่ไปไหนมาไหนคนเดียวตั้งแต่ม. ต้น จู่ๆ ก็มาบอกว่าจะพาคนอื่นไปด้วยเนี่ย ฉันจะไม่สงสัยยังไงไหว แม้แต่ฉันเธอยังไม่ยอมพาไปด้วยเลย
“…คนที่ฉันรักน่ะ”
ฉันลังเลอยู่ว่าจะพูดหรือไม่พูดดี แต่สุดท้ายก็คันปากจนทนไม่ไหวก็เลยโพล่งออกไป
-อะไรนะ
“บอกว่าไปกับคนที่ฉันรัก แล้วก็จะแนะนำให้แม่รู้จักไง”
-ตอนนี้เธอพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย คนนั้นไม่ใช่สามีของเธอด้วยเนี่ยนะ รู้ไหมว่าตัวเองกำลังพูดอะไรที่มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้น่ะ
ดาฮยอนพูดอย่างตระหนกด้วยท่าทีตกใจ
-ถึงหัวหน้าเขาจะกำลังนอกใจเธออยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอต้องทำตามเขานะ ถ้าแม้แต่เธอ ก็ยังทำอย่างนั้น สภาพครอบครัวเธอจะเป็นยังไงล่ะ เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน พอจะรู้แล้วล่ะว่าใคร หรือว่า… ไม่ใช่คนนั้นใช่ไหม
ดาฮยอนคงนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอเลยพูดว่า ‘ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่ใช่ไหม’ ซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงหมกมุ่นกับความคิดนั้น ก่อนจะกลืนน้ำลายดังอึกแล้วถามออกมาอย่างแผ่วเบา
-ไม่ใช่คุณพัคอินฮยอกใช่ไหม
“ว่าไงนะ”
ชื่อที่ออกมาจากปากของดาฮยอนทำให้ฉันขึ้นเสียงโดยไม่รู้ตัว ดาฮยอนคงไม่รู้สึกถึงปฏิกิริยาตอบรับของฉัน เลยพูดต่ออย่างเคร่งเครียด
-ถึงฉันจะพูดเล่นๆ ว่าดูเหมือนผู้ช่วยพัคจะชอบเธอ แต่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้สิ ถึงจะไม่รู้ถ้าเป็นคนอื่น แต่นี่เขาเป็นเพื่อนของหัวหน้าฝ่าย เพื่อนของสามีเธอนะ ถ้าเธอทำแบบนั้นจริงๆ ความสัมพันธ์ของพวกเธอก็จะยุ่งเหยิงวุ่นวายสุดๆ ไปเลยแน่
“เฮ้อ ไม่ใช่สักหน่อย”
-จริงเหรอ
“เธอก็รู้นี่ว่าฉันไม่ชอบคุณพัคอินฮยอกน่ะ”
คำพูดเฉียบขาดของฉันทำให้ดาฮยอนทำท่าทีเหมือนไม่ค่อยยอมรับเท่าไหร่ แต่ก็ยอมปล่อยผ่าน
-ถ้างั้นก็ค่อยโล่งอกหน่อย แล้วถ้างั้นใครล่ะ ฉันรู้จักหรือเปล่า
“ตอนนี้ฉันยังบอกอะไรไม่ได้น่ะดาฮยอน”
-ได้ไงกัน ฉันเป็นเพื่อนเธอนะ เพื่อนตั้งแต่ม. ปลาย! มิตรภาพเกินสิบปีเชียวนะยะ เธอกลัวว่าฉันคนนี้จะเอาความลับของเธอไปเล่าให้ใครฟังเหรอ ฉันเสียใจนะเนี่ย จริงๆ
ฉันรีบอธิบายทันทีเพราะคำพูดตัดพ้อของเพื่อน
“ไม่ใช่อย่างนั้น ไว้ฉันจะเล่าให้เธอฟังทีหลัง แต่ฉันต้องการเวลาหน่อย…ถ้าสถานการณ์ตอนนี้มันดีขึ้นแล้ว ฉันจะบอกทุกอย่าง จะแนะนำให้เธอรู้จักคนแรกเลย เพราะงั้นเชื่อใจฉัน แล้วก็รอหน่อยน่า นะ”
-ถ้าเธอพูดถึงขนาดนั้น ครั้งนี้ฉันปล่อยไปก่อนก็ได้…
“ขอบใจนะ”
MANGA DISCUSSION