พอตื่นขึ้นมาก็เลยเที่ยงไปแล้ว
ตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือแท้ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นอาจจะหลับนานกว่านี้อีกสักสองสามชั่วโมงก็เป็นได้
พอลืมตาขึ้นมา ฉันก็ต้องลุกพรวดพราดด้วยความตกใจเพราะเวลาบนนาฬิกาแขวนผนัง เวลาผ่านไปเร็วมากทั้งๆ ที่คิดว่าจะนอนไปแค่แป๊บเดียว
ฉันหยิบโทรศัพท์ที่ดังอยู่ขึ้นมากดปุ่มรับสาย
“ค่ะ”
-พี่เอง
“อ้อ พี่ มีอะไรหรือเปล่า”
-นอนอยู่เหรอ
พี่ฮวานถามเหมือนสงสัยกับน้ำเสียงแหบแห้งด้วยความงัวเงียของฉัน
“อื้อ นอนกลางวันนิดหน่อย”
-นี่พี่โทรมาปลุกหรือเปล่าเนี่ย
“เปล่าหรอก ถึงพี่ไม่โทรมาก็ตั้งใจจะตื่นอยู่แล้ว จริงๆ ตั้งใจจะงีบแค่แป๊ปเดียวแหละ แต่กำลังงงๆ เพราะนอนไปนานกว่าที่คิดน่ะ”
ฉันบิดขี้เกียจแล้วก้าวลงจากเตียงพร้อมกับพูดขึ้น พอออกมาจากห้องนอนก็กวาดตามองดูห้องนั่งเล่น ยังเห็นร่องรอยของสามีอยู่ แต่ไม่เห็นเลยว่าเขาหายไปไหน
-แปลกนะ เด็กที่ไม่เคยนอนกลางวันมาทั้งชีวิต กลับมานอนกลางวันเนี่ย ป่วยตรงไหนหรือเปล่า
“เปล่าหรอก ก็แค่อยู่บ้านไม่มีอะไรทำเลยก็เลยเอนตัวนอนนิดหน่อย”
เมื่อรู้สึกขมปาก ฉันจึงเข้ามาในครัวเพื่อหาน้ำดื่ม ขณะหยิบแก้วที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างติดเป็นนิสัย สายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง
-กินข้าวหรือยัง
“ฮะ? มะ ไม่ ยังไม่ได้กิน”
ฉันเห็นแซนด์วิชถูกตัดเป็นชิ้นเล็กๆ อยู่ในกล่องใสสำหรับบรรจุอาหาร และโพสต์อิทสีเหลืองหนึ่งแผ่นแปะไว้ด้านบนกล่อง
มีปัญญานิดหน่อย เลยต้องออกมาก่อน
ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกใจลอย ฉันไม่เคยคาดหวังด้วยซ้ำ แต่เขาพอทำตัวแบบนี้ฉันเลยรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนโง่
-ถ้ายังงั้นออกมาไหม วันนี้กินข้าวกับพี่เถอะ
“ตอนนี้เหรอ”
-ว่างใช่ไหม
ฉันมองแซนด์วิชอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องโพสต์อิทต่อแล้วก็มองสลับกับแซนด์วิชอีกครั้ง จากนั้นถึงตัดสินใจ
“อืม ว่างสิ หิวพอดีเลย อยากออกไปหาอะไรอร่อยๆ กินข้างนอกเหมือนกัน ไม่ได้ไปมานานแล้ว”
-โอเค เตรียมตัวแล้วออกมาเลยนะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงของอร่อยๆ
“แต่พี่…”
-หื้ม?
พอฉันเอาแต่อืดอาดและหัวเราะ พี่ก็ตอบกลับมาว่า ‘จะขออะไรอีกล่ะ’ น่าจะรับรู้ได้จากประสบการณ์อันยาวนานว่าฉันมักจะขออะไรบางอย่างในเวลาแบบนี้
ฉันเลยเปิดปากพูดขึ้นหลังจากคำพูดแสดงความหมายโดยนัยว่าจะรับฟังทุกอย่าง
“มารับฉันหน่อยสิ น้า”
-พูดเรื่องแค่นี้ ต้องเว้นช่วงขนาดนั้นเลยเหรอ
พี่ฮวานพูดแบบห่อเหี่ยว
“ก็กลัวว่าจะรบกวนพี่นี่นา”
-เธอไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆ หรอกใช่ไหม
“ถึงอย่างงั้นก็จะมารับใช่ม้า”
-องค์หญิงขอให้ไปรับทั้งทีนี่ ถ้าถึงแล้วเดี๋ยวโทรไป เธอค่อยออกมาแล้วกัน
“อื้อ ได้เลย”
หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วก็ดื่มน้ำเย็นไปหนึ่งแก้วจนความสดชื่นเข้ามาแทนความง่วงที่ยังหลงเหลืออยู่
ฉันวางแก้วลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังกึก ก่อนจะหยิบกล่องแซนด์วิชขึ้นมา เอาไปทิ้งแล้วบอกว่ากินแล้วดีไหมนะ แต่สุดท้ายก็ส่ายหัวแล้วเอาแซนด์วิชใส่ไว้ในตู้เย็น จากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ
พี่ฮวานโทรมาอีกครั้งหลังจากฉันเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยพอดิบพอดี
เมื่อหยิบกระเป๋าถือแล้วออกไปนอกบ้าน ก็มองเห็นพี่ฮวานยืนรอรับฉันอยู่ตรงลานจอดรถด้วยสีหน้ายินดี
“สวยนี่ จะมาเจอพี่ก็เลยแต่งซะสวยเลยเหรอ”
“ต้องตอบว่าอะไรดีล่ะ”
“ตอบว่าใช่ก็ดีนะ”
“ใช่ ไม่ได้เจอพี่ตั้งนานก็ต้องแต่งสวยหน่อยสิ เป็นไง สวยใช่ไหมล่ะ”
“อืม สวยสิ จริงๆ นะ”
พออีกฝ่ายตอบกลับคำที่พูดขึ้นมาเล่นๆ ฉันก็รู้สึกเขินอายอย่างไม่มีสาเหตุ ก่อนจะเบือนหน้าหนีพี่ที่กำลังพิจารณาฉันอย่างจริงจังราวกับวิจารณ์สินค้าแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันที
“โอ๊ย หิวแล้วอะ รีบไปกัน”
แล้วพอฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วหนีขึ้นรถ พี่ก็ส่ายหน้าไปมาก่อนจะขึ้นมานั่งประจำที่นั่งคนขับ
“คาดเข็มขัดด้วย”
“พี่ทำเหมือนฉันเป็นเด็กน้อยจริงๆ นะ”
พี่ฮวานยิ้มและไม่ได้ตอบรับคำพูดของฉัน
เพราะรู้ว่าการคอยดูแลฉันกับน้องคนเล็กของบ้านกลายเป็นนิสัยของพี่ไปแล้ว ฉันจึงพูดบ่นไปเท่านั้นแต่ไม่ได้ไม่พอใจอะไร
“เหมือนน้ำหนักจะลงไปหน่อยนะเนี่ย กินอาหารครบทุกมื้อหรือเปล่า”
เมื่อออกรถ พี่ก็เอ่ยถามขณะที่สายตายังจับจ้องทางด้านหน้า เขาพูดด้วยน้ำเสียงระมัดระวังราวกับกำลังค่อยๆ ยกเรื่องคาใจตั้งแต่แรกขึ้นมาพูด
“งั้นเหรอ ฉันไม่เห็นรู้ตัวเลย ถ้าน้ำหนักลงก็ดีสิ ไม่ต้องมาเหนื่อยไดเอทด้วย”
“ไม่เห็นจะต้องลดน้ำหนักตรงไหนเลย”
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันก็กินดีอยู่ดี นอนอิ่มน่า”
“ถ้างั้นก็ค่อยโล่งใจหน่อย รู้ไว้ด้วย ถ้าเธออยู่ที่นั่นแล้วน้ำหนักลด พี่จะดุ”
“พูดไปเรื่อยอีกแล้ว”
ถึงแม้จะพูดเหมือนเข้มงวด แต่จริงๆ แล้วเวลามีเรื่องเจียนตัวเข้ามา พี่ฮวานก็ไม่เคยดุฉันเลย เพราะรู้ว่าพี่มักจะเข้มงวดแค่คำพูด แต่การกระทำกลับนุ่มนวลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฉันจึงพูดหยอกล้อราวกับไม่ค่อยเกรงกลัวเท่าไหร่นัก
“ครั้งนี้พูดจริงนะ”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ”
“อีกเดี๋ยว สั่งอะไรไป ต้องกินให้หมดอย่าให้เหลือด้วยล่ะ”
“พี่อะ ยังไม่ทันกินก็คงท้องอืดแล้วแหละ”
“พี่จะจับตาดู”
ฉันเลยถอนหายใจแล้วตอบกลับด้วยท่าทีหนักแน่น
“ค่ะ”
ถึงยังไงก็ไม่มีใครที่คอยดูแลและเป็นห่วงฉันแบบนี้นอกจากพี่ฮวาน เพราะอย่างนั้นไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ สุดท้ายฉันก็มักจะทำตามคำของพี่อยู่ดี ฉันทั้งรู้สึกผิดและในขณะเดียวกันก็รู้สึกขอบคุณอยู่เสมอที่เขาคอยดูแลฉันกับน้องเล็กในฐานะพี่ใหญ่ของครอบครัวอยู่เสมอจนกลายเป็นการกระทำที่ทำไปโดยอัตโนมัติตั้งแต่ตอนเด็กๆ
ร้านอาหารที่อีกฝ่ายจองไว้ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น แต่เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่สะอาดสะอ้านและบรรยากาศดี
พี่มักจะพาฉันมาแต่สถานที่ที่เขาพิสูจน์ว่าดีแล้วเสมอ ดังนั้นพอมองอย่างสงสัย พี่ก็เลยแอบกระซิบบอกเบาๆ ว่า ‘เพื่อนเพิ่งเปิดร้านใหม่น่ะ’
“ช่วงนี้เธอดูเหมือนจะไม่ได้แวะไปที่บ้านเลยนะ”
“อือ ก็ไม่มีธุระอะไรเลยด้วย…”
“จะกลับบ้านนี่ต้องมีธุระเท่านั้นเหรอ”
“…”
ฉันปิดปากเงียบไม่ได้พูดอะไรกลับไปแม้แต่น้อย และทำเพียงแค่ก้มมองโต๊ะตรงหน้าเท่านั้น พี่เลยพูดต่อด้วยน้ำเสียงเหมือนรู้ทุกอย่าง
“กลับบ้านแล้วอึดอัดเหรอ”
“ก็เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก”
“ถึงดูเหมือนไม่ใช่ แต่พี่ก็รู้สึกว่าพ่อกับแม่รอให้เธอกลับไปหาอยู่นะ”
“อื้อ”
แต่ฉันกลับทำสีหน้าบ่งบอกว่าไม่เชื่อต่างกับคำตอบ ใบหน้าของพี่ฮวานเลยเปลี่ยนไปเป็นลำบากใจ
“เธอเป็นลูกสาวของพ่อ ส่วนแม่ก็เลี้ยงเธอมาสิบกว่าปีเลยนะ ไม่มีทางไม่รักไม่ผูกพันหรอก ปกติพวกท่านเป็นคนแสดงความรู้สึกไม่เก่งอยู่แล้ว ก็เลยเป็นแบบนั้นไง”
“รู้น่า”
มันเป็นการขอร้องรูปแบบหนึ่ง
พ่อกับแม่แค่แสดงความรู้สึกไม่เก่ง แต่ท่านก็รักแล้วก็หวงแหนพวกเราเหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ นั่นแหละ พูดแบบนั้นเพื่อปลอบโยนและทำให้สบายใจ…
ถึงแม้ตอนหลังจะรู้ว่าพี่เองก็พูดมันออกมาด้วยความรู้สึกเดียวกับฉันก็เถอะ
“พี่ ฉันขอโทษนะ”
“ขอโทษอะไร”
“ก็แค่อยากขอโทษน่ะ ฉันเองก็เป็นลูกสาวแท้ๆ แต่เหมือนโยนภาระหน้าที่ทั้งหมดในฐานะลูกให้พี่คนเดียวเลย”
ตอนหลังฉันถึงได้รู้ว่าพี่เป็นที่พึ่งพิงให้น้องสาวคนเล็กกับฉัน แต่พี่กลับรับภาระแทนพวกเราเพียงคนเดียวแล้วยอมอดทนมาตลอด
“คิดอะไรเยอะแยะ พี่เป็นพี่ชายคนโตนี่ เหมือนเธอที่ไหนกัน เธอไม่ต้องห่วงหรอก ตามหาความสุขของตัวเธอเองให้เจอก็พอแล้ว”
เรื่องที่พี่ฮวานมองฉันด้วยแววตาแบบอื่น ไม่ใช่ดวงตาของคนที่คอยดูแล เรื่องนั้นฉันก็รู้ แต่ในขณะเดียวกันฉันก็รู้ด้วยว่าตัวเองไม่สามารถตอบรับหัวใจของเขาได้
การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วได้รู้ในสิ่งที่เราเคยไม่รู้มาก่อนมันไม่ได้ดีสักนิด
“อื้อ ขอโทษนะ”
‘ขอโทษที่ตอบรับหัวใจของพี่ไม่ได้’
ฉันเก็บซ่อนความรู้สึกในใจผสมความรู้สึกที่แท้จริงของฉันเข้าไปในทิศทางของบทสนทนาแล้วเอ่ยขอโทษ
พี่ฮวานไม่รู้ว่าฉันขอโทษเรื่องอะไรและคิดว่ามันเป็นเพียงความเชื่อมต่อของบทสนทนา เขาเลยพูดต่อราวกับไม่เก็บมาใส่ใจ
“เวลาแบบนี้ก็ต้องพูดว่าขอบคุณสิ”
“อืม ขอบคุณนะ”
ฉันไม่อยากให้พี่เข้าใจมันแต่ก็รู้สึกขมขื่นด้วยก็เลยตอบออกไปอย่างแผ่วเบา หลังจากนั้นพี่คงตั้งใจจะเปลี่ยนบรรยากาศจมดิ่งนี้จึงเปลี่ยนเรื่องคุย
“อยู่บ้านนั้นสบายดีไหม”
“อื้อ”
ฉันคิดว่ายังไงสักวันก็ต้องไปจากที่นั่นอยู่แล้ว ดังนั้นเลยบอกตัวเองว่าห้ามรู้สึกผูกพันกับมันเด็ดขาด แต่มันก็เป็นสถานที่ที่ฉันอาศัยอยู่มาตั้งหลายปีก่อนจะย้อนกลับมาในอดีต กลัวว่าพอถึงเวลาต้องจากไปจริงๆ ก็จะรู้สึกเสียดายขึ้นมา ตอนนี้ฉันเลยพยายามไม่เพิ่มอะไรเกี่ยวกับตัวเองลงไปให้มากที่สุด
“สามีดีกับเธอหรือเปล่า”
“ก็ปกตินั่นแหละ”
พี่ฮวานขมวดคิ้ว
ดูท่าจะคิดว่าคำตอบของฉันเป็นการปฏิเสธ ฉันจึงมองเขาแล้วรีบพูดต่อทันที
“ดีสิ พอได้ลองใช้ชีวิตด้วยกันก็เหมือนจะเริ่มผูกพันแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันคิดว่าเราเป็นสามีภรรยากันจริงๆ”
“…งั้นเหรอ ดีแล้วล่ะ ถ้าเขาไม่เอาใจใส่เธอ หรือทำให้เธอเสียใจก็บอกพี่เลยนะ”
“ทำไม จะไปด่าเขาเหรอ”
“ใช่”
คำตอบที่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยทำเอาฉันระเบิดหัวเราะออกมา เมื่อเห็นพี่ฮวานมองท่าทางของฉันแล้วผ่อนคลายสีหน้าแล้วยิ้มขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงรู้สึกสบายใจขึ้นเหมือนกัน
“จะว่าไปแล้ว”
“หื้ม?”
“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรพี่ก็จะอยู่ข้างฉันใช่ไหม”
“แน่นอนสิ”
“ถ้างั้นก็ดีเลย”
พอพูดจบฉันก็ปิดปากเงียบ เขาจึงตั้งใจจะย้อนถามกลับ แต่สุดท้ายอาหารที่สั่งกลับมาเสิร์ฟตัดบทสนทนาจบไป
MANGA DISCUSSION