หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าสามีปฏิบัติตามคำพูดของฉันอย่างถูกต้องทุกข้อหรือเปล่า
เพราะฉันไม่สนใจเลยแม้แต่นิดเดียว แต่สิ่งที่รู้ก็คือผู้หญิงคนนั้นถูกย้ายตำแหน่ง อีกอย่างหนึ่งคือเขารักษาสัญญาว่าจะไม่ค้างคืนนอกบ้าน
และตัวฉันเองก็มีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยเกิดขึ้นเหมือนกัน
ร่างกายเหมือนจะเหนื่อยอ่อนและเริ่มนอนเยอะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉันรู้สึกปวดหัวเล็กน้อยเพราะมีไข้อ่อนๆ จึงบอกไม่ได้ว่ามีสภาพร่างกายดี แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกแย่ขนาดนั้น กลับรู้สึกว่ามีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมด้วยซ้ำ
หลังจากความสัมพันธ์ราบรื่นดีในช่วงนี้ สามีคงรู้สึกถึงความร้อนจากแขนที่เฉียดผ่านเวลานอนด้วยกัน เขาเลยถามว่าไม่ต้องกินยาเหรอ แต่ฉันก็ปฏิเสธ
ก่อนจะแต่งเรื่องขึ้นมาว่าเดิมทีฉันปวดหัวข้างเดียวและมีไข้อ่อนๆ เป็นระยะอยู่แล้ว แค่งีบสักหน่อยก็จะดีขึ้น แต่ฉันก็รู้ดีกว่าใครว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะนี่คือหลักฐานว่าลูกกำลังจับจองพื้นที่ในท้องอย่างปลอดภัย
วันนี้ฉันส่งสามีไปบริษัท จากนั้นก็ดำเนินการเรื่องที่วางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อก่อน ฉันขับรถจากโซลไปซูวอนเพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายในแผนกสูตินรีเวชด้วยความคิดว่ายิ่งไกลจากบ้านก็ยิ่งสบายใจ
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ฉันเห็นด้วยว่าการกลับไปโรงพยาบาลเดิมจะทำให้รู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของลูกได้ทันที ดังนั้นจึงคิดว่าจะไปที่นั่นบ่อยๆ จนกว่าการขับรถไปไกลๆ คนเดียวช่วงใกล้คลอดจะกลายเป็นภาระ
ถึงแม้จะแค่วันนี้วันเดียว แต่ฉันก็ดูรูปอัลตร้าซาวด์ที่ได้รับจากคุณหมออย่างนับไม่ถ้วน
พอซุปเดือดฉันก็ปิดไฟ จากนั้นก็เอาคางเกยบนโต๊ะแล้วเอารูปที่ใส่ไว้ในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนออกมา ถ้าสามีมาก็ต้องซ่อนมันไว้ จึงอยากจะดูเป็นครั้งสุดท้าย
ทว่าขณะนั้นฉันก็ได้ยินเสียงกริ่ง เขาคงจะกลับมาแล้ว ฉันเลยรีบเก็บรูปใส่กระเป๋าผ้ากันเปื้อนแล้วจ้องมองดูหน้าจอของอินเตอร์โฟน แต่ก็ต้องขมวดคิ้วกับภาพที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
-คุณยอนจิน พวกเรามาเยี่ยมครับ
ตอนที่คุยโทรศัพท์เขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้นี่ ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไงแต่ก็เปิดประตูออก ก่อนจะเห็นว่าบนใบหน้าของสามีเจือความยุ่งยากใจและความขอบคุณเล็กน้อยอยู่
หลังจากนั้นเหล่าคนที่มองไม่เห็นในหน้าจอก็เริ่มกรูกันเข้ามา
“ทำไมถึงมากันได้ล่ะคะ ไม่เห็นบอกอะไรไว้เลย”
“เฮ้อ ตอนที่คุยโทรศัพท์ก็ยังไม่ได้วางแผนว่าจะมาเลย…”
ถึงฉันจะไม่ได้ยินคำพูดหลังจากนั้นแต่ก็เหมือนได้ฟังคำอธิบายทั้งหมดแล้วจากท่าทางของอินฮยอกที่เอาแขนพาดไหล่สามีพลางเขย่าแขน ไม่จำเป็นต้องเห็นก็รู้ว่าอินฮยอกจะต้องเป็นคนวางแผนเรื่องนี้แน่
“ผมมาฉลองบ้านใหม่ไงครับ นี่ของขวัญขึ้นบ้านใหม่”
อีกฝ่ายพูดขึ้นพร้อมเขย่าทิชชู่ม้วนหนึ่งแพ็คในมือข้างที่พาดอยู่บนไหล่ทงอูเบาๆ พอฉันมองเขายิ้มอย่างอิ่มอกอิ่มใจราวกับกำลังโอ้อวดของที่ยึดมาได้จากศัตรู ฉันก็รู้สึกอึ้งแล้วหัวเราะแห้งๆ ออกมา
ก่อนจะพูดขึ้นโดยไม่คิดจะปกปิดความไม่พอใจใดๆ
“มาหากะทันหันถึงบ้าน โดยไม่ติดต่อมาก่อนแบบนี้มันได้ด้วยเหรอคะ”
“ตกใจมากเหรอครับ ผมเซอร์ไพรส์สำเร็จสินะเนี่ย”
“เรื่องตกใจเอาไว้ทีหลังเถอะค่ะ ฉันไม่ได้เตรียมอะไรเลยสักอย่างเลยนะคะ อาหารฉันก็เตรียมไว้แค่ส่วนของตัวเองกับคุณทงอูพอดีเป๊ะ ของที่พอจะทานได้ในตู้เย็นก็ไม่มี…”
ฉันพึมพำอย่างลำบากใจ แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกพรวดพราดจากด้านหลัง
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ พวกเราก็คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้นก็เลยเตรียมมาแล้วล่ะค่ะ”
ฉันตกใจมากกับท่าทางยิ้มแย้มอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะจ้องมองเธอ ทำไมเธอ… ทำไมยอนเซบินถึงอยู่ที่นี่ได้ล่ะ
“ทำไมคุณถึงมาที่นี่ได้…”
“ฉันเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยของทงอู จนถึงตอนนี้ก็คิดว่ารู้จักกันและกันดีกว่าทุกคน ทงอูแต่งงานทั้งที ก็ต้องมาแสดงความยินดีไม่ใช่เหรอคะ”
ดวงตาของฉันเยือกเย็นลงเพราะริมฝีปากที่พูดพร่ำพรรณนาออกมา แต่เมื่อยอมรับท่าทางท้าทายที่อัดแน่นไปด้วยความร้ายกาจแล้วก็เลยยกยิ้มขึ้น
“อย่างนั้นสินะคะ เพราะเป็นเพื่อนกับคุณทงอูมานานนี่เอง”
“ค่ะ เป็นเพื่อนค่ะ สนิทมากด้วย”
คงรู้สึกได้ถึงบรรยากาศเลวร้าย คนอีกสองคนที่ยืนเรียงกันอยู่ข้างหลังจึงพูดขึ้นมาว่า ‘พวกเราก็มานะคะ’ เหมือนจะเคยเจอตอนไปงานเลี้ยงบริษัทเมื่อก่อน พวกเธอคือพนักงานในแผนกที่สามีดูแลอยู่ และเป็นคนรู้จักตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยเหมือนกันก็เลยคงจะตามมาด้วย
“ถ้าเป็นเพื่อนของสามี แน่นอนว่าสำหรับภรรยาอย่างฉัน ก็ถือว่าเป็นแขกคนสำคัญเหมือนกันค่ะ เชิญเข้ามาเลยค่ะ มากันกะทันหันก็เลยไม่ทันได้จัดระเบียบอะไร บ้านเลยรกนิดหน่อยนะคะ”
พอฉันพาทุกคนเข้ามาในห้องนั่งเล่น ดวงตาของผู้หญิงคนนั้นก็กวาดสายตามองดูภายในบ้านก่อนจะหยุดลงตรงรูปแต่งงานที่แขวนอยู่บนผนังฝั่งหนึ่งในห้องนั่งเล่น ฉันมองเห็นใบหน้าด้านข้างที่ตึงขึ้นมาของเธอ
ต่างกับก่อนหน้านี้ เพราะฉันในตอนนี้ตั้งใจจะไม่มีเรื่องกับเธอด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงได้เกิดเรื่องที่ต้องมาเผชิญหน้ากันด้วยวิธีการแบบนี้อยู่บ่อยๆ ล่ะ…
แค่รู้สึกพอใจและขอบคุณกับการใช้เวลาร่วมกับสามีโดยไม่ต้องมีผลกระทบอะไรตามมาไม่ได้เหรอ ถ้าเธอเชื่อในหัวใจของเขาอยู่ วันนี้ก็คงไม่ตามมาแบบนี้หรอก
เขาก็ดูเหมือนจะไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่พอสมควรสินะ ฉันส่ายหัวไปมา
การดึงดันมาดูอะไรที่ดูแล้วต้องรู้สึกเจ็บปวดอยู่คนเดียว มันก็เป็นเพียงเรื่องน่าหัวเราะเท่านั้นแหละ จากนั้นดาฮยอนที่มายืนอยู่ข้างฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ก็กระซิบขึ้นมาว่า ‘อะไรล่ะนั่น’ ราวกับไม่คาดคิดในการกระทำของยอนเซบิน ฉันแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของเพื่อนแล้วพูดขึ้นกับเธอคนนั้น
“สวยใช่ไหมคะ”
“ค่ะ สวยมาก”
“เดรสก็แค่เดรสน่ะค่ะ แต่ช่างกล้องคนดังที่คุณแม่แนะนำมาถ่ายให้ด้วยตัวเองเลย รูปนี้สวยที่สุดในบรรดารูปทั้งหมดแล้ว ฉันเลยเลือกมาอย่างไม่ลังเลเลยค่ะ”
“แต่ก็ จะว่ายังไงดีล่ะ…”
ฉันงุนงงเพราะท่าทางของอีกฝ่ายที่ปล่อยให้ท้ายประโยคเลือนหายไป แต่กลับหัวเราะคิกคักแล้วหันไปพูดกับสามีฉัน
“ทงอู นี่รูปแต่งงานนะ แต่ทำไมสีหน้าเป็นแบบนี้ล่ะ ต้องยิ้มหน่อยสิ ไม่ใช่วัวที่ถูกลากไปโรงฆ่าสัตว์สักหน่อย หน้าแข็งทื่อเชียว”
“…”
เพื่อนของเธออีกสองคนที่มาด้วยกันก็หัวเราะคิกคักขึ้นมาอย่างเปิดเผย
“ทงอูเป็นคนหน้าบึ้งนิดหน่อยนี่คะ แต่ก็ไม่ได้บึ้งถึงขนาดนั้น คงจะตื่นเต้นสินะ ทงอูทำรูปสวยๆ พังหมดเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าหรือว่ารูปอื่นๆ ก็ทำแต่หน้าแบบนี้หมดเลยนะคะ”
“ไม่รู้สิคะ ฉันก็ไม่แน่ใจ…”
ฉันตอบกลับอย่างคลุมเครือแล้วปล่อยให้ท้ายประโยคเงียบหายไป ฉันอยากเปลี่ยนเรื่องพูดเพราะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจากคำพูดของเธอ แต่ในหัวกลับว่างเปล่าอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด
แต่ฉันเพียงแค่ท่องความคิดเบาๆ อยู่ในใจเท่านั้นว่า ‘โดนไปหนึ่งดอกสินะ’ เพราะท่าทางยั่วโมโหของเธอ
***
“นี่ ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“อะไร”
พอฉันตอบพร้อมกับเก็บพวกเครื่องเคียงที่เอามาวางไว้บนโต๊ะกินข้าวกลับคืนเหมือนเดิม ดาฮยอนเองก็ฉวยไปกินทีละอย่างจนเกลี้ยงก่อนจะเก็บเครื่องเคียงพวกนั้นแล้วส่ายหน้า
“ถ้าไม่เป็นอะไรก็ช่างมันเถอะ”
“ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ กับการใช้ข้ออ้างว่าเป็นเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยแล้วมาถึงบ้าน ก็แค่ต้อนรับในฐานะเพื่อนของเขาก็พอแล้วนี่”
“ถึงอย่างนั้นมันก็บ้าสุดๆ เลยไม่ใช่หรือไง ฉันเพิ่งเคยเจอคนหน้าด้านแบบนี้เป็นครั้งแรกนี่ล่ะ”
ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของดาฮยอน โผล่มาตรงหน้าของฉันก่อนแล้วก็เหมือนจะอยากทำให้ฉันเอือมระอาจนยอมแพ้ก่อนด้วย
เมื่อก่อนพวกผู้ใหญ่โมโหมากแล้วทำให้เธอจนตรอกโดยไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเลย ยอนเซบินจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับตัวฉัน แต่ตอนนี้ก็น่าจะสบายใจมากกว่าตอนนั้นก็เลยคิดขัดขวางไม่ให้ฉันทำอะไรได้ตามใจชอบ
“แต่ฉันไม่เข้าใจผู้ช่วยพัคมากกว่ายัยหมาป่านั่นซะอีก”
“คุณพัคอินฮยอกน่ะเหรอ ไม่เข้าใจอะไรล่ะ”
“ไม่หรอก ถึงเธอจะไม่ชอบเขามากๆ จนถึงตอนนี้ แต่จริงๆ ฉันก็คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับผู้ช่วยพัคตลกดีน่ะสิ มันมีพิรุธก็จริงที่เขามาหาทุกครั้งที่เธอถูกทิ้ง แต่เพราะอย่างนั้น เธอเลยไม่ต้องอ้างว้างอยู่ตัวคนเดียวไม่ใช่เหรอ ฉันก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร ท่าทางที่เขาปฎิบัติกับเธอ ก็ดูมีความชอบพออยู่นะ แต่…”
“แต่อะไร”
“แต่ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เขาก็น่าจะรู้นะว่ามันทำให้เธอลำบาก แต่ทำไมถึงยังพายัยพวกนั้นมาอีกล่ะ ฉันไม่เข้าใจเรื่องนี้นี่แหละ เขาทำเพื่ออะไรกันแน่ แถมยังถามฉันอีกว่า ถ้าปล่อยเธออยู่คนเดียวท่ามกลางยัยเจ้าเล่ห์พวกนั้นจะไม่อึดอัดใจเหรอ ก็เลยดึงฉันมาด้วยเนี่ย”
“ฉันจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่น่าจะทำโดยไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้วล่ะ”
พอฉันพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจว่า ‘ก็แค่อยากแกล้งฉันเฉยๆ ไม่ใช่เหรอไง’ ดาฮยอนก็ส่ายหน้าแล้วพูดสวนขึ้นทันที
“หรือว่า ผู้ช่วยพัคชอบเธอจริงๆ หรือเปล่า”
“อะไรนะ”
“เจอในฐานะคู่หมั้นของเพื่อนก็เลยแสดงออกไม่ได้ แถมแต่งงานแล้วด้วย ก็เลยทำตามที่ตัวเองต้องการไม่ได้ไง ดังนั้นก็เลยคิดว่าถ้าทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับหัวหน้าฝ่ายห่างเหินกัน แล้วก็…”
“จินตนาการอะไรแปลกๆ อีกล่ะ”
ท่าทางของดาฮยอนที่บอกเล่าการคาดเดาของตัวเองอย่างจริงจัง ทำให้ฉันกลั้นไม่ให้ตัวเองถอนหายใจออกมา
“ทำไมล่ะ มันไม่ได้มีเรื่องแปลกๆ แค่อย่างสองอย่างนะ หรือว่ามีเรื่องอะไรที่ฉันไม่รู้ด้วยหรือเปล่า แบบเป็นแฟนเก่าที่เคยคบแล้วเลิกกันไป…”
“ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย”
“ไม่ใช่จริงๆ น่ะเหรอ”
“จองดาฮยอน!”
พอฉันทำหน้าบูดบึ้งพร้อมเรียกชื่อราวกับตักเตือน ดาฮยอนก็เลยหยุดชะงัก
“ยัยบ้า ทำไมทำหน้าตาซีเรียสแบบนั้นล่ะ เป็นแบบนั้นจริงๆ นี่นา ไม่ว่ายังไงก็ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ ฮันนีมูนของเธอพังไม่เป็นท่า แล้วเธออยู่เที่ยวต่อคนเดียว แต่เขาก็ยังตามเธอไปถึงที่นั่น มันเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ไหนล่ะ”
“เฮ้อ พอเถอะ แล้วก็อย่าคิดจะไปพูดเรื่องแบบนั้นที่ไหนนะ ไม่งั้นเป็นเรื่องแน่ๆ ฉันไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบไร้สาระ”
“ฉันไม่ไปพูดส่งเดชหรอกน่า ก็แค่มีลางสังหรณ์แบบนั้น…”
พอฉันส่งสายตาว่าให้ปิดปากเงียบและพอได้แล้ว ดาฮยอนถึงได้ยิ้มแหยๆ พลางพูดพึมพำ
“เข้าใจแล้วจ้า เข้าใจแล้ว แค่หยุดพูดก็พอใช่ไหม”
แต่เมื่อฉันหยุดชะงักแล้วจ้องเขม็งไปอีกทาง คงทำให้ดาฮยอนรู้สึกแปลกๆ เลยหันตาม จากนั้นก็ต้องสูดลมหายใจเฮือก
“อ๊ะ หัวหน้าฝ่าย…”
ดาฮยอนปล่อยให้คำพูดเงียบหายพลางกลอกตาไปมาเหมือนกำลังประเมินว่าเขาได้ยินบทสนทนาของพวกเราถึงตรงไหนกัน
“ถ้ามีเรื่องจะคุยกับยอนจิน เดี๋ยวฉันออกไปก่อนไหมคะ”
“ครับ ถ้าเป็นแบบนั้นได้ ก็ขอบคุณมากครับ”
“นั่นสินะ เพิ่งแต่งงานกัน ถึงจะห่างกันแค่แป๊ปเดียวก็คงอยากคุยอยากเจอแล้วสินะคะ ฮ่าๆ พูดคุยกันตามประสาสามีภรรยาเถอะค่ะ”
ท่าทีหัวเราะอย่างประหม่าและพูดเสียงดังโอเว่อร์เล็กน้อยของเพื่อน ทำให้ฉันเอะใจว่าทำไมจะต้องทำอะไรแบบนั้น แต่พอเบนสายตาไปอีกฝั่งของห้องนั่งเล่นก็เหมือนจะรู้เหตุผล ฉันเลยมองตามดาฮยอนที่รีบหลบออกไปก่อนจะถอนหายใจออกมา
MANGA DISCUSSION