“ดื่มอะไรก่อนไหม”
“เออ ต้องสั่งอะไรเย็นๆ สักแก้วแล้วล่ะ ก่อนหน้านี้ไม่เท่าไรยังอากาศเย็นๆ อยู่เลย ตอนนี้กลายเป็นหน้าร้อนอย่างสมบูรณ์แบบไปซะงั้น”
“เดี๋ยวฉันไปสั่งให้เอง จะเอาอะไรล่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะไปสั่งเอง เธอนั่งอยู่นี่แหละ”
หลังสั่งเครื่องดื่มเสร็จ ดาฮยอนก็ยืนพิงเคาน์เตอร์รอ ไม่นานก็ถือน้ำหวานที่ใส่น้ำแข็งจนเต็มกลับมา เมื่อดูดน้ำหวานเข้าไปเกินครึ่งภายในครั้งเดียว อีกคนก็อุทานออกมา
“ฮ้า เหมือนเกิดใหม่เลย”
“แค่นั้นพอเหรอ สั่งข้าวเที่ยงมากินด้วยสิ”
“ช่างมันเถอะ กินของแบบนี้เข้าไป ไม่มีอารมณ์จะกินอย่างอื่นแล้วล่ะ”
“งั้นเหรอ”
แล้วพอเธอดื่มน้ำหวานเข้าไปอีกอึก น้ำหวานก็เหลือเพียงก้นแก้วทันทีจนมีเสียงหลอดดูดอากาศว่างเปล่าดังขึ้น
ดาฮยอนจึงเปิดฝาแก้วพลาสติกแล้วคาบน้ำแข็งก้อนหนึ่งมาเคี้ยวจนละเอียด จากนั้นเธอก็มองแก้วชาของฉันนิ่งๆ พลางถามขึ้น
“นั่นกินหมดแล้วใช่ไหม”
“อ๊ะ อื้อ”
พอฉันพยักหน้า ดาฮยอนก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วพยักหน้ากลับ
“ถ้างั้นไปกันเถอะ”
“ไปไหน”
“ไปกินข้าว”
พอฉันนั่งมองอยู่อย่างมึนงง ดาฮยอนก็อธิบายต่อราวกับอึดอัดใจ
“ไปที่ไหนสักที่แล้วกินข้าวกันก่อนเถอะ เธอก็ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหมล่ะ”
“อือ ยังเลย”
“รีบไปกัน ฉันต้องรีบกินรีบกลับเข้าไปแล้ว”
หลังจากพูดจบแล้วก็พาฉันเข้าไปในร้านข้าวห่อสาหร่ายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคาเฟ่
ดาฮยอนนั่งลงกับที่แล้วสั่งอะไรง่ายๆ จากนั้นก็ไปกดน้ำจากเครื่องกรองน้ำแล้ววางแก้วหนึ่งลงตรงฝั่งฉันก่อนจะพูดขึ้น
“จะว่าไปแล้ว ครอบครัวคงต้องโกลาหลวุ่นวายไปหมดแน่ๆ”
“หื้ม?”
“หรือท่านประธานยังไม่รู้เรื่องคราวนี้เหรอ”
“อ๋อ รู้สิ ก่อนหน้านี้ฉันก็ไปทักทายพวกท่านที่บ้านมา โมโหกันยกใหญ่เลย”
ฉันอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างไปทักทายพ่อแม่สามีให้เพื่อนฟังสั้นๆ พอฟังจบ ดาฮยอนก็พยักหน้าแล้วพูดขึ้นราวกับพอใจ
“มันต้องแบบนี้สิ! ฝากฝังคนแบบนั้นกับเธอแล้ว ถ้าจะรู้สึกขอโทษอยู่บ้างสักหน่อย ก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ”
“ถึงอย่างนั้นพวกท่านทั้งสองคนก็เป็นคนดีนะ”
“ถ้าเป็นคนที่ดีกับเธอแล้วนึกถึงเธอจริงๆ ถึงเธอจะห้าม พอได้โอกาสก็ต้องหักขายัยนั่นทิ้งไปตั้งแต่แรกแล้ว ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นลูกชาย ท่านก็เลยแค่แกล้งๆ โกรธ แล้วพอเธอห้าม ก็เลยได้ทีทำปล่อยผ่านไปไม่ใช่หรือไงล่ะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกน่า”
“เธอไม่รู้ล่ะสิ กับเธอที่เพิ่งจะมารู้จักกันก่อนหน้านี้ไม่นาน ส่วนหัวหน้าฝ่ายน่ะ เป็นลูกชายเลยนะ แล้วท่านจะอยู่ข้างใครล่ะยะ”
นั่นเป็นความจริงอย่างไม่มีผิดเพี้ยนเลย ทำไมฉันถึงรู้เรื่องที่คนอื่นเขารู้กันทั่วไปช้าแบบนี้นะ ความคิดที่ว่าฉันโหยหาความรักมากถึงขนาดนั้นประดังขึ้นมาพร้อมกับความอนาถใจ
พอฉันพูดอะไรไม่ออก ดาฮยอนก็หยุดพูดราวกับรับรู้ถึงจิตใจอันว้าวุ่นของฉัน ฉันจึงพยายามยิ้มพลางพูดขึ้น
“ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันไม่เป็นไรหรอกน่า”
“ก็มันดูเหมือนจะเป็นอะไรยังไงล่ะ”
“ถ้าลองทำให้เขาสบายใจ แล้วรอดู สักวันก็น่าจะมีใจให้ฉันกลับมาบ้างไม่ใช่เหรอ”
“นั่นคือวิธีของเธอเหรอ แล้วระหว่างนั้นเธอก็จะไม่ทำอะไรกับยัยผู้หญิงเจ้าเล่ห์นั่นเลยเนี่ยนะ”
“คู่สามีภรรยาธรรมดาๆ ที่คบหาแล้วแต่งงานกันปกติ พอเวลาผ่านไปก็มักจะมีปัญหาเกิดขึ้นสักอย่างสองอย่างเหมือนกันล่ะน่า สามีที่นอกใจภรรยาตัวเองก็มีอยู่เยอะเลย ไม่ใช่มีแค่ฉันคนเดียวสักหน่อย”
“เธอ…”
ดาฮยอนขมวดคิ้วเหมือนรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างจากคำพูดของฉัน
“ไม่ได้หมายความว่าให้คอยดูสถานการณ์เฉยๆ หรอกใช่ไหม”
“…”
“เธอโง่หรือเปล่าเนี่ย ปัญญาอ่อนหรือเปล่า สองคนนั้นใช้เธอเป็นเกราะกำบังนะ แล้วยังจะมาบอกว่าให้คอยดูพวกนั้นหัวร่อต่อกระซิกอยู่เฉยๆ เนี่ยเหรอ เธอไม่น่าอยู่เฉยๆ ตอนที่คุณแม่สามีของเธอเข้ามายุ่งเลย ไม่ว่ายัยเจ้าเล่ห์จะถูกไล่ออกจากงานหรือครอบครัวจะแตกแยก ก็กำจัดยัยนั่นไปให้ไกลๆ เลย เธอบอกฉันว่าเธอชอบเขาด้วยนี่”
“บอกว่าชอบ…”
ฉันทวนคำพูดของดาฮยอนด้วยปากของตัวเอง
ไม่รู้ทำไมถึงยังมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่ก็เลยพูดทวนว่า ‘ชอบ’ อีกครั้ง ท่าทางของฉันน่าจะประหลาด ดาฮยอนจึงทำหน้าเคร่งเครียด
“อาหารที่สั่งได้แล้วค่ะ”
คงรู้สึกได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดของพวกเรา คุณป้าเลยพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงระมัดระวังพร้อมกับวางทงคัตสึลงตรงหน้าดาฮยอน และข้าวยำเกาหลีตรงหน้าฉัน
“อ๊ะ ขอบคุณนะคะ จะทานให้อร่อยเลยค่ะ”
ฉันยิ้มหวานราวกับที่จมดิ่งอยู่เมื่อครู่นี้เป็นเรื่องโกหกแล้วพยักหน้าขอบคุณคุณป้า จากนั้นก็หยิบมีดกับส้อมออกมาจากกล่องใส่อุปกรณ์แล้วยื่นให้ดาฮยอนพลางพูดชักชวน
“น่าอร่อยดีนะ รีบกินเร็ว”
เริ่มใช้ช้อนตะเกียบคลุกข้าว จนกระทั่งตอนนั้นดาฮยอนก็ยังคงปิดปากเงียบและทำหน้าเครียดอยู่
ฉันกำลังจะใช้ช้อนกับตะเกียบตักข้าวกิน แต่ก็ต้องล้มเลิกแล้วถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ เพราะรู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ดาฮยอนก็เหมือนจะไม่เข้าใจ และถ้าไม่เข้าใจ เธอก็จะไม่กินอะไรเลยสักคำเดียวจนกว่าจะได้รับคำตอบจากฉัน ยังไงก็ปล่อยเพื่อนที่ต้องใช้แรงจากการกินข้าวกลับไปบริษัททั้งที่ท้องว่างไม่ได้อยู่แล้วนี่
“ไม่ได้ชอบขนาดนั้น เขาก็แค่หล่อดี ถ้าเป็นคนนี้ก็น่าจะมีคุณสมบัติความเป็นสามีครบ แค่รู้สึกเหมือนว่าถ้าเป็นการแต่งงานทางการเมือง แล้วได้สามีระดับนี้ก็ถือว่าโชคดีมากเลยล่ะ”
“โกหก รู้ไหมว่าตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอพูดผู้ชายแล้วตัวสั่นระริกระรี้น่ะ”
“ฉันเป็นแบบนั้นเหรอ”
“แบบนั้นเลยล่ะ”
ฉันเลยเว้นช่วงเงียบราวกับหยุดคิดตามคำพูดของดาฮยอนสักพัก ก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดขึ้น
“เหมือนจะไม่ใช่ความรักน่ะสิ ถ้าฉันเป็นแบบนั้นจริงๆ ฉันจะกินข้าวแบบเป็นปกติอยู่ที่นี่ตอนนี้เหรอ ถึงตอนฮันนีมูนไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่ดี”
“…ไม่ได้รักเขาจริงๆ น่ะเหรอ”
“อื้อ เขาจะนอกใจหรือไม่นอกใจ ถ้าฉันไม่รู้เรื่อง มันก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั่นแหละน่า ฉันก็แค่อยากใช้เวลาสงบๆ กับตัวเองเท่านั้นแหละ”
ดวงตาของดาฮยอนผ่อนคลายหลังจากจ้องฉันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถึงได้หยิบส้อมกับมีดขึ้นมาเริ่มหั่นทงคัตสึ
ดาฮยอนจิ้มทงคัตสึหนึ่งชิ้นเข้าปากแล้วเคี้ยว จากนั้นจึงพูดขึ้น
“ยังไงก็เถอะ ฉันน่ะ หงุดหงิดยัยหมาป่าเจ้าเล่ห์กับเพื่อนหมาป่าของยัยนั่นมาก กระหยิ่มยิ้มย่องทำตัวกร่าง รู้ทั้งรู่ว่าฉันเป็นเพื่อนเธอ ก็ยังพูดคุยกันไม่เห็นหัวเลย คุยโม้ไปทั่ว กระทั่งเรื่องล่อลวงสามีเธอให้มานอนค้างนอกบ้าน คราวหน้าฉันต้องฟังข้อมูลการทำผิดศีลธรรมของสามีเพื่อนแบบไลฟ์สดเลยไหม”
ฉันยักไหล่ให้กับท่าทางของดาฮยอนข่มเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“บางทีคงไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกมั้ง”
* * *
คืนวันที่กลับมาบ้านหลังจากไปทักทายถึงบ้านพ่อแม่สามี
คังทงอูรับโทรศัพท์สายที่โทรมาตอนค่ำๆ ก่อนจะหยิบเสื้อมาใส่ ฉันมองท่าทางราวกับกำลังจะออกไปข้างนอกอย่างสงสัยพร้อมกับถามขึ้น
“ไปไหนเหรอคะ”
“…”
แต่แค่ท่าทางของเหมือนกระอักกระอ่วนใจอย่างไม่มีสาเหตุของเขา ฉันก็เหมือนได้ฟังคำตอบแล้ว จะเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณของผู้หญิงก็ได้ จะไปเจอผู้หญิงคนนั้นสินะ…
“มีธุระนิดหน่อยน่ะ”
“ดูเหมือนจะเป็นเรื่องด่วนนะคะ หรือว่าที่บริษัทมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
ฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้แล้วย้อนถาม ส่วนเขาก็ขมวดคิ้วจนหน้ายู่
“ผมต้องรายงานอย่างละเอียด แม้กระทั่งเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”
ฉันกัดริมฝีปากแน่นเพราะคำพูดของเขา บรรยากาศนุ่มนวลก่อนหน้านี้กลายเป็นน้ำแข็งเย็นเยียบปกคลุมภายในใจของฉันอย่างน่าสมเพชทันที
นึกว่าพอพูดความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาแล้วเขาจะยอมรับเรื่องนั้นเสียอีก…
“เปล่าค่ะ”
ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่หัวข้อที่ฉันพอจะถามได้เลยนะคะ ในความคิดของคุณ”
“…”
“ฉันบอกจุดยืนของตัวเองไปแล้วนะคะ ว่าถึงจะไม่ใช่การแต่งงานที่เกิดจากความต้องการ แต่อย่างน้อยก็ต้องให้เกียรติกันบ้าง”
ที่เคยคิดว่าเขายอมรับในตัวฉัน ก็ดูเหมือนฉันจะคิดไปเองคนเดียว กำแพงที่ทับถมกันเป็นชั้นๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พังลงและดำรงอยู่อย่างทนทานในความสัมพันธ์ของพวกเรา
‘ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจคุณเหมือนกัน’
ความคิดร้ายกาจหลั่งไหลออกมา ทว่าระหว่างที่ฉันกำลังเหยียดยิ้มเขาก็พูดขึ้น
“…แต่ผมก็รายงานคุณละเอียดยิบทุกเรื่องไม่ได้เหมือนกันนะ”
น้ำเสียงที่พูดออกมาไม่เต็มเสียงราวกับลังเล ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองตัดสินเกินเหตุ ผู้ชายคนนี้เพียงแค่จับจุดไม่ถูกว่าจะต้องพูดอะไรกับฉันในเวลาเพียงชั่วครู่นั้น
พอฉันมีท่าทีราวกับโกรธเคือง เขาก็เลยสับสนสินะ ความคิดชั่วร้ายที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่นี้ก็สลายหายไปหมด
“ฉันเข้าใจค่ะ”
“ก่อนหน้านั้นเป็นความผิดของผมเอง ขอโทษนะ”
“ฉันเองก็ขอโทษที่โมโหใส่เหมือนกันค่ะ”
“ผมต้องไปแล้ว อาจจะกลับดึก เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอ คุณนอนก่อนได้เลย”
เขาเดินผ่านฉันไปทางประตูบ้าน แต่แล้วกลับหยุดยืนนิ่งเพราะคำหนึ่งคำที่ฉันพูดเสริมอย่างเฉยชา
“ถึงจะดีใจที่ได้เจอกันในช่วงสองสามวันมานี้ แต่ก็อย่าค้างนอกบ้านเลยนะคะ”
“อะไรนะ”
“อย่างน้อยก็ต้องแสดงภาพลักษณ์ที่ดีสักสองสามเดือน ให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจนี่คะ”
รู้สึกเหมือนกำลังชี้นำคู่รักที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะให้คบหากันในทางที่เหมาะสมดีงาม ฉันเลยอดหัวเราะคิกคักออกมาไม่ได้
“คุณพ่อท่านบอกว่าจะคอยจับตาดูนะคะ”
“…”
“อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันจะไม่บอกอะไรคุณพ่อแน่นอนค่ะ”
“รู้แล้วล่ะ”
“ถ้างั้นอย่าทำหน้าเคร่งขรึมได้ไหมคะ เวลาคุณมองฉันด้วยสายตาแบบนั้น ใจฉันเต้นตึกตักด้วยความกลัวทุกทีเลย”
เขาจึงยกมือขึ้นลูบตรงขอบตาตัวเองเพราะคำพูดของฉัน ทำท่าทางเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่
“ถ้าคุณพ่อจับได้ ก็คงสงสัยฉันก่อนเป็นคนแรกเลยสินะคะ”
เขาทำท่าสงสัยกับคำพูดที่ฉันพึมพำขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“หมายถึงคุณนั่นล่ะค่ะ ถ้าคุณพ่อจับได้เรื่องความสัมพันธ์ของพวกคุณสองคน เธอคนนั้นก็น่าจะสงสัยฉันเป็นคนแรกแล้วกระหน่ำต่อว่าแน่ๆ เลยค่ะ”
“ไม่หรอก เพราะตามที่คุณพูดมา คุณก็เป็นผู้เสียหายนี่”
“…แต่คุณก็ยังไม่ยอมพูดว่าเชื่อใจฉันอยู่ดีสินะคะ”
“ผมคิดแค่ว่าในเมื่อยังไม่รู้จักคุณดีพอ ก็มั่นใจไม่ได้หรอก”
“จริงๆ เลย มาบอกว่าคนอื่นไม่มีความน่าเชื่อถือเนี่ย…”
ฉันยิ้มอย่างอ่อนแรงพร้อมกับส่ายหน้าไปมา
“คนที่ทำธุรกิจมีชื่อเสียง จะเป็นคนไม่น่าเชื่อถือได้ด้วยเหรอคะ พอมองจุดนั้นก็น่าไว้ใจออกนี่นา อย่างน้อยก็คงไม่โกหก”
เขาก็หัวเราะออกมาแล้วโต้กลับ
“งานก็คืองาน เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว งานน่ะ แค่เคลื่อนไหวตามการคำนวณกำไรขาดทุนก็ได้แล้ว ผมคิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเป็นพิเศษนะ”
สุดท้ายแล้วอัจฉริยะก็คืออัจฉริยะ จากการพูดออกมาโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว ก็ดูจะเป็นความทะนงตัวเพราะไม่เคยดำเนินงานอะไรผิดพลาดมาก่อนเลย
MANGA DISCUSSION