หลังจากอินฮยอกกลับไปแล้ว ฉันก็ยังอยู่ต่ออีกสองสามวันก่อนจะกลับบ้าน
เพราะมาที่นี่เป็นครั้งแรกนับจากตอนมาดูเรือนหอ ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นแค่บ้านโมเดลไร้ไออุ่นที่สั่งให้คนอื่นเอาเฟอร์นิเจอร์มาเติมตรงนู้นตรงนี้เฉยๆ เท่านั้น
ฉันมองดูรูปแต่งงานที่ถูกแขวนเอาไว้ในห้องนั่งเล่นพลางหัวเราะออกมา ภาพของฉันที่ยิ้มอย่างเยือกเย็นกับเขาที่ยืนทำหน้าไร้อารมณ์ มันช่างน่าขบขันจริงๆ
องค์ประกอบต่างๆ เป็นขั้นตอนเพียงแค่ให้อยู่ในสายตาคนอื่น เมื่อก่อนยิ่งเพิ่มองค์ประกอบพวกนั้นมากเท่าไร ตัวฉันก็รู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขาก็ยิ่งมั่นคงมากเท่านั้น บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่าตัวเองถูกผูกมัดอยู่ก็ได้
ฉันเห็นแก่ตัวจริงๆ นั่นแหละ แม้กระทั่งในสถานการณ์แบบนั้นฉันก็ยังถามเขาว่าทำไมถึงไม่รักฉัน โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่เกิดความรักใคร่ในตัวฉันเลยแม้แต่น้อย
ใช้มือลูบไล้กรอบรูปพร้อมกับคิดว่าควรดึงมันออกดีหรือเปล่า แต่ก็ต้องส่ายหน้า
“ยังไงก็น่าจะไม่สนใจอยู่แล้วล่ะมั้ง”
ครั้งแรกที่เห็นรูป ทงอูทำหน้าอารมณ์ไม่ดี แต่หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตราวกับไม่มีรูปอัดกรอบนี้อยู่ในสายตา ไม่ได้อยู่ในระดับที่ไม่อยากเห็นด้วยซ้ำ เขาไม่ได้สนใจเลยต่างหาก
กลับกลายเป็นว่าถ้ารูปนี้หายไปก็น่าจะได้เห็นปฏิกิริยาตอบรับจากคนอื่นๆ มากกว่า ฉันยังจำภาพผู้ใหญ่ในครอบครัวโมโหได้ติดตาอยู่เลย ถ้าเกิดมาเยี่ยมบ้านแล้วไม่เห็นรูปนี้
ก็นะ… ในฝั่งของพวกเรา ไม่ว่าทงอูจะนอกใจหรือไม่ใส่ใจฉันยังไง ถ้ารักษาสถานภาพชีวิตแต่งงานเอาไว้ได้มันก็จะไม่เป็นปัญหาอะไรทั้งนั้น พวกเขาไม่ได้สนใจฉันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกหิวๆ ฉันเลยลองเปิดตู้เย็นดู คงเพราะเติมของไว้จนเต็มก่อนกลับมาจากฮันนีมูนจึงมีพวกเครื่องเคียงแช่อยู่ด้วย
“มันไม่ใช่เวลากินนี่นา แค่นอนๆ ไปเลยดีกว่าไหมนะ”
หลังจากกังวลว่าน้ำหนักจะไม่ขึ้นเหรอ ฉันก็เอาข้าวสำเร็จรูปที่อยู่อีกด้านของตู้เย็นออกมาเข้าไมโครเวฟ ตามด้วยพวกเครื่องเคียงออกมาวางไว้บนโต๊ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ไม่รู้จะกล้าทำแบบนี้ไหม แต่ถ้าเพื่อลูกแล้ว ฉันคิดว่าอย่างน้อยจากนี้ไปก็ต้องดูแลร่างกายตัวเองให้ดี เพราะหลังจากนี้สารอาหารที่ฉันกินจะกลายเป็นเลือดและเนื้อหนังของลูก
คงเพราะยกกล่องเครื่องเคียงมากินจากในกล่อง พอทิ้งกล่องข้าวสำเร็จรูปแล้วก็เลยไม่มีของจะต้องเก็บอีก ฉันจึงเอาพวกเครื่องเคียงเก็บเข้าตู้เย็นแล้วใช้ผ้าเช็ดโต๊ะกินข้าวอีกหนึ่งรอบก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำอย่างง่ายๆ ยังไงซะในบ้านก็ไม่มีใครอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันจึงออกมาจากห้องน้ำในสภาพพันผ้าเช็ดตัวไว้ผืนเดียว
หลังจากเป่าผมให้แห้งอย่างลวกๆ ก็เปลี่ยนไปใส่ชุดนอนแล้วเอนตัวนอนลงบนเตียง
พอฉันทอดสายตามองเพดานอย่างเหม่อลอย หูก็ได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาดังติ๊กต่อก
คงเพราะเป็นช่วงฮันนีมูนเลยไม่มีสายตาจากพวกผู้ใหญ่มาคอยจับจ้อง สถานการณ์จึงผ่านไปอย่างราบรื่นเสียเฉยๆ แต่จากนี้ไปจะต้องทำยังไงนะ
ความคิดที่ว่าพรุ่งนี้จะต้องเข้าไปทักทายครอบครัววนเวียนไปมาอยู่ในหัว
‘บางทีตอนนี้ก็คงอยู่กับผู้หญิงคนนั้นสินะ’
เมื่อก่อนฉันก็ไม่คิดจะปกปิดหรือคอยหนุนหลังเขา เพราะอย่างนั้นพวกผู้ใหญ่เลยรู้เรื่องราวระหว่างช่วงฮันนีมูนทั้งหมด ครอบครัวก็เลยวุ่นวายมาก
พวกผู้ใหญ่ของบ้านสามีทนไม่ได้และตั้งใจจะส่งผู้หญิงคนนั้นย้ายไปทำงานต่างจังหวัดเป็นการเตือน แต่เธอกลับปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอและทำอะไรไม่ได้นอกจากลาออกจากบริษัทในที่สุด
ยังไม่จบเพียงแค่นั้น ความกดดันเริ่มเข้าสู่ภายในบ้านของเธอจนแทบจะไม่สามารถจ่ายค่าผ่าตัดของคุณแม่ที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลได้ เพราะอย่างนั้นเธอจึงต้องยอมคุกเข่าลงต่อหน้าครอบครัวทางบ้านพ่อแม่สามี
ตอนนั้นฉันพูดว่าอะไรออกไปนะ แล้วฉันก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าผู้หญิงคนนั้นพูดว่าอะไร
แต่สิ่งที่จำได้คือแววตาแสนโชดโชนไม่แผ่วลงเลยแม้แต่น้อยของเธอ ทั้งที่กำลังหมอบกราบยอมรับความพ่ายแพ้อยู่ แววตานั้นจ้องมองมาทางฉันราวกับกำลังต่อว่าฉันและถามว่า ฉันทำอะไรสำเร็จได้ด้วยมือของตัวเองบ้าง
แต่การเกิดมาในครอบครัวแบบนี้ก็ถือเป็นโชคชะตา สิ่งต่างๆ ล้วนถูกหยิบยื่นให้ การใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมกับฐานะก็เป็นหลักการที่ถูกต้อง ฉันเพียงแค่ยิ้มเยาะให้กับการว่ากล่าวและปมด้อยของอีกฝ่ายเท่านั้น
มาถึงตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะรู้สึกผิดหวังกับตัวเองในตอนนั้น แล้วอยากจะรักษาความรักของพวกเขาเอาไว้ ฉันไม่มีความปรารถนาดีหรือความเห็นใจให้เธออยู่แล้ว และไม่มีความสนใจช่วยภาวนาให้เขามีความสุขถึงขนาดนั้นด้วย
ฉันแค่อยากเปลี่ยนตัวเองที่เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไปมาเหมือนถูกบังคับในตอนนั้น และอยากเปลี่ยนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเขาเท่านั้น เพื่อความสุขของฉันและลูกที่แสนสำคัญ ในครั้งนี้ฉันจึงอยากเลือกด้วยตัวเองและตัดสินใจด้วยตัวเองเพียงคนเดียว
แต่สิ่งที่ค้างคาใจก็คือการเลือกของฉันจะไม่ใช่การเลือกของลูก เพราะการเลือกของฉัน ลูกจะไม่มีทั้งพ่อและไม่ได้รับความรักจากพ่อ
‘ในขณะเดียวกัน แม้กระทั่งฉันก็ยังไม่สามารถยอมแพ้ได้’
ฉันรู้ว่าการมีอยู่ของเขาสำหรับลูก มันมีความหมายยิ่งใหญ่มากขนาดไหน
ความรู้สึกเหมือนกำลังมุดลงไปในดินโดยไม่มีที่สิ้นสุดทำให้ฉันดีดตัวขึ้นมาจากเตียง ก่อนจะมองเลิ่กลั่กไปรอบๆ แล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะ
ฉันถือโทรศัพท์แล้วค้นดูตรงรายชื่อ เมื่อเจอชื่อของสามีก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกกลุ้มใจจนต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ และหลังจากนั้นฉันก็กดปุ่มโทรออกทันทีแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
ฉันกัดริมฝีปากด้วยความกระวนกระวายใจอยู่ครู่หนึ่งเท่านั้น ทว่าพอเสียงสัญญาณดังขึ้นแล้วเปลี่ยนไปเป็นเสียงตอบรับอัตโนมัติซ้ำๆ ฉันก็เกิดความดื้อรั้นขึ้นมาทันที
“ไม่รับงั้นเหรอ”
ฉันกดปุ่มโทรออกเป็นครั้งสุดท้ายแล้วรอฟังเสียงสัญญาณ หลังจากนั้นฉันก็กดหน้าจออย่างแรงและเริ่มพิมพ์ข้อความ
[ถ้าไม่รับ ฉันจะติดต่อไปหาคุณแม่ของคุณนะคะ คิดว่ายังไงคะ]
ฉันไม่คิดว่าเขาจะไม่รู้ตัวว่ามีสายเข้าหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถรับโทรศัพท์ได้ ถ้าถามว่าทำไมถึงได้มั่นใจขนาดนี้ ก็ไม่รู้สิ…เรียกว่าเซนส์ของผู้หญิงก็แล้วกัน
ความรู้สึกแย่ที่ว่าตอนนี้เขาอยู่กับผู้หญิงคนนั้น และแม้จะน่าหงุดหงิดแต่พวกเขาก็น่าจะกำลังหัวเราะเยาะกันขณะที่ไม่รับสายฉันด้วย ฉันเลยคิดว่าต้องทำอะไรบางอย่าง
ฉันกอดอกแล้วเอานิ้วเคาะแขนตัวเองระหว่างกะเวลาอย่างติดเป็นนิสัย เมื่อเวลาน่าจะผ่านไปประมาณห้านาทีฉันจึงกดโทรออกอีกครั้ง
ครั้งนี้เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง เขาก็รับสาย
“ทีนี้ถึงได้รับสายสินะคะ”
ฉันยิ้มเยาะแล้วรอเขาพูด
-คิดจะทำอะไร
“อยู่ๆ ก็พูดแบบนั้นแล้วฉันจะเข้าใจได้ยังไงล่ะคะ”
-หมายถึงข้อความที่คุณส่งมาไง
“อ๋อ นั่นน่ะเหรอคะ ฉันเลือกไม่ได้เพราะคุณเมินสายฉันนี่คะ ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ฉันก็ไม่มีเหตุผลต้องส่งข้อความแบบนั้นไปหรอกค่ะ”
-…
“ฉันก็คิดนะคะว่าคุณอาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่รับโทรศัพท์ไม่ได้หรือเปล่า แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ฉันคงแค่กังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้นไปเองเฉยๆ สินะ ไม่มีเรื่องอะไรจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นหน่อยเหรอคะ”
ฉันได้ยินเสียงร้องในลำคอเบาๆ จากอีกฝั่งของโทรศัพท์ แม้จะไม่เห็นแต่ภาพเขากำลังขมวดคิ้วพลางเอามือจับหน้าผากก็ถูกวาดขึ้นมาในหัวอย่างแจ่มชัด
“ก็นะ อุตส่าห์รับสายฉันแบบนี้ก็ช่างมันก็ได้ค่ะ จริงสิ ทำธุระเรียบร้อยดีไหมคะ เห็นบอกว่ามีเรื่องด่วนแล้วก็รีบกลับโซลในคืนแรกเลยนี่นา”
-เรื่องนั้นผมรู้สึก…
“รู้สึกผิดจริงๆ น่ะเหรอคะ”
-คุณอยากพูดเรื่องอะไรกันแน่
“ถ้ารู้สึกผิดจริงๆ ก็ไม่มีทางเงียบ ไม่โทรมาสักสายหรือข้อความสักข้อความแบบนี้หรอกค่ะ”
-ใช่ ผมรู้สึกผิดกับเรื่องนั้น
“ยังไงก็เถอะ จะคืนนี้หรือพรุ่งนี้เช้า ช่วยกลับมาบ้านหน่อยนะคะ”
ไม่ใช่การขอร้องแต่เป็นการบอกให้รู้ เขาคงกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ถึงไม่ได้ตอบอะไรกลับมาสักพัก ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกบังคับให้ยึดติดกับเขา เลยพูดเสริมขึ้นอย่างหงุดหงิด
“ต้องไปทักทายครอบครัวไม่ใช่เหรอคะ แต่ถ้ายุ่งก็ช่างมันค่ะ ฉันไปคนเดียวได้”
-ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เช้าเดี๋ยวผมจะพาไป
“ช่วยส่งข้อความมาบอกก่อนจะมาถึงสักหนึ่งชั่วโมงด้วยนะคะ”
-ได้
พอเขาตอบรับกลับมา ฉันก็พูดว่า ‘ถ้างั้นแค่นี้นะคะ’ แล้วกดวางสายก่อน
จากนั้นก็โยนโทรศัพท์ไปบนเตียงแล้วเอนตัวนอนทับมันอย่างแรง ก่อนจะพลิกตัวสองสามครั้งแล้วหัวเราะออกมาสั้นๆ
บางทีถ้าบอกให้มาเจอด้วยรูปแบบสนทนาแบบที่ผ่านมา ทงอูคงจะเป็นฝ่ายวางสายแล้วพูดคำๆ นั้นแน่ๆ ไม่ว่าฉันจะเหลือเรื่องอยากพูดคุยกับเขาหรือไม่ เขาก็จะไม่ใส่ใจแล้วตัดสายไปก่อนด้วยเหตุผลว่าหมดธุระแล้ว
ตัวฉันเมื่อก่อน ไม่ว่าเมื่อไรก็มักจะถูกขัดขวางคำพูดที่ขึ้นมาจนถึงลำคออยู่แล้วด้วยเสียงสิ้นสุดการสนทนาดังตู๊ดๆ เพราะอย่างนั้นจึงต้องเก็บทุกอย่างไว้ในใจมาตลอด
ดูยังไงก็เป็นการกระทำเด็กน้อย ไม่ใช่การแก้แค้น แต่ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองได้รับอิสระที่ไม่รู้ว่าคืออะไรเหมือนกันจากการได้เป็นฝ่ายตัดสายเขาก่อน
ฉันจะไม่ปล่อยให้อำนาจของผู้นำตกไปอยู่กับเขาอีกเป็นครั้งที่สอง
ให้คำมั่นกับตัวเองแบบนั้นพลางหลับตาลงแล้วผล็อยหลับไป
* * *
“อืม รีบเข้ามาสิจ๊ะ”
ทันทีที่เข้าไปในบ้าน ภรรยาใหม่ของพ่อก็ออกมาต้อนรับพวกเราอย่างยินดี ถึงแม้อีกฝ่ายจะอายุเกินห้าสิบไปแล้วแต่ก็ยังดูเด็กอยู่ เพราะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แถมยังมีความทันสมัยจากบรรยากาศโดยรวมกับการแต่งตัวด้วย
เปรียบเทียบกับการพูดอย่างนุ่มนวลพร้อมกับยิ้มอยู่เสมอแล้ว ท่าทีที่ถูกซ่อนเอาไว้ข้างในก็เหมือนกับมีดที่ถูกลับจนแหลมคม เพราะอย่างนั้นเวลายืนอยู่ข้างหน้าเธอก็จะเหมือนตัวหดลงอยู่เรื่อย
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เธอก็ไม่เคยทำให้ฉันเจ็บปวดใจหรือกดขี่อะไรฉันอย่างรุนแรงเลย
แม่เลี้ยงปฏิบัติกับฉันอย่างไม่มีอะไรเกินกว่าลูกสาวที่เกิดจากภรรยาคนก่อนของสามีตัวเอง เพราะเธอปฏิบัติต่อฉันตามหน้าที่อย่างถึงที่สุด ฉันจึงยอมรับแม่เลี้ยงอย่างเธอเป็นภรรยาใหม่ของพ่อโดยไม่มีความรู้สึกอะไรเป็นพิเศษ
เธอรู้ความจริงว่ามีก่อนจัดงานแต่งงานของฉัน มีผู้หญิงอีกคนอยู่กินกับสามีของฉันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว จึงเรียกฉันมาพูดคุย
“ฟังให้ดีนะ ไม่ว่าฝ่ายชายจะมีผู้หญิงที่รักอยู่หรือไม่ก็ตาม เธอก็ต้องปกป้องตำแหน่งของเธอ การเคลื่อนไหวและนึกถึงความเป็นความตายของบริษัทมากกว่าความรู้สึกของตัวเอง คือการแต่งงานของสังคมชั้นสูง ความรักมันเป็นเพียงการเล่นสนุกชั่วคราวเท่านั้น ในเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในสังคมชั้นสูง ได้รับการศึกษามา ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง เด็กคนนั้นที่จะมาเป็นสามีของเธอก็ต้องรู้ดีอยู่แล้วใช่ไหม”
ดูยังไง แม่เลี้ยงใช้คำพูดเย็นชาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย
“ถึงแม้จะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ไม่เกี่ยวกันนะ สุดท้ายจะรักษาการแต่งงานเอาไว้ได้ไหม ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเธอเอง ฉันจะไม่บอกว่าให้ทิ้งศักดิ์ศรีไปหรอก เพราะถ้าจะมีอะไรที่สำคัญต่อพวกเราก็มีเพียงแค่ความทะนงตัวเรื่องครอบครัวเท่านั้นแหละ ภายนอกยิ้ม แต่ในหัวจะต้องมีความฉลาดแกมโกง ถึงบางครั้งจะมีเส้นที่ห้ามข้ามไปในฐานะมนุษย์ แต่ถ้ามีคนเข้ามาคุกคามตำแหน่งของเธอ เธอก็ต้องรู้วิธีเอาชนะให้ได้ทั้งๆ ที่ยิ้มอย่างสดใส”
ฉันเพียงแค่ยอมรับคำพูดนั้นแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป แม่เลี้ยงมองท่าทางของฉันแล้วถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ
“ถ้าให้ชี้แนะในฐานะผู้หญิงเหมือนกันก็คือ ถ้าตั้งใจจะใช้ชีวิตกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอ ก็อย่าคิดรักผู้ชายคนนั้นเชียว อย่าแม้แต่จะพยายามเพื่อให้ได้รับความรัก ใช้ชีวิตเพียงแค่เพื่อครอบครัวและเพื่อลูกเท่านั้นพอ ถ้าหากมีลูกทีหลัง”
ฉันมองแม่เลี้ยงระหว่างที่เติบโต ทั้งการวางตัวภายนอก รวมถึงวิถีของชีวิตในฐานะผู้หญิงชนชั้นสูง ทุกอย่างฉันเรียนรู้มาจากเธอ
เธออาจจะทำหน้าที่ในฐานะผู้ปกครองฉันด้วยเรื่องนั้นก็เป็นได้
“เข้ามาสิจ๊ะ เข้ามาเลย คุณพ่อกำลังรออยู่พอดี”
แม่เลี้ยงพูดขึ้นกับสามีก่อน จากนั้นถึงหันมาพูดกับฉัน
พอเข้าไปก็เห็นคุณพ่อนั่งรอพวกเราอยู่ตรงโซฟาในห้องนั่งเล่น ท่านลุกขึ้นจากที่เพื่อมาต้อนรับทงอู
“คุณพ่อตา สวัสดีครับ”
“อืม เข้ามาสิ”
พอคุณพ่อนั่งลงตรงที่นั่งสำหรับตำแหน่งที่สูงที่สุด แม่เลี้ยงกับพวกเราก็นั่งลงตามทันที ฉันรู้สึกกระอักกระอ่วนกับสายตาที่จับจ้องมาทางพวกเราเล็กน้อย
ถึงแม้จะเป็นพ่อบังเกิดเกล้า แต่ฉันก็รู้สึกกลัวและไม่สบายใจกับคุณพ่อมากกว่าแม่เลี้ยงเสียอีก เวลาที่สายตาเฉยชาราวกับไม่สนใจคนแบบฉันจ้องมองมา ภายในอกก็มักจะรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก
ในความทรงจำของช่วงเวลาหนึ่งของวัยเด็กมีภาพคุณพ่อผู้ใจดีและอ่อนโยนอยู่ ฉันถูกผูกมัดเข้ากับความทรงจำอันอ่อนโยนนั้นที่มีอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง แล้วใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทำทุกอย่างให้ได้รับการยอมรับจากท่าน คงเพราะอย่างนั้น เวลายืนอยู่ต่อหน้าคุณพ่อ ฉันจะรู้สึกกดดันเหมือนตัวเองได้รับการทดสอบ
“ไปฮันนีมูนมาเรียบร้อยดีไหมล่ะ”
“ครับ เพราะคุณพ่อตาเลยเรียบร้อยดีทุกอย่างเลยครับ”
“พวกเราไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยน่า”
“ท่านยอมมอบลูกสาวคนสวยให้ผม ผมต้องขอบคุณอยู่แล้วครับ”
คุณพ่อหัวเราะเบาๆ ให้กับคำพูดของเขา ส่วนฉันก็พ่นหัวเราะออกจมูกเพราะการพูดโกหกหน้าตาย
MANGA DISCUSSION