“เอกสารหย่าน่ะ”
นี่คือคำแรกของเขาที่พูดขึ้นทันทีที่นั่งลง
ฉันแยกกันอยู่กับสามีตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อน จากนั้นเขาก็กลับมาที่บ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้าหลายชุดกับพวกเอกสารที่ไม่ได้เอาไปด้วยเท่านั้น ซึ่งมันก็แค่ไม่กี่ครั้งในช่วงแรกๆ และหลังเอาของจำเป็นไปครบหมดแล้ว เขาก็ไม่ย่างกรายกลับมาอีกเลย
ตอนแรกฉันเองก็พยายามทำให้ความสัมพันธ์ของเราดีขึ้นแม้จะเพียงนิดเดียวก็ตาม อย่างเช่นการโทรศัพท์หาก่อน หรือเอาเสื้อผ้าไปให้ที่บริษัท
แต่ทุกครั้งที่ทำแบบนั้น สามีของฉันก็จะเลี่ยงไม่ยอมมาเจอกันด้วยการอ้างว่าไม่ว่าง หรือไม่ก็แสดงให้เห็นความไม่เต็มใจโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ เพราะท่าทางแบบนั้นของสามี ไม่นานฉันก็เหนื่อยและเลิกที่จะติดต่อไปหาเพื่อพบหน้าเขา
ขณะที่ได้รับการติดต่อหลังจากไม่ได้คุยกันมานาน สิ่งที่ฉันรู้สึกมากกว่าความดีใจคือการเลิกคาดหวังว่าสุดท้ายทุกอย่างจะเป็นไปตามที่คิด เนื่องจากเตรียมรับมือกับเรื่องนี้มานานมากแล้ว ฉันจึงไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ มันแทบจะกลายเป็นสภาพสิ้นหวังในทุกๆ อย่างแทน
ทันทีที่เข้ามาในบริเวณเลานจ์ของโรงแรม มองแวบเดียวก็หาเขาเจอ เพราะสามีของฉันเป็นผู้ชายที่โดดเด่นจนมองเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางคนมากมาย
ครั้งหนึ่งฉันเคยวาดฝันว่าเขาที่ผู้หญิงทุกคนต่างต้องเหลียวมองกันสักครั้งจะกลายเป็นสามีของฉัน ฉันอยากให้เขามองฉันพร้อมกระซิบบอกรักแล้วปกป้องกันด้วยอ้อมแขนอันแข็งแกร่ง
ทันทีที่เห็นอีกฝ่าย หัวใจที่เคยสงบนิ่งกลับเต้นรัวเร็ว แต่คำพูดที่เขาพูดขึ้นในเวลาต่อมาก็ทำให้ความร้อนรุ่มที่พลุ่งพล่านสงบลงอย่างเย็นเฉียบในชั่วพริบตา และขณะนั้นเองฉันถึงรับรู้ว่าจนถึงตอนนี้ตัวเองก็ยังคงคาดหวังให้เขากลับมา
บ้าชะมัด นี่ยังโดนน้อยไปหรือไงกัน โดนกระทำมามากขนาดนี้ก็น่าจะเลิกหวังได้แล้วสิ
“หย่ากันน่าจะดีกว่า”
“…นั่นคือคำแรก ทันทีที่เจอหน้ากันเหรอคะ”
“อย่าคิดจะปฏิเสธเลย ขืนใช้ชีวิตแต่งงานไร้ค่าแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”
“ก็คงจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะ ยังไงโปรเจกต์ที่เริ่มดำเนินการพร้อมกับการแต่งงานก็ประสบความสำเร็จแล้ว ตอนนี้ถึงจะหย่ากันก็ไม่มีอะไรเสียหายกับตำแหน่งที่บริษัทใช่ไหมล่ะคะ”
แม้จะดูประชดประชันแต่ก็ไม่เห็นสีหน้าสับสนใดๆ จากเขาเลย
“ผมรู้สึกผิดกับคุณอยู่เหมือนกัน แต่มันก็ไม่ใช่การแต่งงานที่จัดขึ้นเพราะความต้องการของคุณกับผมอยู่แล้วนี่ อย่างน้อยถึงจะได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่หยุดซะตอนนี้ก็ถูกแล้ว คุณเองก็ยังเด็กเกินกว่าจะมายึดติดอยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้รักตัวเองแล้วเสียเวลาไปแบบเปล่าประโยชน์นะ ส่วนเงินปลอบขวัญผมจะจัดการให้ตามที่คุณต้องการ”
“อย่าพูดอะไรที่บอกว่าทำเพื่อฉันเลยค่ะ ฉันรู้ทุกอย่างหมดแล้ว”
“…”
“เพราะผู้หญิงคนนั้นสินะคะ”
หญิงสาวที่เข้ามาในหัวใจของเขาตั้งแต่ก่อนเแต่งงาน ฉันรู้ว่าทั้งสองคนเริ่มไปมาหาสู่กันอีกครั้งหลังความสัมพันธ์ของพวกเขาต้องขาดสะบั้นลงเพราะแต่งงานกับฉัน รวมถึงเรื่องที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับผู้หญิงคนนั้นหลังจากแยกกันอยู่กับฉันด้วย เป็นความสัมพันธ์ที่คงตัดให้ขาดไม่ได้ง่ายๆ จริงๆ
“พูดเผื่อไว้นะ แต่จะดีเหมือนกันถ้าคุณไม่คิดจะไปหาผมอีก”
“ฉันไม่มีความคิดแบบนั้นเลยค่ะ”
เหตุผลที่เลิกทำหน้าตายแล้วยอมเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา เพราะผู้หญิงคนนั้นงั้นเหรอ ช่างโหดร้ายจริงๆ เลยนะ
คนที่แข็งกระด้างและเย็นชาถึงขนาดนั้นตอนอยู่ข้างๆ ฉัน เวลาอยู่ข้างคนรักตัวเองคงจะแตกต่างกันสินะ เขาจะทำหน้าแบบไหน จะยิ้มอย่างใส่ใจและปฏิบัติต่อเธออย่างอ่อนโยนหรือเปล่า
ถ้าเขาแสดงท่าทีใจดีกับฉันสักนิดให้สมเป็นครั้งสุดท้ายก็คงจะดี
“ให้ฉันเป็นภรรยาแค่ฉากหน้า แล้วคุณก็ไปอยู่กับเธอเหมือนที่ทำมาตลอดจนถึงตอนนี้ก็ได้นี่คะ ทำไมตอนนี้ถึงได้มาพูดแบบนี้ล่ะ”
“…เธอท้อง”
หัวใจของฉันร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม พอเริ่มได้ยินเสียงแก้วชากระทบกันเพราะมือที่สั่นระริก สายตาของเขาก็เบนมาที่มือฉันทันที
“งั้นเหรอคะ นั่นเป็นความพ่ายแพ้ที่ฉันสู้ไม่ได้จริงๆ เลย”
สุดท้ายคนในครอบครัวทั้งหลายที่หนึ่งอาทิตย์มาหากันสองสามครั้งพร้อมเกลี้ยกล่อมและบีบบังคับให้ฉันตั้งครรภ์ก็คงต้องยอมรับหลังจากคัดค้านในตอนแรก
ฉันพยายามแกล้งทำเป็นนิ่งเฉยก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
“ดีค่ะ หย่ากันเถอะค่ะ ขืนทนไปมากกว่านี้คงมีแค่ฉันคนเดียวที่กลายเป็นคนบ้า เอกสารนี่ฉันส่งไปที่บริษัทหลังจากกรอกเสร็จก็ได้ใช่ไหมคะ”
พูดเสร็จก็ลุกจากเก้าอี้แล้วหยิบซองเอกสารมาถือไว้ จากนั้นก็ก้มมองเขาแล้วพูด
“อ้อใช่ ไม่ว่าจะคิดยังไง แต่ดูเหมือนคุณน่าจะต้องรู้เรื่องนี้นะคะ”
ฉันเอารูปภาพใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสตางค์ก่อนจะยื่นให้เขา
เงาเป็นคลื่นๆ สีขาวบนพื้นหลังสีดำ ฉันสบตากับดวงตาตื่นตระหนกของคนตรงหน้าเพราะรูปอัลตร้าซาวด์
“ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ เพราะเด็กคนนี้ไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว ถ้ายังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็น่าจะสักสามขวบแล้วล่ะค่ะ ฉันไม่รู้เพศของเด็กที่จะเกิดมา แต่ยังไงเด็กคนนี้ก็เป็นพี่ชาย เพราะเขาเป็นผู้ชายค่ะ”
“เมื่อไหร่…”
“สามปีก่อน ตอนนั้นคุณทิ้งฉันไปไล่ตามผู้หญิงคนนั้น คุณเลือกความรักมากกว่าลูกของคุณเอง ฉันจะพูดว่ายินด้วยแล้วกันค่ะ กับความรักที่ฝืนทนกับทุกสิ่งทุกอย่างจนสมปรารถนาจนได้”
“…”
“ถึงจะพูดว่าขอให้มีความสุขเต็มปากไม่ได้ก็เถอะ”
หลังจากนั้นฉันก็เดินออกมาโดยไม่แม้แต่จะหันไปกลับมอง
* * *
ฉันขึ้นมานั่งบนรถแล้วตั้งใจจะเสียบกุญแจเพื่อสตาร์ทเครื่อง แต่มือของฉันสั่นจนเสียบมันไม่เข้า สุดท้ายฉันก็ล้มเลิกการสตาร์ทรถแล้วใช้มืออีกข้างจับมือข้างที่สั่น ถึงอย่างนั้นใจมันก็ไม่ยอมสงบลงเลย ฉันฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย
‘อย่าร้องไห้ อย่าร้อง ลียอนจิน’
ถ้าร้องไห้ ตัวเองก็จะกระจอกมากขึ้นเท่านั้น ฉันพูดซ้ำๆ กับตัวเองพลางกัดริมฝีปากแน่นกล้ำกลืนน้ำตาลงไป
ก่อนจะเอามือไปวางไว้บนหน้าท้องอย่างเหม่อลอย
ลูกของฉันเคยอยู่ในนี้ ลูกที่ยังไม่ทันได้เกิดมาบนโลก แต่กลับต้องจากไปโดยที่ยังไม่เคยเห็นหน้า อีกทั้งยังบอกให้คนอื่นรู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ฉันเปิดเผยการมีอยู่ของลูกออกไปด้วยอารมณ์
ฉันฝังเรื่องนี้เก็บเอาไว้ภายในใจอย่างมิดชิดเพราะกลัวว่าจะเป็นการฆ่าลูกครั้งสอง ถ้ามันเปิดเผยออกไป ฉันอยากให้มันเป็นความลับไปจนกว่าจะตาย ลูกของฉันจะได้ไม่ถูกทำลายการพักผ่อนจากการซุบซิบนินทาของคนอื่น
ทว่าเมื่อได้ยินว่าเธอคนนั้นท้อง ความรู้สึกของฉันมันกลับนำไปก่อนความคิด
เด็กที่ควรจะต้องเกิดมารับคำอวยพรจากเขา เด็กที่ควรจะต้องมีผู้ชายที่ดีที่สุดเป็นพ่อแล้วเติบโตขึ้นภายใต้การปกป้องดูแลของเขา เด็กคนนั้นควรจะเป็นลูกของฉัน ไม่ใช่เด็กในท้องของผู้หญิงคนนั้น
พวกเขาพรากตำแหน่งของฉันไปยังไม่พอ ยังพรากกระทั่งตำแหน่งของลูกฉันไปอีก ไม่ว่ายังไงฉันไม่สามารถให้อภัยได้
บางทีเขาอาจจะเก็บความจริงที่ฉันเปิดเผยไว้ในใจก็ได้ อาจจะเก็บมันเป็นความลับไปตลอดชีวิตเพื่อไม่ให้ผู้หญิงที่เขารักต้องเจ็บปวด
แต่เพียงเท่านั้นก็ดีแล้ว ทุกครั้งที่เห็นลูกของเธอโตขึ้น เขาก็จะต้องนึกถึงลูกของฉัน ขณะที่เด็กคนนั้นมีความสุขแล้วหัวเราะ เขาจะต้องนึกถึงการตายของลูกของฉันแน่ๆ
“ลูก แม่ไม่เคยคิดจะใช้ลูกเพื่อแก้แค้นเลยนะ ถ้าแม่บอกว่า แม่แค่ขอความรักที่จะไปหาเด็กคนนั้นกลับมาหาลูกสักนิดหนึ่งบ้างเท่านั้น ลูกจะเชื่อไหม ฮึๆ”
ฉันเอนร่างกายส่วนบนไปด้านหลังทิ้งตัวพิงกับเบาะพลางหัวเราะอย่างเศร้าสร้อย
อยู่ในสภาพนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ถึงได้เห็นภาพเขาเดินเข้ามาในลานจอดรถอยู่ไกลลิบๆ มือหยุดสั่นระริกตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ฉันถึงเสียบกุญแจรถแล้วสตาร์ทเครื่องได้
ด้วยตำแหน่งที่พวกเราอยู่ ฉันจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องขับรถผ่านหน้าเขาไปเท่านั้น เขาจึงมองเห็นฉันในไม่ช้า ฉันมองเขาทำท่าทางสับสนราวกับตกใจแล้วขับผ่านด้วยสีหน้านิ่งเฉยให้ได้มากที่สุด
ฉันมองดูใบหน้าของเขาแวบหนึ่งผ่านกระจกมองหลังเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะขับออกมาจากลานจอดรถ
* * *
ร่างกายหนักอึ้งแล้วค่อยๆ อ่อนแรง
ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะกระดิกนิ้วสักนิ้ว ในหัวก็เบลอไปหมด ฉันจึงคิดอะไรไม่ได้เลย เป็นความรู้สึกแปลกๆ เหมือนถูกปิดกั้นอยู่ในพื้นที่นึง
จะอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหนนะ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่วิ่งไปทางนู้นทีทางนี้ทีปลุกสติของฉันที่สงบอยู่ ได้ยินเสียงหัวเราะเหมือนลูกแก้วใสสะอาดกลิ้งอยู่ปะปนด้วย
มีเด็กที่ไหนอยู่แถวนี้เหรอ ฉันยกยิ้มบางๆ ขึ้นมาบนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัวเพราะเสียงหัวเราะที่ทำให้อารมณ์ดีขึ้นเพียงแค่ได้ยิน
‘มีอะไรสนุกถึงขนาดนั้นเลยหรือไงนะ’
ปกติแล้วฉันไม่ชอบอะไรที่วุ่นวายและเสียงดัง แต่การฟังเสียงบริสุทธิ์ของเด็กน้อยแบบนี้มากขึ้นอีกสักหน่อยก็เหมือนจะไม่ได้แย่อะไร
‘เดี๋ยวก่อน เด็กเหรอ’
ฉันลุกพรวดจากที่ทันทีเพราะความสงสัยที่แวบขึ้นมากะทันหัน
ก่อนจะหันหน้าไปทางนู้นทีทางนี้ทีเพื่อสังเกตรอบตัว แต่ก็เห็นเพียงความมืดมิดโดยที่ไม่มีแสงไฟแม้แต่ดวงเดียวด้วยซ้ำ แต่ฉันได้ยินเสียงหัวเราะลั่นอีกครั้งจึงพยายามคิดว่าที่นี่คือที่ไหน
แปลกจริงๆ ที่ภายในความมืดมิดที่มองอะไรไม่เห็นสักอย่าง กลับเห็นถาพของเด็กคนหนึ่งอย่างชัดเจน
เด็กตัวเล็กๆ ที่ดูน่าจะอายุประมาณสองขวบ ถึงจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก แต่ฉันก็ไม่สามารถละสายตาไปจากเด็กคนนั้นได้
เด็กน้อยหันมามองฉัน เราสบตากัน ก่อนจะน้อยๆ ให้ฉัน
เหมือนถูกอะไรบางอย่างหลอก ความรู้สึกที่เพียงแค่มองก็เบลอไปหมดพร้อมกับหัวใจที่เต้นอย่างรัว เด็กคนนั้นเป็นใครกันแน่…
เด็กน้อยกางแขนทั้งสองข้างออกพลางวิ่งเข้ามาหาฉัน เพราะรู้สึกกระวนกระวานกลัวว่าเขาอาจจะล้ม ฉันจึงทำตัวไม่ถูก จากนั้นฉันก็โอบกอดเด็กน้อยที่มุดหัวลงมาตรงเอวเอาไว้ในอ้อมแขน
ทว่าในขณะเดียวกันเขาก็หายไป ไม่สิ ไม่ได้หายไปไหน
ตึกตัก
ฉันได้ยินเสียงหัวใจอีกดวงหนึ่งเต้นจากในท้องของฉันพร้อมกับไอร้อน
เด็กคนนั้น เด็กคนเมื่อครู่นี้อยู่ในท้องของฉัน เป็นสถานการณ์ที่ไม่ใช่ความจริง แต่ฉันก็เข้าใจสถานการณ์ประหลาดนี้ได้ด้วยหัวใจ
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
‘รู้สึกดีจัง’
ฉันคู้ตัวแล้วหลับตาลงราวกับเด็กทารกในท้องเพราะความสบายกายสบายใจที่แพร่กระจายอย่างบางเบา บวกกับความรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างที่เคยว่างเปล่าถูกเติมเต็มขึ้นมา ความรู้สึกคล้ายกับเวลาอยู่ในน้ำคร่ำอุ่นๆ เลย
ร่างกายของฉันค่อยๆ สงบลง
สงบลงอย่างช้าๆ แต่แล้วอะไรบางอย่างก็ค่อยๆ เข้ามากดร่างของฉันเอาไว้
‘อึดอัด!’
ความกดดันอันหนักหน่วงจนหายใจไม่ออกทำให้ฉันเริ่มคลายมือกับเท้าที่ขดเข้าหากันแล้วดิ้นไปมา แขนกับขาเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าตรงข้ามกับที่ใจต้องการ ก่อนจะคิดขึ้นมาได้ว่าเหมือนถูกกดด้วยแรงดันน้ำในท้องทะเลลึก
จะยังไงก็ได้แต่ฉันอยากสูดอากาศสดชื่นเข้าลึกๆ ให้เต็มปอด ถ้าได้สูดอากาศเข้าไปอย่างเต็มที่แล้วพ่นออกมาให้แรงๆ ลมหายใจที่ติดขัดก็จะกลับมาโล่งสบาย
ฮึบบบ
ฉันจึงเริ่มเก็บอากาศเข้าไปให้เต็มปอดถึงแม้จะเชื่องช้าก็ตาม
และแล้ว…
* * *
MANGA DISCUSSION