สำนักงานใหญ่เพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉิน ได้ถูกก่อตั้งอยู่ภายในชั้นสามของอาคารที่ถูกเรียกว่า สมาคมผู้ปราบมารสาขาโตเกียวตอนใต้
ช่วงเที่ยงของวันถัดมา หลังจากที่ถูกคาเอเดะเรียกตัวให้มาหาโดยตรง
ฉันก็ได้เดินทางมาอยู่หน้าอาคารดังกล่าวนั่นด้วยกันกับโซยะ และคาราสึมะที่เป็นเพื่อนร่วมทีมหรอกนะ……
“ นี่ฟุรุยะคุง…… ”
โซยะทำปากจู๋อย่างไม่พอใจ แล้วจึงมองต่ำลงไปยังผ้าสีดำสนิทที่อยู่ภายในกำมือ
“ ถ้าไม่ปิดตาด้วยเจ้านี่ จะเข้าร่วมประชุมหารือแผนรับมือไม่ได้จริงๆน่ะเหรอ? ”
“ เธอก็สอบถามกับคุณเจ้าหน้าที่ของสาขาตอนใต้ไปแล้วไม่ใช่เรอะ? เนี่ยแหละคือเค้ายอมผ่อนปรนอะลุ้มอล่วยให้ที่สุดแล้ว ”
การปฎิบัติหน้าที่ไล่ผีของพวกเราที่ศึกษาอยู่ภายในโรงเรียนปราบมารนั้น มีพื้นฐานคือต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมไง
เพราะแบบนี้พวกโซยะที่ตัวติดกับฉันที่โดนคาเอเดะระบุชื่อ ก็เลยต้องเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับเหตุการณ์คราวนี้ตามไปด้วยอะนะ แต่เผอิญมันมีปัญหาข้อนึงอยู่ตรงนี้พอดีไง
โซยะที่ถือครองเนตรมารฝันนั้นนอกจากจะถูกแบนจากสำนักงานใหญ่สมาคมผู้ปราบมารแล้วไม่พอ ยังจะถูกบังคับห้ามไม่ให้ย่างกรายเข้าไปในหน่วยงานสาขาที่เกี่ยวข้องทั้งมวลด้วยอีกต่างหาก
หนำซ้ำ เพราะเห็นว่าจำเป็นต้องเอาใจใส่เหล่าผู้ปราบมารที่เข้าร่วมในการประชุมด้วย เขาก็เลยสั่งกำชับว่าให้มัดผ้าปิดตาแล้วจึงจะอนุมัติให้เข้าประชุมได้แน่ะ
“ งู้…… อื้มแต่ให้ว่าแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ระดับที่ตามจริงเค้าคงไม่ยอมให้ทีมระดับใบอนุญาตชั่วคราวเข้าร่วมด้วยเลยนี่นะ ถ้าเพื่อเป็นใหญ่เป็นโตแล้วแค่นี้จะยอมอดทนหน่อยก็ได้หรอก…… ”
“ หึฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! หากจะให้มัดแล้วละก็เชื่อมือได้เลย! แฮ่ก……แฮ่ก……ได้กำไรเต็มๆเลยไม่ใช่หรือไร…… ”
คาราสึมะอ้อมไปข้างหลังของโซยะที่ยังคงไม่พอใจมายันตอนนี้ ก่อนจะมัดผ้าสีดำด้วยท่าทางขึ้นสุดขีด
“ ……อุหวา นี่มันน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เป็นร้อยเท่าเลยนะ!? ไม่รู้ว่าทิศไหนเป็นทิศไหนเลยด้วยซ้ำอะ! ”
โซยะที่ถูกปิดตา พลันยืดแขนสองข้างออกไปข้างหน้าแล้วแตกตื่นลนลานยกใหญ่
“ ฮื่ม ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้นะ! ฉันจะใช้เจ้าสิ่งนี้เป็นตัวบ่งบอกทิศทางที่สมควรต้องมุ่งไปให้เองก็แล้วกัน! ”
ว่าแล้ว ไอ้เจ้าคาราสึมะก็เริ่มจะเอาปลอกคอที่หยิบออกมาจากไหนไม่รู้ติดเข้ากับตัวโซยะโดยพลัน
“ หยุดเลยว้อยไอ้เบื๊อกนี่! ”
ปิดตาแล้วยังจะมีปลอกคออีกนี่ มันเป็นเพลย์โรคจิตชัดๆแล้วไม่ใช่เรอะ!
“ โธ่~! แบบนี้จะเดินดีๆก็ทำไม่ได้ด้วยซ้ำนะ เหมือนกับถูกเขาปฎิเสธไม่ให้เข้าประชุมแบบอ้อมๆเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย! ”
โซยะร้องงอแงไปพลางพยายามจะกระชากดึงผ้าปิดตาออก ปัดโธ่ว้อย ช่วยไม่ได้แฮะ
“ เอ้า ทำแบบนี้ซะก็เรียบร้อยแล้ว ”
“ ฟุเอ๊!? ”
“ เอ้ย อย่าทำเสียงพิลึกๆสิเฮ้ย…… ”
ฉันกุมมืออันหนุบนิ่มนิ่มของโซยะ แล้วจึงดึงขึ้นมาให้จับไหล่ของฉันไว้จากข้างหลัง
“ เท่านี้ก็ไม่น่ากลัวแล้วใช่มั้ยล่ะ ถ้าเจอพื้นยกระดับเดี๋ยวจะบอกให้ ”
“ ……อะ อือ ถ้าแบบนี้ละก็พอไหว……ละมั้งนะ ”
พอทำแบบนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรเหลือให้ต้องหงุดหงิดละมั้ง
โซยะจึงนิ่งสงบเสงี่ยมลงไปในทันตา และพวกเราก็พาตัวคุณเธอมุ่งหน้าเข้าไปยังสำนักงานใหญ่รับมือกัน
……แต่ว่าก็ว่าเหอะ
ไม่รู้ว่าเป็นคนอุณหภูมิร่างกายสูงรึไง ฝ่ามือของโซยะที่จับไหล่ของฉันอยู่มันเลยร้อนรุ่มพิกล
กลับกันกับโซยะที่สงบเสงี่ยม คราวนี้ถึงตาฉันเป็นฝ่ายรู้สึกกระวนกระวายอยู่ไม่สุขขึ้นมาเองซะอย่างงั้น
เอ้อก็มีเรื่องแบบนู้นแบบนี้บ้าง แต่พวกเราก็ก้าวเข้ามาภายในห้องประชุมชั้น 3 ที่เป็นสำนักงานใหญ่เพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้ซะที
ห้องประชุมอันแสนกว้างขวางนั่นมีเก้าอี้พับถูกตั้งเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และที่นั่งเหล่านั้นก็มีคนนั่งเต็มกันเกือบหมดแล้วด้วย เท่าที่มองดูแบบเร็วๆ เหมือนว่าจะมีปริมาณชายหญิงราว 50-50 ได้เลยนะนั่น
(โครตตึงเครียดสุดๆเลยแฮะ……เห็นเค้าว่ามีมืออาชีพถูกเรียกมารวมตัวกันตั้งกว่า 400 คนเลยด้วย เอ้อแต่ถ้าคำนึงถึงความร้ายแรงของสถานการณ์แล้วก็สมควรแหละ)
เด็กนักเรียนระดับใบอนุญาตชั่วคราวอย่างเรานี่คือไม่เข้าพวกอย่างสมบูรณ์เลยแฮะ…แม้จะรู้สึกประหม่าอยู่แบบนั้น แต่ฉันก็กวาดตามองหาที่นั่งที่ยังว่าง
“ เฮ้ยๆ ที่อยู่ตรงนั้นนี่อย่าบอกนะว่า ”
“ เหวย!? ทะ ทำไมเด็กนักเรียนคนนั้นถึงมาอยู่ที่นี่…… ”
เป็นตรงนี้เอง ที่สัมผัสได้ถึงแววตาซึ่งกำลังเฝ้าจ้องมองดูพวกเราอยู่อย่างแปลกๆ
แววตายิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงซุบซิบก็ค่อยๆทวียกระดับขึ้นมากลายเป็นเสียงดังเซ็งแซ่
(สมกับที่ถูกแบนห้ามเข้าจริงๆแฮะยัยโซยะ ขนาดมัดผ้าปิดตาไว้แล้ว คนก็ยังจะหวาดระแวงกันสุดขั้วเลยอีกนะนั่น)
ยังคงน่าเวทนาเหมือนเคยเลย……เป็นในจังหวะที่ฉันรู้สึกสงสารแม้จะไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรอยู่นั่นเอง ที่มีเสียงซุบซิบส่วนนึงลอยทะลุเข้ามาในหู
“ เจ้านั่น มันคือไอ้ตัวสุดอันตรายที่ทำคนหลักหลายร้อยน้ำแตกแหลกกระจายกลางที่สาธารณะในเหตุการณ์กลายเป็นโลลิค่อนนั่นนี่นา…… ”
“ นั่นน่ะเหรอผู้ปราบมารสุดโรคจิตอันเป็นที่เลื่องลือ…… ”
“ ไม่ใช่แค่นั้นนะ……เขายังพูดกันว่ามันช่วยตัวเองอัดหน้าไคอิ สเกล 5 อีกด้วย แถมพอเสร็จปุ๊บก็พาวเวอร์อัพขึ้นมาเลยอีกต่างหากล่ะ ”
“ ศาสตร์วิชาแบบไหนกันฟะนั่น……ต่อให้อ้างว่าเป็นความสามารถที่เป็นผลมาจากไคอิตกค้าง แต่มันก็เมากาวสติไม่สมประกอบสุดๆเลยนะ…… ”
อ้าวเฮ้ย!? นี่หรือว่า ที่เค้าพูดๆกันส่วนใหญ่นี่เป็นเรื่องฉาวโฉ่ของฉันทั้งนั้นต่างหากเรอะ!?
ดะ เดี๋ยวก่อนดิเฮ้ย! ไม่ใช่นะ! เออไอ้ที่ว่าฉันบีบบังคับจับให้คนคนหลักร้อยน้ำแตกไหลซ่าน กับที่โชว์ช่วยตัวเองอัดหน้าศัตรูนั่นมันก็เป็นเรื่องจริงไม่ติงนังเลยหรอก แต่มันมีเรื่องราวความเป็นมาให้จำเป็นต้องทำแบบนั้นไงว้อย! อาจจะงงไม่เข้าใจว่าฉันพูดอะไรกันก็จริงแต่เอาเป็นว่าฉันไม่ใช่พวกโรคจิตนะเฟ้ย! ที่สติไม่สมประกอบน่ะมีแค่คาราสึมะคนเดียวเท่านั้นแหละเว้ย!
——ก็อยากจะแผดเสียงร้องกู่ก้องชี้แจงไปแบบนั้นหรอก แต่ต่อให้คิดยังไงก็คงถูกเห็นเป็นได้แค่ข้ออ้างตื้นๆของพวกโรคจิตอยู่ดี ฉันจึงเลือกที่จะนิ่งอดทน กวาดตาหาที่นั่งซึ่งยังว่างอยู่ไปแบบเงียบเชียบแทน
“ อุ!? แย่แล้ว……ตูดที่คันยิกมาตลอดตั้งแต่ที่โดนเจ้านั่นจิ้มจึ๊กเข้าให้มัน……พอเห็นหน้าของเจ้านั่นเข้าแล้ว มันก็ยกระดับความร้อนจี๋ทวีความรุนแรงหยั่งกับเป็นเขตร้อนชื้นขึ้นมาเลย……แปลกแล้ว……ฉันไม่ใช่เกย์ซะหน่อยแท้ๆ…… ”
“ ถ้าขอเด็กคนนั้น เขาจะจิ้มให้อีกรอบนึงมั้ยนะ……? ”
“ เดี๋ยวเถอะพวกนายตั้งสติให้มันดีๆหน่อยสิ! ……ขุ่ก ไอ้เจ้าเด็กนักเรียนโรคจิตนั่นทำกันได้…ถึงจะโดนเปลี่ยนกลายเป็นโลลิค่อนไปก็เถอะ แต่บังอาจใช้ศาสตร์สุดทะเล้นแสนพิเรนทร์แบบนั้นใส่เพื่อนร่วมงานของฉันได้……! ”
เหมือนว่าจะมีพวกมืออาชีพที่โดนฉันจิ้มน้ำแตกในเหตุการณ์โลลิค่อนสเลเยอร์ เข้าร่วมในแผนการรอบนี้อยู่พอประมาณเลยด้วยเหมือนกันแฮะ สัมผัสถึงแววตาอันร้อนรุ่มรุนแรงในหลายๆความหมายให้ทั่วไปหมดเลยเชียวเอ็ง ขนลุกซู่แล้วเนี่ยเฮ้ย
ไม่ใช่นะ……ฉันแค่พยายามสุดตัวเต็มที่เพื่อหาทางคลี่คลายเหตุการณ์ให้ได้เท่านั้นเอง……ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากเทคโนเบรคเกอร์ (ไล่ผีโดยทำให้ถึงจุดสุดยอด) จริงๆนะ……
“ เดี๋ยวเถอะฟุรุยะ ฮารุฮิสะ! ชักช้าชะมัดเลยนายเนี่ย! เอ้าตรงนี้ จองที่นั่งไว้ให้แล้วตรงนี้! ”
พอสภาพจิตถูกผลาญวูบๆในระดับเดียวกับคราวการพิจารณาคดีแท่นตัดคอประหารอยู่ ก็พลันเห็นคนที่คุ้นหน้าอยู่ภายในห้องประชุม
ซากุระน่ะเอง
กำลังคิดอยู่เลยว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปมีหวังอ้างว้างไปไม่เป็นจนนั่งลงตรงไหนไม่ได้ซักที่แหง แต่เห็นแบบนี้แล้วก็เข้าที ชิงเข้าไปนั่งฟุ่บลงเคียงข้างยัยนั่นโดยพลัน
โซยะและคาราสึมะก็นั่งลงกับที่ตามฉันไปด้วยเช่นกัน
“ แม่หนูมิซากินั่งอยู่เหนือเก้าอี้ในสภาพมัดผ้าปิดตา……หากเป็นในช่วงจังหวะนี้ ต่อให้แอบส่องมองใต้กระโปรงแต่ก็คงจะไม่ถูกจับได้หรอกหรือเปล่า ”
“ ขอร้องแหละว่ะเอ็งช่วยสงบเสงี่ยมเจียมตัวทีเหอะนะคาราสึมะ ให้กราบเลยก็ได้ นะ? ”
ถ้าโดนคนเค้าพูดนินทาเสียๆหายๆไปมากกว่านี้ตับฉันทนไม่ได้แน่ไง นะ?
ฉันพูดคุมเชิงไอ้เจ้าคาราสึมะที่ยุกยิกน้ำเดินอยู่ไม่สุขไปพลาง หันมองไปข้างหน้าอย่างซีเรียส กะจะแสดงท่วงท่าจริงใจจริงจังกับการงานเพื่อลดเสียงนินทาว่าร้ายให้ได้ซักนิดนึงก็ยังดีไง เป็นการต่อต้านที่สุดแสนจะตื้นเขินของแท้เลยเนอะ
ทิศเบื้องหน้ามีคอมพิวเตอร์ถูกวางตั้งเอาไว้ โดยที่หน้าเดสทอปนั่นกำลังถูกฉายขึ้นมายังจอโปรเจคเตอร์
และที่เหนือความคาดคิดก็คือ ผู้ที่ยืนอยู่ขนาบข้างซ้ายขวาของคอมพิวเตอร์นั่น ก็คือทั้งสองคนที่ฉันรู้จักดีเลย
“ ถึงเวลาแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นก็จะขอเริ่มอธิบายภาพรวมของเหตุการณ์เลยก็แล้วกัน ”
ที่กล่าวเช่นนั้นพร้อมหยิบไมค์ขึ้นมาถือ ก็คือชายใส่แว่นช่วงวัยกลางคนที่เหมือนเป็นอวตาลตัวแทนของความจริงจังเข้มงวด
ทาทาราบะซึ่งรับหน้าที่เป็นโฆษกในการพิจารณาคดีแท่นตัดคอประหาร ที่พยายามจะดันให้ฉันซึ่งมีไล่ผีโดยทำให้ถึงจุดสุดยอดถูกกักขังจองจำให้ได้ เมื่อวันก่อนหน้านั่นเอง
มันเป็นคนที่สังกัดอยู่ในกรมตรวจสอบ—อันเป็นองค์กรชำระล้างของสมาคมผู้ปราบมาร—เช่นเดียวกันกับซากุระแน่ะ
[น่าจะมีการชี้แจงให้รู้ล่วงหน้าไปแล้วก็จริง แต่ระดับสเกลที่คาดการณ์อย่างน้อยที่สุดก็คือ 6 …แถมยังเป็นไคอิประเภทก่อสร้างพื้นที่ต่างมิติอันสุดจะน่าปวดหัวอีกต่างหาก พวกแกทุกคนตั้งใจให้เต็มที่เลยเชียวล่ะ]
ผู้ที่แผดเสียงอันดังฟังชัดให้ก้องไปทั่วทั้งห้องประชุม ก็คือสาวงามร่างกึ่งโปรงแสงที่มีดวงตาเหมือนกับปลาตาย
อดีต 12 เซียนอัมพรและวิญญาณคนเป็นซึ่งมีพลังในฐานะผู้ปราบมาร ผู้ที่นอกจากจะครองตำแหน่งในฐานะอธิบดีของกรมตรวจสอบแล้วยังจะเป็นอาจารย์ของซากุระอีกด้วย—- <<นางิสะผู้บดขยี้ศาสตร์วิชา>> นั่นเอง
“ นี่ กรมตรวจสอบเนี่ยเป็นองค์กรชำระล้างภายในสมาคมสินะ? แล้วไหงถึงออกมารับหน้าจัดการคดีคราวนี้เฉยเลยล่ะ? ”
แอบถามซากุระที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยเสียงค่อย และซากุระก็ขยับเพียงแค่ปากกระซิบออกมาเบาๆโดยที่ยังหันมองไปข้างหน้าอยู่อย่างนั้น
“ เพราะเนื้อแท้ของกรมตรวจสอบ ก็คือการทำศึกกับคนที่ใช้พลังวิญญาณด้วยกันไงละยะ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เป็นหน่วยงานเฉพาะทางในด้าน ทำศึกกับองค์กรที่ใช้พลังวิญญาณด้วยกัน ละนะ ”
“ ศึกกับองค์กร? ”
“ พูดง่ายๆก็คือ มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีพวกใช้พลังวิญญาณในทางที่ผิดแอบชักใยอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์คราวนี้ยังไงล่ะ ”
“ ……จะบอกว่ามีไอ้พวกที่จงใจก่อเหตุวุ่นวายคราวนี้ขึ้นมาเรอะ ”
พอหน้าซีดกับเรื่องสุดจะน่าหวั่นใจนั่นอยู่ ฉันก็พลันสังเกตเห็นถึงแววตา
[……คนเค้าเริ่มอธิบายแล้วนะเฮ้ย]
เหวย!? สบตากับนางิสะเข้าซะแล้ว!? โดนจับได้แล้วเรอะว่าแอบคุยกันน่ะ!?
ฉันสะดุ้งรีบหักคอหนีไปยังทิศอื่นโดยพลัน และพอทำแบบนั้น ทาทาราบะก็ทำการควบคุมคอมพิวเตอร์
ที่ถูกฉายขึ้นมายังจอโปรเจคเตอร์ ก็คือภาพเดียวกับที่เคยเห็นในสมาร์ทโฟนของโคบายาชิเมื่อก่อนหน้านี้
หน้าจอเริ่มเกมของโฮเทลราพันเซล ที่มีเลิฟโฮเทลรูปทรงหยั่งกับปราสาทลอยคว้างอยู่ตรงพื้นหลังนั่นเอง
ทาทาราบะส่งแววตาเฉียบคมเข้าไปหาหน้าจอเริ่มเกม ก่อนจะกล่าวเสียงอันแข็งกระด้างออกมา
“ จะพูดอย่างตรงไปตรงมาเลย เจ้านี่คือ ไคอิที่จะทำการลากตัวผู้เล่นเข้าไปภายในโลกของเกมสุดสัปดน น่ะ ”
(ใช่จริงๆด้วยแฮะ……)
เหล่าผู้ปราบมารที่ได้ยินคำอธิบายของทาทาราบะพลันส่งเสียงเอะอะกันขึ้นมา แต่ภายในนั้นก็มีฉันนี่แหละพึมพำเช่นนั้นอยู่ภายในใจ
เป็นไคอิที่ยากจะเชื่อสุดๆไปเลยก็จริง แต่หากคิดแบบนั้นแล้ว เหตุการณ์ผู้คนหายสาบสูญทั้งหลายนั่นมันก็จะมีเหตุผลเข้าเค้าขึ้นมาหน่อย
“ หากให้จำกัดความอย่างละเอียดชี้เฉพาะมากขึ้น ก็คงประมาณ—ไคอิที่จะทำการลากเฉพาะแค่ผู้ชายที่มีความรู้สึกโรแมนติกกับผู้หญิงให้เข้าไปภายในเกม—กระมัง ในปัจจุบันเท่าที่ตรวจพบ มีผู้หายสาบสูญเพราะเจ้าสิ่งนี้เป็นจำนวนมากกว่าหมื่นรายขึ้นไปเลยก็จริงอยู่ แต่ไม่ว่าจะรายใดก็เป็นเพศชายทั้งหมด หนำซ้ำในตอนที่ส่งทัพหน้าเข้าไปดูลาดเลาภายในเกมก่อนหน้านี้ ก็พบว่าเพศหญิงไม่อาจเข้าไปภายในเกมได้ด้วย ”
ทาทาราบะทำการอธิบายไปพลางกดหน้าจอเกม
พอคลิ๊ก “เริ่มเกมใหม่” ปุ๊บ ก็มีคำเตือนหลายวรรคปรากฎขึ้นมาบนหน้าจอ
[คำเตือน! เกมนี้สยิวกิ้วม้ากมากจนจะทำให้กลับมายังโลกความเป็นจริงไม่ได้เลยเชียวนะคะ!]
[คำเตือน!! ถ้าน้ำแตกถึงจุดสุดยอดภายในเกมแม้เพียงครั้งเดียวก็จะ GAME OVER! จะไม่อาจกลับมายังโลกความเป็นจริงได้เป็นครั้งที่สองอีกแล้วค่ะ!]
[คำเตือน!!! ทว่า หากมีใครแม้ซักคนเดียวสามารถเคลียร์ได้ ทุกคนที่ถูกกักขังจองจำมาตลอดจนถึงตอนนั้นก็จะถูกปลดปล่อยทั้งหมดเลยค่ะ!]
[รู้แบบนั้นแล้วยังจะเริ่มเกมอีกมั้ยคะ? → YES NO]
“ หากคลิ๊ก YES ตรงนี้ จะถูกบีบบังคับจับลากเข้าไปภายในตัวเกมทันทีเลยน่ะ ”
พอแสดงคำเตือนทั้งสามวรรคและหน้าจอเลือกชอยส์ให้เห็นเรียบร้อยแล้ว เสียงเซ็งแซ่ของเหล่าผู้ปราบมารก็ยิ่งทวีความดังมากเข้าไปอีก
……โดยเฉพาะจากฝั่งกลุ่มผู้หญิงน่ะนะ
“ ห้ะ? ในหมู่คนที่หายสาบสูญไปก็มีผู้ปราบมารอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ? จะบอกว่าเจ้าพวกนั้นมันทำเมินกดข้ามคำเตือนสุดน่าสงสัยพวกนี้ แถมยังน้ำแต……เกมโอเวอร์กันอีกเหรอเนี่ย? ”
“ นี่เธอดูนั่นสิ มีคำอธิบายบอกว่าให้ทำเรื่องลามกกับวิญญาณเด็กผู้หญิงเพื่อดำเนินเกมด้วยล่ะ…… ”
“ อุหวาย……แถมยังยอดแรงกิ้งดาวน์โหลดเป็นอันดับ 1 อีกตะหาก……ชั่วช้าสามานย์ ”
“ อย่ากลับมาโลกจริงเป็นครั้งที่สองเชียวนะ ”
ด่ากันยับเลยแฮะครับ
“ มุ……? คำเตือนพวกนั้น มันมีอยู่ในโฮเทลราพันเซลด้วยหรือ? ”
คาราสึมะซึ่งน่าจะเป็นผู้เล่นเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มผู้หญิงพลันเอียงหัว ส่วนโซยะก็มาอ้อนกับฉันว่า “เอ๊ะ? อะไรเหรอ? เขียนว่าอะไรเหรอ?” ก็เลยอ่านคำเตือนให้ฟังไปซะ
……มีน้ำแตกถึงจุดสุดยอดมั่งล่ะสยิวกิ้วมั่งล่ะ ทำได้ก็ไม่อยากพูดออกเสียงหรอกนะเฟ้ย
“ อ่า อะแฮ่ม จะขออธิบายต่อ ”
ในระหว่างที่เหล่าผู้ปราบมารชายกำลังทำตัวหดกันอย่างอึดอัด ทาทาราบะก็ส่งเสียงกระแอมไอเพื่อจัดบรรยากาศซ้ำใหม่
“ ดูเหมือนว่าหน้าคำเตือนที่เพิ่งจะถูกทำให้แสดงขึ้นมาใหม่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ จะถือเป็นพันธสัญญาประเภทนึงน่ะ แม้เนื้อหาที่เขียนไว้จะงี่เง่าสุดบรรยาย แต่พันธสัญญาก็คือพันธสัญญา การทำสัญญากับปรากฎการณ์ลี้ลับมันจะเชื่อมโยงไปสู่พลังไสยเวทมากมายระดับไหนนี่ คนเป็นผู้ปราบมารก็คงจะรู้ดีอยู่แก่ใจกันหมดนั่นล่ะ แต่ว่า……เนื่องจากหน้าจอนี้มันคลับคล้ายกับการโฆษณาดึงดูดหรือประโยคท้าทายที่มีให้เห็นอยู่บ่อยบนอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก จึงคาดว่าน่าจะมีบุคคลมากมายหลงเชื่อเข้าใจผิดคิดว่าเป็นลูกเล่นใหม่ภายในเกมกระมัง ”
[รู้ดีจริงนะเฮ้ย ทาทาราบะ]
นางิสะมีแทรกเข้ามาหยอกเล่นด้วยใบหน้ายิ้มกริ่มอยู่หรอก แต่ทาทาราบะก็ทำเมินสนิท
“ แต่การทำสัญญากับปรากฎการณ์ลี้ลับนี่ แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็เป็นวิธีที่เราจะพิชิตมันได้ด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากปรากฎการณ์เชิงวิญญาณส่วนมากจะมีความซื่อตรงต่อกฎที่ตนเป็นผู้กำหนดขึ้นมานั่นเอง ยิ่งหากเป็นไคอิที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีเกมเป็นต้นแบบ ก็น่าจะมีแนวโน้มให้เห็นเช่นนั้นได้อย่างเด่นชัดมากขึ้นอีกเป็นแน่ เรื่องที่ว่าหากเคลียร์สำเร็จทุกคนจะถูกปลดปล่อยนั่นจะต้องเป็นความจริงแท้อย่างแน่นอน ทว่า…… ”
ทาทาราบะพยายามกล่าวข้อเท็จจริงนั่นออกมาอย่างเรียบเฉยและสงบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำไหว
“ ทัพหน้าทั้ง 50 นายที่เราส่งเข้าไปเพื่อรวบรวมข้อมูลพ่วงด้วยนั้น ได้หมดสภาพย่อยยับไปเรียบร้อยแล้ว ”
เท่าที่ฟัง ดูเหมือนว่าเค้าจะใช้ศาสตร์วิชาเชื่อมจิตแบบพิเศษทำการติดต่อสื่อสารกับผู้ที่เข้าไปภายในเกม โดยมีจุดมุ่งหมายกะจะรวบรวมข้อมูลสภาพการณ์ภายในเกมให้ได้ก่อนล่วงหน้าน่ะนะ
เนื่องจากสามารถใช้ศาสตร์สื่อสารบอกวิธีการผ่านด่านต่างๆของเกมได้จากภายนอก ช่วงแรกก็เลยคิดบวกว่าทัพหน้าคงจะสามารถเคลียร์เกมและคลี่คลายเรื่องราวได้ทั้งๆอย่างนั้นเลยรึเปล่าอยู่หรอก……แต่นั่นก็เป็นความคิดที่ตื้นเขินมากซะเหลือเกิน
“ คาดว่ารูปโฉม ลักษณะนิสัย และสถานการณ์ของสตรี ที่จะทะยานเข้ามาปลุกปล้ำข่มขืน ภายในเกมนั้นน่าจะสะท้อนรสนิยมความชอบของตัวผู้เล่นเป็นอย่างมากเลย ทัพหน้าทั้ง 50 นายต่างก็ถูกปล้ำโดยผู้หญิงที่ไม่ซ้ำกันเลยซักคนเดียว และทุกรายก็ทนเอาตัวรอดเป็นเวลา 30 นาทีตั้งแต่เริ่มต้นเกมไม่ได้เสียด้วยซ้ำ……ทั้งที่เราอุตส่าห์ไปลากแม้กระทั่งผู้ปราบมารวัยชราที่เกษียณไปให้มาช่วยแล้วแท้ๆ ”
การเคลียร์เกมถือเป็นเส้นทางที่เร็วที่สุดต่อการคลี่คลายสถานการณ์
แต่ระดับความยากของเกมนี้ที่มีเพียงผู้ชายเท่านั้นจึงจะเข้าได้ มันกลับยากเย็นระดับไม่อาจประมาณได้เลยทีเดียว
[ก็ตามนั้นแหละ]
เป็นตรงนั้นเอง ที่นางิสะซึ่งมีฐานะเป็นวิญญาณคนเป็น ทำการใช้พลังยกสิ่งของแย่งไมค์มาจากทาทาราบะ ก่อนจะรับหน้าที่อธิบายต่อ
[ฝากหน้าที่พิชิตเกมที่ไม่รู้ว่าจะสามารถเคลียร์ได้แน่รึเปล่านั่นให้กับไอ้พวกผู้ชายไป ส่วนผู้หญิงอย่างเราก็ออกตามล่าหาเจ้าตัวที่เป็นแกนกลางของไคอิแล้วกระทืบให้น่วมซะ ……แผนการคราวนี้มันก็อารมณ์ราวๆนั้นแหละ แต่ว่า]
นางิสะพูดอย่างเปี่ยมไปด้วยพลังราวกับเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ แต่ลึกๆภายในน้ำเสียงนั่นกลับแฝงเร้นไว้ด้วยความซีเรียส
[โฮเทลราพันเซลมันคือไคอิประเภทต่างมิติ ต่างกับประเภทลอบทำร้ายที่จะออกมาอาละวาดให้เห็นกันซึ่งหน้า การจะตามหามนุษย์ที่เป็นแกนกลางให้เจอนี่คงจะลำบากตรากตรำกันใช่เล่นเลยล่ะ หนำซ้ำ]
นางิสะหรี่ดวงตาสองข้างนั่นให้เล็กคมกริบ
[ไคอิที่ทำให้คนหายหัวไปได้เป็นหลักหมื่นนี่…ต่อให้ยังไงมันก็เกินขอบเขตที่คนเพียงคนเดียวจะทำได้ไปไกลแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมากที่ปรากฎการณ์พิลึกคราวนี้จะเป็นเหตุก่อการร้ายด้วยพลังวิญญาณ]
คำแสนน่าหวั่นใจที่ว่าเหตุก่อการร้ายด้วยพลังวิญญาณนั่น พลันทำให้บรรยากาศของทั้งห้องแข็งเกร็งตึงเครียด
[ไอ้เจ้าเนี่ยมันไม่ใช่เหตุการณ์ที่แค่จ้องหมายหัวเพ่งเล็งผู้ชายหน้าโง่เฉยๆหรอก จะต้องมีเบื้องหลังอยู่อย่างแน่นอนเลย พวกผู้ชายน่ะจงมุ่งมั่นกับการเคลียร์เกมภายใต้คำสั่งของทาทาราบะซะ ส่วนพวกผู้หญิงก็มาไล่สืบหาเจ้าพวกน่าสงสัยภายใต้คำสั่งของฉันนี่ อย่าได้ประมาทเด็ดขาดเลยเชียวนะเว้ย เข้าใจมั้ย!]
——–โอ้ว!!
เสียงร้องของนางิสะเป็นตัวจุดประกายให้มีเสียงตอบรับอย่างกล้าหาญของคนกว่า 400 ดังก้องไล่ตามมา พร้อมกับที่ภารกิจครั้งยิ่งใหญ่พลันเริ่มต้น
MANGA DISCUSSION