เช้าวันรุ่งขึ้น แม้จะเพิ่งเกิดเหตุวุ่นวายระดับทำให้มุมนึงของตึกเรียนแหลกกระจุยมาหมาดๆเมื่อวาน แต่โรงเรียนปราบมารก็ยังเปิดเรียนอยู่ดังเดิมเช่นทุกวัน ส่วนนึงเป็นเพราะไม่มีคนบาดเจ็บแถมเหตุการณ์ก็จบลงอย่างรวดเร็วด้วยแหละ แต่ให้ว่ากันแต่แรกเริ่มแล้วก็คือพวกคนๆของโรงเรียนนี้ชินชากับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างเหนือธรรมชาติกันแล้วน่ะนะ
แต่ในอีกด้านนึง ท่าทางของห้อง D ก่อนที่จะเข้าคาบโฮมรูมนั้นกลับต่างออกไปจากปกติ มีบรรยากาศน่ากลัวแผ่กระจายปกคลุมอยู่ทั่วหมด
ที่เน้นๆเลยก็คือบริเวณรอบโต๊ะไอ้ฉันนี่แหละ
“ ฟุรุยะ ฮารุฮิสะ แกจงยอมพูดออกมาแต่โดยดีเสียเถอะ ”
คาราสึมะพลันฟาดมือลงกับโต๊ะดังเปรี้ยง!
“ เมื่อวาน หลังจากหนีไปจากชิกิงามิที่บ้าคลั่งแล้ว แกมีซัมติงอะไรกับแม่หนูโซยะ มิซากิใช่ไหม? ”
“ …………………..เอ๊ะ? เปล่านะเว้ยไม่มีอะไรหนิ? ถามไมอะ? ”
ฉันตอบคำถามกดดันของคาราสึมะไปด้วยใจที่เต้นระรัว
หวั่นใจจนเผลอเอื้อมมือไปจับกำไลข้อมือติดกางเขนที่พอกลับมาถึงหอเมื่อวาน ก็ทำการพันกลับเอาไว้ใหม่ทันทีเลยเนี่ย
“ เปล่าก็ไม่มีอะไร เพียงแค่พอไปตามอาจารย์กลับมายังสถานที่เกิดเหตุก็พบว่าชิกิงามิหายไปแล้วบ้างล่ะ แกเอาแต่พร่ำว่าปวดท้องๆหายหัวไปโดยไม่ยอมกลับมาบ้างล่ะ หนำซ้ำแม่หนูโซยะ มิซากิยังเข้ามาขอถามข้อมูลของแกอย่างละเอียดถี่ยิบเลยด้วยอีกต่างหาก……..เขาชื่ออะไรเหรอ ผลการเรียนด้านศาสตร์ปราบมารเป็นยังไงบ้างเหรอ อะไรทำนองนี้น่ะนะ แต่พอบอกไปว่าแกมันเป็นไอ้ขยะเรียนได้ที่โหล่ตลอดปีตลอดชาติแล้วเค้าก็เงียบกริบไม่ถามอะไรต่อมาอีกเลย ”
เออค่อยโล่งอกหน่อย ดูเหมือนจะโดนสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับโซยะก็จริง แต่เหมือนว่าจะไม่ได้มีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความสามารถของฉันรั่วไหล่ออกมาจากปากของโซยะ มิซากิสินะ
เห็นเหมือนว่าพอได้ยินเรื่องผลการเรียนฉันจากพวกคาราสึมะแล้ว โซยะก็หมดความสนใจในทันทีเลยด้วยนี่นะ คงจะคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นแค่ความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างเท่านั้นละมั้ง
เท่านี้ที่เหลือก็แค่หาทางพูดแถมั่วๆเอาให้คาราสึมะมันหลงเชื่อได้ก็น่าจะรอดตัวแล้ว
ไอ้ฉันจึงพูดขึ้นกับคาราสึมะด้วยอารมณ์อันชื่นมื่นแหละ
“ ที่โซยะสนใจเรื่องของฉันนี่มันก็คงไอ้นั่นมั้ง เพราะมีฉันคนเดียวที่ไม่ได้กลับมายังสถานที่เกิดเหตุน่ะ ก็เลยอาจจะกังวลเป็นห่วงว่าได้รับบาดเจ็บรึเปล่าอะไรงี้ม้าง? ”
“ ……….ฮื่ม ที่แกพูดมันก็ฟังดูมีเหตุผล ทว่าท่าทางของเค้ามันก็ดูไม่เชิงทำนองนั้นเสียทีเดียว…แต่ก็นั่นสินะ นอกเหนือจากนั้นแล้วก็คงไม่มีเหตุผลใดจะทำให้แม่หนูโซยะ มิซากิคนนั้นอยากรู้อยากได้ข้อมูลของไอ้สมองน้อยอย่างแกหรอก ”
……..ตั้งแต่ตะกี้นี้แล้วนะไอ้ขยะมั่งล่ะไอ้สมองน้อยมั่งล่ะ ไม่อยากจะถูกคาราสึมะแค่คนเดียวนี่แหละพูดแบบนั้นใส่
พอส่งแววตาแบบเคืองๆอัดใส่คาราสึมะไป ไอ้พวกเด็กผู้ชายที่เหมือนว่าจะแอบเงี่ยหูฟังบทสนทนาของพวกเราอยู่ก็พลันเริ่มส่งเสียงออกมาราวกับโล่งใจไปที
“ เอ้อ แต่ก็ดีแล้วแหละว่ะ ที่เป็นแค่พวกเราคิดมากเกินไป ”
“ เนาะ แค่จะได้กลายเป็นทาสของท่านคุซึโนะฮะแค่นั้นก็น่าอิจฉามากพอแล้วแท้ๆ ถ้าเกิดว่าลามไปถึงขั้นมีซัมติงอะไรกับมิซากิจังอีกด้วยละก็…..ห้อง D แห่งนี้คงต้องมีคนตายมั่งแล้วแหละ ”
เอ๊ะ….? นะ นี่พวกมันเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่าน่ะ?
เพราะมัวแต่สนใจอยู่กับว่าเรื่องความสามารถจะแตกหรือไม่แตกก็เลยไม่รู้ แต่นี่มีภยันตรายต่อชีวิตของแท้ไล่กระชั้นชิดมาอยู่ใกล้มากถึงขนาดนี้แล้วเรอะ
“ …….เอ้อแต่ก็จริง ก็เป็นคนที่น่ารักออกขนาดนั้นเลยนี่นะ ”
ถึงกับขนาดทำเอาฉันเผลอมองตาค้างเลยนี่นา แล้วพอพูดยอมรับออกมาจากใจจริงแบบนั้นแล้ว
“ ไม่ใช่แค่ระดับน่ารักธรรมดาเสียหน่อย! ”
เจ้าคาราสึมะก็ร้องแรกแหกกระเชอด้วยท่าทางตื่นเต้นสุดขีดทันควัน
“ ใบหน้าอันเยาว์วัยแสนน่ารักที่ยั่วยุเร้าอารมณ์อยากจะย่ำยี! หน้าอกอันดีเลิศที่หากถูกจับมัดด้วยเชือกฟางแล้วท่าจะโดดเด่นเน้นๆขึ้นมา! หึหึหึ เมื่อวานพอถูกอาจารย์ดุแล้วก็ถึงกับหงอยซึมไปเลย แต่เพียงสีหน้าตอนนั้นก็ชวนอิ่มเอมใจใช้เป็นกับแกล้มกินข้าวได้ถึงสามมื้อเลยเชียว! ”
ถ้าไม่มีนิสัยงี้ซะอย่าง เจ้านี่ก็ถือว่าจัดอยู่ในประเภทสาวงามด้วยเหมือนกันแล้วแท้ๆน้า
“ เอ้อแต่เอาตามจริงแล้ว มิซากิจังเค้าก็เนื้อหอมจริงๆนะเว้ย ”
ไม่รู้ว่าคำพูดของคาราสึมะมันไปจุดประกายเข้ารึไง ไอ้พวกเด็กผู้ชายก็เลยเริ่มต้นเล่าเรื่องของเด็กผู้หญิงที่ชื่อโซยะ มิซากิออกมา
“ อย่างที่เห็นไปในเหตุการณ์ชิกิงามิคลุ้มคลั่งเมื่อวานนั่นแหละ คุณเธอเค้าเลื่องชื่อลือชาว่ามีปัญหาเรื่องความหุนหันพลันแล่นอยู่นิดหน่อยอะนะ แต่เพราะแบบนั้นแหละก็เลยตีสนิทได้ง่ายอะไรงี้ไงเอ็ง อาจจะส่อไปในทางดีหรือไม่ดีได้ทั้งสองอย่างก็จริง แต่คิดไม่ถึงเลยเนาะว่าจะเป็นคนจากตระกูลโซยะที่โด่งดังพอๆกับตระกูลคุซึโนะฮะนั่น อยู่แค่ห้อง B ด้วยนี่นะ ”
“ แต่หน้าตากับนิสัยร่าเริงนั่นน่ะของโคตรเด็ดว่ะ ถ้าไม่เนื้อหอมดิแปลก ”
ถึงจะไม่ใช่ระดับคาราสึมะ แต่วาจาคำพูดของไอ้พวกเด็กผู้ชายมันก็ดูร้อนแรงแปลกๆแฮะ
พอฉันถึงกับเผลอตัวพูดคั่นว่า “ขนาดนั้นเลย?” พวกมันก็พยักหน้าให้รัวๆพลางตอบต่อมาว่า “แหงดิวะ”
“ ถ้าเป็นเรื่องจำนวนแฟนคลับที่แอบชื่นชมติดตามอยู่ห่างๆละก็ท่านคุซึโนะฮะก็มีเยอะใช่เล่นอยู่หรอก แต่มิซากิจังเนี่ยเนื้อหอมแบบมีคนมาสารภาพรักอยู่รัวๆไม่ขาดสายเลยไง ถ้านับแค่จากโรงเรียนนี้อย่างเดียว ก็ถือว่ามีคนสารภาพรักเยอะอยู่เอาเรื่องนะ ”
มันมีเครือข่ายข้อมูลยังไงของมันนั่น พูดจาหยั่งกับว่ารู้ลึกไปถึงจำนวนตัวเลขอันชัดเจนเลยงั้นแหละ
ก็เคยได้ยินข่าวลืออยู่นิดหน่อยเหมือนกันหรอกนะ แต่มีคนที่โคตรจะป๊อบอยู่ในรุ่นปีเดียวกันกับฉันด้วยแฮะ
“ แต่ก็ ถ้าอย่างงั้นมันก็ดูออกจะแปลกๆอยู่เหมือนกันนะ ”
ตัวฉันที่รับฟังคำพูดอันเร่าร้อนของไอ้พวกเด็กผู้ชายจนครบถ้วน พลันเกิดข้อสงสัยนึงขึ้นมา
“ มีความนิยมมากขนาดนั้น แถมยังอยู่ห้อง B อีกตะหาก แต่ทำไมถึงยังโดดเดี่ยวไม่มีทีมอยู่อีกล่ะ? ”
เรื่องวุ่นวายเมื่อวานนี่ เห็นว่าเกิดขึ้นเพราะเธอคนนั้นพยายามจะเสนอขายตัวเองให้พวกนักเรียนห้อง S ยอมรับเข้าร่วมทีมน่ะ
หรือก็คือกล่าวได้ว่าเธอยังไม่ได้ตั้งทีมร่วมกับใครเลยนั่นเอง
“ เป็นเพียงคำร่ำลือก็จริง แต่ดูเหมือนว่าแม่หนูโซยะ มิซากิจะมีมาตรฐานต้องการเพื่อนร่วมทีมที่มีความสามารถสูงส่งมากล้นเป็นอย่างยิ่งยวดเลยทีเดียวเชียวล่ะ ”
คาราสึมะเริ่มต้นพูดออกมาด้วยท่าทางเหมือนผู้รอบรู้
“ เป็นศักดิ์ศรีในฐานะตระกูลดัง…….ก็ไม่น่าใช่เนื่องจากไม่ใช่ผู้ที่มีนิสัยเช่นนั้นเสียหน่อย แต่ไม่รู้ทำไม จึงดูเหมือนว่าเธอผู้นั้นจะเอาแต่พยายามปฎิสัมพันธ์อยู่แต่กับนักเรียนห้อง A ไม่ก็ห้อง S อยู่เรื่อยเลยทีเดียว ”
“ ดูเหมือนอย่างโง้นมั่งล่ะดูเหมือนอย่างงี้มั่งล่ะ นี่เอ็งไม่ได้เคยชวนโซยะเข้าทีมมาก่อนหรอกเรอะ? ”
ก่อนหน้านี้ก็ยังอวดเรื่องที่พูดหว่านล้อมจนตกเด็กผู้หญิงห้อง B ได้ไปทั่วเลยด้วยนี่นะ ถ้าเป็นเจ้านี่ละก็อาจจะลงมือลามไปถึงโซยะด้วยเลยก็ได้เหมือนกัน
“ อืม ก็เป็นสตรีผู้มีสเน่หามากยิ่งถึงเพียงนั้นเลยไม่ใช่รึ เลยคิดที่จะรอโอกาสให้รู้ความลับจับจุดอ่อนเตรียมแผนแบล็คเมลให้สามารถปู้ยี่ปู้ยำได้ดั่งใจพร้อมก่อนค่อยเข้าไปชวนน่ะนะ แต่พอทำเช่นนี้แล้วก็หาจังหวะดีๆไม่ได้เสียทีอย่างไรล่ะ……. ”
ไอ้ห่านี่แม่มโคตรชั่วเลย
“ แต่เอ้อ ต่อให้เป็นที่นิยมล้นหลามแถมยังอยู่ห้อง B แบบนั้น แต่ก็ยังจะโดดเดี่ยวไม่มีคนเอาเข้าทีมได้ด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ย ”
พูดแบบนี้มันอาจฟังดูไม่ดีก็จริง แต่น่ารักระดับนั้น ถ้าจะมีคนที่ยอมรับเข้าโดยไม่สนว่ากำลังรบของทีมโดยรวมจะลดต่ำลงอยู่บ้างก็ไม่ถือว่าแปลกเลยแท้ๆนะ
มันเป็นตรงนี้นี่แหละที่ต้องขอชมว่าสมเป็นโรงเรียนดังจริงๆ จะไม่ยอมให้เอาเจตนาแอบแฝงเข้ามาปะปนในการตั้งทีมงั้นสินะ
พอฉันซาบซึ้งประทับใจในตัวเหล่านักเรียนระดับสูงที่ไม่รู้จักหน้าค่าตาแบบนั้นอยู่
“ ……..เอ้อ ก็ในความหมายนึงแล้ว มิซากิจังเนี่ยน่ากลัวมากยิ่งกว่าท่านคุซึโนะฮะหลายเท่าตัวเลยนี่นะ ”
“ เออ ถ้าตั้งทีมด้วยกัน แบบนั้นก็จะต้องพบหน้าเจอกันทุกวันด้วย…….ยิ่งเป็นคนที่ชอบมิซากิจังจริงๆเท่าไหร่ก็จะยิ่งลังเลมากเท่านั้นแหละ ”
ไอ้พวกเด็กผู้ชายมันทำหน้าอับเฉาแล้วพูดอะไรก็ไม่รู้ออกมาเฉยเลยนั่นเฮ้ย
เธอคนนั้นเนี่ยนะ น่ากลัวมากยิ่งกว่าคาเอเดะที่ถูกเรียกขานกันว่าเป็นสาวไฮโดรเจนเหลวที่ไม่มีเลือดไม่มีน้ำตา?
ยิ่งชอบมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งลังเลไม่อยากรับเข้าร่วมทีมมากขึ้นเท่านั้น?
“ ? นี่พวกแก พูดเรื่องอะไรอยู่น่ะ? ”
ดูเหมือนว่าคาราสึมะเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจในคำพูดของไอ้พวกเด็กผู้ชายเหมือนกัน มันจึงได้เอ่ยคำถามแบบเดียวกับฉันเป๊ะๆออกมา
“ อ๋อ เปล่าหรอก แค่พูดกันเองเฉยๆ ”
“ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเอ็งหรอก ”
……อะไรฟะ อย่าทำเหมือนแบ่งแยกไม่ยอมเล่นด้วยแบบนั้นสิเฟ้ย มันเหงานะ
หลังจากนั้น ฉันกับคาราสึมะก็พยายามพูดหลายๆแบบเพื่อสืบให้รู้ว่าโซยะน่ากลัวยังไงกันแน่ แต่ไอ้พวกเด็กผู้ชายมันก็เอาแต่อุบเงียบไม่ยอมปริปากเลยแม้ซักนิด
ทว่าเป็นในวันนี้แหละ ที่ฉันจะได้รู้ซึ้ง
ถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมโซยะ มิซากิที่เนื้อหอมในหมู่พวกผู้ชายอย่างล้นหลาม ถึงได้ถูกยำเกรงอยู่ในระดับเดียวกับคาเอเดะเลยทีเดียวนั่น
หลังเลิกเรียนของวันนั้น
“ อื๋อ? ”
ฉันตรวจพบว่ามีซองสีขาวหนึ่งซองอยู่ข้างในชั้นใส่รองเท้า
พอลองหยิบออกมาดูด้วยใจที่ไม่อยากเชื่อ ก็พบว่าซองจดหมายที่มีเขียนกำกับเอาไว้ว่า [ถึงคุณฟุรุยะ ฮารุฮิสะ] นั่นได้ถูกแปะประทับเอาไว้ด้วยสติกเกอร์รูปหัวใจอย่างประณีตเลยทีเดียว
“ ห้ะ……. ”
กว่าจะนึกถึงชื่อของเจ้าสิ่งที่เห็นได้อยู่บ่อยๆในเรื่องแต่ง แต่กลับยากยิ่งที่จะเจอได้ภายในชีวิตจริงนี่ออก ก็จำเป็นต้องใช้เวลากว่าหลายวินาทีเลยเชียว
เอิ่มม ไอ้เจ้านี่มันหรือว่าจะเป็น สิ่งที่ถูกเรียกขานว่าจดหมายรักนั่นไม่ใช่เรอะ
พอฉันแตกตื่นไปไม่เป็นอยู่ ไอ้พวกเด็กผู้ชายที่เปลี่ยนมาสวมรองเท้าออกข้างนอกนำหน้าไปก่อนแล้วก็เร่งเสียงทักเข้ามาว่า “โฮ้ยฮารุฮิสะ? มัวโอ้เอ้ทำอะไรอยู่น่ะ?”
เวรแล้วไง
พอได้ฟังว่าฉันถูกคาเอเดะเชิญชวนให้มาเป็นทาส ซึ่งไม่ใช่อะไรที่น่าอิจฉาริษยาเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวแล้วไอ้พวกนี้มันก็ถึงกับร้องไห้หลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดกันเลยไม่พอ แค่เห็นโซยะเข้ามาถามข้อมูลฉันนิดๆหน่อยๆก็ถึงกับเพ่งจิตสังหารเข้ามาใส่กันแล้ว มันเป็นพวกที่นิสัยแบบนั้นแหละ
ถ้าเกิดพวกมันรู้เข้าว่าฉันได้อะไรแบบนี้ละก็ จะโดนมันทำอะไรก็ไม่อาจทราบได้เลย
“ อ่า….โทษทีนะ ฉันรู้สึกปวดท้องยังไงชอบกลเพราะงั้นขอตัวไปห้องน้ำก่อนล่ะ พวกเอ็งไปกันก่อนเลยเหอะ ”
ฉันเอาจดหมายยัดใส่เข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะวิ่งแจ้นออกไปราวกับหนีห่างจากไอ้พวกเด็กผู้ชาย
ทะยานเข้ามาในห้องน้ำจริงดังที่พูด แล้วจึงทำการแกะซองจดหมายมันในนั้น
“ ……… ”
แต่ว่าก็ว่าเหอะ
ก็คิดว่าตัวเองไม่ได้สนใจอีเวนต์อะไรแบบนี้มากมายแท้ๆ แต่พอได้รับมาจริงๆแล้ว มันก็รู้สึกใจเต้นตึ๊กตั๊กเอาเรื่องเลยเหมือนกันนะเนี่ย…..
เดาตัวเด็กผู้หญิงที่จะส่งของแบบนี้ให้ฉันไม่ออกเลย เป็นใครกันน่ะ โซยะ มิซากิ…….นี่เท่าที่ฟังจากเรื่องเล่าของคาราสึมะ ก็น่าจะหมดความสนใจในตัวฉันที่มีผลการเรียนเป็นที่โหล่ไปแล้วด้วยนี่นะ
ในระหว่างที่มโนวาดฝันอะไรต่อมิอะไรเลอะเทอะไม่สมเป็นตัวเอง ฉันก็ทำการกวาดสายตามองไปตามเนื้อหาของจดหมาย
ตรงนั้นได้ถูกเขียนเอาไว้ด้วยตัวอักษรแสนน่ารักมาว่าอย่างงี้
☆อันดับ [บริเวณร่างกายของเด็กผู้หญิงที่ตามักจะเหล่มองไปเอง] ของฟุรุยะ ฮารุฮิสะคุง
อันดับที่ 1! น่องขาที่สั่นไปมาตอนกำลังเดิน
อันดับที่ 2! แขนอันผอมเพรียวได้รูปทรงสมหญิง
อันดับที่ 3! ลำคอที่จะเผยออกมาในตอนที่ดื่มน้ำ
ความเห็น : พ่อหนุ่มหื่นเงียบที่รสนิยมสุดจะเฉพาะทางม๊ากมาก! แทบไม่ได้มองหน่มน้มหรือก้นเลยนะ!
“ …………ห้ะ? ”
☆สิ่งที่จิ้นในไม่นานมานี้
เอามือจิ้มแตะลูบไล้ไปตามแขนของคุณคุซึโนะฮะ คาเอเดะ แล้วดื่มด่ำสนุกสนานกับสีหน้าเค้าตอนจักจี้!
☆แท็กที่ไม่ชอบ
ชุดชั้นในยั่วสวาท, อาเฮะเกา (ยิ้มแลบลิ้นตาเหลือก), ร้องอึนโฮ้ววว
“ …………เอ๊ะ?”
☆เนื้อหาของฝันที่เห็นในตอนที่ฟุรุยะ ฮารุฮิสะคุงฝันเปียกครั้งแรก
ได้ xxxxxxxxxxxxxxxxxxxx กับคุณคุซึโนะฮะ คาเอเดะ!
มือที่กำจดหมายเอาไว้นี่คือถึงกับสั่นวูบๆเลยเชียว
ไอ้ฉันนี่คือถึงกับแหกปากร้องลั่นเลยเว้ย
ความรู้สึกใจเต้นตึ๊กตั๊กอันแสนอ่อนหวานชวนละลายที่สัมผัสได้มาตลอดจนถึงเมื่อครู่ พลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นใจเต้นตูมตามเหมือนโดนมีดจ่ออยู่กับคอหอยในทันใด สัมผัสเหมือนกับกำลังถูกคนอื่นกุมชีวิตตนเอาไว้……
ถ้าแค่เฟติชก็ยังพอทำเนา แต่ไอ้งานเขียนพิลึกนี่มันลงละเอียดไปยันเนื้อหาฝันเปียกเลยนะนั่น
หากว่ามันเป็นเพียงการมโน ใส่ร้ายป้ายสีด้วยคำพูดไร้หลักแหล่งโดยมีเป้าหมายเพื่อเกรียนป่วนกันเล่นเฉยๆมันก็คงจบแค่รู้สึกไม่ดีหรอก
แต่ไอ้จดหมายนี่มันไม่ใช่ไง
ทั้งหมดมัน ถูกต้องตรงเผงหมดเลย
เฟติชที่ไม่เคยปริปากบอกให้ใครอื่นรู้มาก่อนมัน ข้อมูลที่เกิดขึ้นหมาดๆจนยังไม่มีโอกาสได้เล่าให้ใครฟังมัน เนื้อหาที่พอตัวเองได้อ่านเองแล้วก็เพิ่งจะรู้สึกขึ้นมาว่า [จริงด้วยแฮะ] เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยมัน…ถูกเขียนอยู่ตรงนั้นครบถ้วนเลย
เหงื่ออันเย็นเฉียบหนึ่งหยด พลันร่วงหล่นไหลรินลงไปจากแก้ม
เป็นใครกัน ส่งจดหมายนี่มาด้วยเป้าหมายใดกัน……
ฉันจ้องมองไปยังกระดาษจดหมายแผ่นสุดท้าย ไล่ล่าตามหาชื่อผู้ส่ง
แต่พอมองดูดีๆแล้ว ก็พบว่านั่นมันไม่ใช่กระดาษจดหมาย
[ใบทำเรื่องขอตั้งทีม ชั้นมัธยมปลายปีหนึ่ง โรงเรียนปราบมาร]
เอกสารทำเรื่องซึ่งจำเป็นต่อการตั้งทีม ที่ฉันเอาแต่จับจ้องมองดูอย่างดุเดือดมาตลอดช่วงพักนี้
ตรงบริเวณขอบกระดาษนั่นมีแผ่นป้ายเล็กๆ เขียนกำกับไว้ว่า “ถ้าไม่อยากให้เนื้อหาของจดหมายฉบับนี้ถูกแพร่กระจายออกไป ก็จงมายังห้องฝึกปฎิบัติเบอร์ 5 หลังเลิกเรียนซะนะ” ด้วยเนื้อความที่ข่มขู่กันอย่างชัดเจน
และในช่องใส่รายชื่อสมาชิกกลุ่มนั่น ก็ถูกเขียนเอาไว้แบบนี้ราวกับเป็นการบ่งชี้ถึงตัวตนของผู้ส่งจดหมาย
โซยะ มิซากิ…..แน่ะ
MANGA DISCUSSION