ที่ส่งเสียงเฮดังสนั่นลั่นขึ้นมาในคราเดียว ก็คือเหล่าเด็กผู้ชายห้อง D
ส่วนเจ้าพวกจากห้องอื่นๆที่ได้พบเห็นประจักษ์พลังกายของนางุโมะนั้นก็ถึงกับงงกันเป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียว
ก็ยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะที่ขนาดโดนศาสตร์วิชาของคนหลักหลายสิบคนเข้าไปพร้อมๆกัน แต่ก็ยังรับมือได้อย่างสบายๆตนนั้น มันเสียท่าหมดสภาพให้กับมนุษย์ตัวเปล่าเลยนี่นะ มันต้องตกใจแหงอยู่แล้วแหละ
“ นางุโมะ! ได้เธอช่วยเอาไว้แท้ๆเลย ขอบใจมากนะ ”
“ ไม่อะ ยังหรอก ”
นางุโมะส่งแววตาอันเฉียบคมตรงดิ่งไปยังห้องเรียนที่ถล่มลงมา
ครืน! ยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะพลันดันซากหักพังยืนกลับขึ้นมา แม้ส่วนนึงของชุดเกราะจะบุบเสียหายไปเป็นรอยกว้าง แต่มันก็ตั้งดาบยาวเล่มมหึมาพร้อมก้าวเข้าหาพวกเราด้วยฝีเท้าที่ลื่นไหลเร็วไว
“ ชิ ซัดมือเปล่ากับไอ้ตัวที่ร่างใหญ่มากกว่าขนาดนี้นี่มันมุทะลุเกินไปจริงๆด้วยแฮะ ”
นางุโมะเพ่งสายตาไปยังทางเข้าของตึกเรียนที่ถล่มลงมา ก่อนจะคว้าหมับจับโครงเหล็กที่เผยออกมาเอาไว้ ซุ่บ! โครงเหล็กที่มีขนาดกว่า 1 เมตรพลันถูกกระซวกขึ้นมา และนางุโมะก็ตั้งปลายนั่นให้ตรงดิ่งเข้าไปหาอีกฝั่ง
“ อืม เทียบกับดาบไม้แล้วถือว่าบวมไปนิดนึงก็จริง แต่ก็คงได้ประมาณนี้แหละเนาะ ”
เอ้ยบวมไปนิดนึงอะไรกัน…….ยัยนี่กะเอาจริงเรอะ?
เอาจริงด้วยว่ะ!
นางุโมะใช้โครงเหล็กเป็นดั่งดาบไม้ พุ่งทะยานเข้าไปฟาดฟันใส่ยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะจากทางเบื้องหน้าตรงๆ
[โลลิค่อน…….สมควรถูกประหาร…….]
“ อ๊าา? ถ้าจะละเมอเพ้อพกแบบนั้น—— ”
โครงเหล็กของนางุโมะ กับดาบยาวที่ใหญ่มากยิ่งกว่าโครงเหล็กซะอีก พลันเข้าปะทะบรรจบกัน
“ ก็ไปขัดเกลาฝึกฝีมือมาให้ดีกว่านี้ก่อนเหอะว่ะ! ”
ขั้วตรงข้ามกับวาจาคำพูดอันหยาบกระด้าง พอใช้ท่วงท่าอันลื่นไหลนุ่มนวลประดุจเวทมนตร์เบี่ยงวิถีของดาบยาวไปได้แล้ว นางุโมะก็ทะยานตัวกระชั้นชิดเข้าไปถึงสีข้างของยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะทั้งๆอย่างนั้น ก่อนจะ
ฟาดโครงเหล็กอัดเข้าไปเป็นแนวราบ
ยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะที่รับการโจมตีอย่างหนักหน่วงเข้าไปกลางขานั่น ถึงกับหมุนติ้วๆกระเด็นลอยสูงขึ้นไปสู่ท้องฟ้า
“ …….น่ากลัวเป็นบ้า ”
นี่ฉันสู้กับสัตว์ประหลาดแบบนั้นในตอนที่มันสติแตกร้อง “เอานมมาให้ฉีก” นั่นจริงๆน่ะเรอะ ถึงจะมาเอาป่านนี้แล้วแต่ก็ขนลุกขึ้นมาเลยว่ะฉิบหาย ให้ว่าแล้ว ถ้าเกิดหลังจากนี้ ยัยนั่นมาอ้อนขอให้ใช้ไล่ผีโดยทำให้ถึงจุดสุดยอดแบบเอาจริงขึ้นมาละก็ฉันปฎิเสธไม่ได้แหงๆเลยมั้งเนี่ยเงี้ย…….
กำลังรบอันสูงลิ่วของนางุโมะทำเอาฉันอึ้งตะลึงงันไปเลยก็จริง…….แต่ถึงอย่างนั้นยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะก็ยังไม่ยอมสิ้นฤทธิ์ มันส่งแววตาสีแดงฉานตรงเข้าใส่ฉัน ก่อนจะยืนกลับขึ้นมาอย่างไม่มีเข็ดหลาบ
“ อึดจริงแฮะ เฮ้ยฟุรุยะ! ไคอิเนี่ยไม่ใช่ว่าสามารถปราบได้ด้วยมือเปล่าหรอกเรอะ! ”
“ ตัวใหญ่เกินกว่าจะเป็นไคอิธรรมดา…….ไม่แน่มันอาจจะใช้เอ็กโทพลาซึม (สารเชิงวิญญาณ) แบบพิเศษหุ้มร่างกายไว้อยู่ก็ได้ ”
ถ้าจริงตามนั้นละก็ถือว่าตึงมือใช่ย่อยเลย
พลังกายของนางุโมะมันเข้าข่ายเหนือมนุษย์ก็จริงหรอก แต่ยัยนั่นใช้ศาสตร์ปราบมารไม่ได้ไง ฉะนั้นก็คงยากจะสร้างความเสียหายต่อชุดเกราะที่ถูกประกอบสร้างขึ้นจากเอ็กโทพลาซึมได้
“ อะไรวะนั่น …….แต่เอ้อ อย่างน้อยก็คงช่วยต้านถ่วงเวลาเอาไว้จนกว่าพวกอาจารย์จะมาถึงได้แหละ ”
ผั๊วะ! เปรี้ยง! กร๊อบกร๊อบกร๊อบ!
“ วะฮ่าฮ่าฮ่า! รู้สึกหยั่งกับว่าได้ลงแข่งแบบเต็มกำลังในรอบนานๆทีเลย! ”
“ หวาย……. ”
มวลโลหะกับมวลโลหะเข้าปะทะอัดกระแทกใส่กันอย่างดุเดือด ส่งประกายไฟอันร้อนระอุปลิวว่อน แม้จะหงายเงิบอยู่กับการดวลเดือดของนางุโมะและยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะที่ชักมีสภาพเหมือนมหาสงครามระหว่างไคจูเข้าไปทุกที แต่ฉันก็อาศัยจังหวะนี้อ้อมตลบไปยังข้างหลังของยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะด้วย ต้องตามหาโพรงเสน่ห์กายิกสุขให้เจอเผื่อเอาไว้ในคราวจำเป็น
“ นี่มันอะไรกันน่ะ! ทำไมไคอิ สเกล 5 ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละยะ! แถมรูปร่างแบบนั้นมัน……. ”
เป็นตอนนั้นเอง ที่เสียงของซากุระพลันดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของพวกเรา
สงสัยการลอบจู่โจมของเจ้าสเกล 5 มันจะสร้างความแตกตื่นพอประมาณเลยมั้ง คนที่วิ่งตรงดิ่งเข้ามาจึงไม่ได้มีแค่ซากุระ เหล่านักเรียนทั้งชายหญิงและจากห้องเรียนต่างๆนาๆพากันวิ่งมามุงเต็มไปหมด หนำซ้ำยังเห็นมีพวกอาจารย์ปนเข้ามาอยู่ประปรายด้วย โสะ โซยะคงไม่ได้มาด้วยหรอก…เนอะ?
มีคนมากขนาดนี้ แถมนางุโมะยังคอยต้านยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะไว้อยู่แบบนี้แล้วด้วย เท่านี้ก็ถือว่าปราบได้แน่นอนแล้วแหงๆ…….เป็นในนาทีที่ฉันมั่นใจเช่นนั้นนั่นเลย
“ …….อะ? อ้าว? ”
ทรุด!
ที่นางุโมะซึ่งปะทะชนอยู่กับยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะอย่างสบายๆได้ตลอดมาจนถึงตอนนี้ พลันล้มเข่าทรุดลงกับพื้นอย่างกะทันหัน
“ นางุโมะ!? เป็นอะไรไปเฮ้ยไหวรึเปล่า!? ”
“ คือว่า อยู่ดีๆเรี่ยวแรงมันก็…….ขุ่ก…….เหวย!? ”
ดาบยาวทะยานเข้าคุกคามนางุโมะที่เผยช่องโหว่อย่างยิ่งใหญ่ การโจมตีที่สามารถปัดได้ง่ายๆมาตลอดจนถึงเมื่อกี้ พลันกระแทกส่งร่างนางุโมะลอยปลิวกระเด็นไปพร้อมกับโครงเหล็ก ฉันรีบทำการใช้สองมือที่กลายเป็นอมนุษย์ รับร่างนางุโมะที่ลอยปลิวเข้ามาหาเอาไว้ได้แบบฉิวเฉียด
“ เฮ้ยไม่เป็นไรใช่มั้ย! จู่ๆเป็นอะไรไปน่ะ ”
“ ไม่ดิคือว่า……. ”
นางุโมะจ้องมองลงมายังสองมือของตัวเองอย่างแปลกใจ และในท้ายที่สุดสายตานั่นก็ถูกหันตรงเข้าไปหาซากุระซึ่งกำลังวิ่งตรงดิ่งเข้ามาทางนี้
“ นมใหญ่มันเด้ง…….เรี่ยวแรงเลยหดหาย…….? ”
“ สมองเธอโอเคมั้ยเนี่ยเฮ้ย!? ไหวรึเปล่า!? เฮ้ย! ตั้งสติให้มันดีๆหน่อยว้อยนางุโมะ! ”
“ ไม่หรอกไม่ผิดแน่…….ยิ่งน้องสาวของแกเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ เรี่ยวแรงมันก็หด…….หายไปจาก…….ร่าง ”
จริงอย่างที่คุณหล่อนว่าเอาไว้ ทั่วร่างของนางุโมะพลันอ่อนเปลี้ยเพลียแรงหมดสภาพอยู่ภายในอ้อมแขนของฉัน
ไม่อยากจะเชื่อเลยก็จริง…….แต่ถึงยังไงก็เหอะสถานการณ์จะเป็นจะตายแบบนี้ นางุโมะไม่มีทางเล่นมุกตลกกาวๆตามประสาคนนมเล็กออกมาเป็นอันขาดเลย พูดจริงเลยทีเดียวเชียวล่ะ นางุโมะน่ะ ที่ว่านมใหญ่เด้งจนเรี่ยวแรงหดหายนั่น
ฉะนั้นฉันจึงแผดเสียงร้องออกมาสุดกำลัง
“ ถอยไปว้อยยยยยยยยย! พวกนมใหญ่น่ะไสหัวไปจากที่นี้ซะให้โหม๊ดดดดดดดดด! ”
“ ห๊าา!? นั่นพูดบ้าบออะไรของนายกันยะ!? ”
“ เหอะน่า! ผู้หญิงนมคัพ C…….ไม่สิ ผู้หญิงที่มีนมตั้งแต่คัพ A ขึ้นไปน่ะลี้ภัยออกไปให้หมด! โดยเฉพาะซากุระ! เธอน่ะรีบหายหัวไปบัดเดี๋ยวนี้เลย! ”
“ พูดอะไรไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย! ”
“ ฉันก็ไม่รู้เรื่องพอกันนั่นแหละว้อย! ”
แต่นางุโมะพูดออกมาแบบนั้นไง มันก็เลยช่วยไม่ได้นี่หว่า!
ได้ทราบถึงวิธีการควบคุมแรงช้างสารของนางุโมะแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับฉันหรอก…….แต่นี่ไม่ใช่เวลามาสนเรื่องแบบนั้นแล้ว!
[ต้องฆ่า…….โลลิค่อน…….]
ในระหว่างที่เราเถียงอัดกันอยู่ ยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะก็พลันวิ่งทะยานตรงเข้ามาใส่ บัดซบ! ในเมื่อไอ้เวรนั่นมันจ้องหมายหัวฉันแล้ว ทิ้งนางุโมะเอาไว้ให้อยู่ตรงนี้ซะแบบนั้นจะทำให้ยัยนี่ปลอดภัยมากขึ้นรึเปล่า!?
รับรู้ได้อีกครั้งว่าจิตสังหารของยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะถูกเพ่งเล็งเข้ามาใส่ฉันแค่คนเดียว ฉันจึงวิ่งออกไปเพื่อเว้นระยะห่างออกจากนางุโมะให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เป็นในฉับพลันนั้นเอง
“ เกะกะจริงฟุรุยะคุง ”
ที่เสียงอันเย็นเฉียบประดุจน้ำแข็งพลันดังก้องเข้ามา พร้อมกับมีสัมผัสอันอบอุ่นนุ่มนิ่มหุ้มปกคลุมไปทั่วร่างกายของฉันนี่
นั่นก็คือหางอสูรกายสีเงินที่รัดฉันกับซากุระขึ้นสู่ที่สูงมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ตอนยังเด็กๆ—–หางจิ้งจอก
“ ใครจะคิดกันว่าไคอิตัวปัญหาจะรนเข้ามาหาที่ตายเองถึงที่ ”
คาเอเดะที่มีอะไรประหลาดโผล่ออกมาตรงบริเวณเอว…..คาเอเดะที่งอกหางจำนวนมากมายออกมาจากห้วงมิติเหนือชุดนักเรียน พลันลงมายืนคั่นกลางขวางอยู่ระหว่างตัวฉันกับยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะ—–และที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ก็คือการทำร้ายทารุณอยู่ฝ่ายเดียวอันสุดแสนจะน่ากลัว
[โลลิค่อน…….โลลิค่อน…….]
“ หายไปซะ ”
ฟู่ม—–พลั่ก!
หางเงินทั้ง 4 พลันพุ่งเข้าใส่ยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะด้วยความเร็วระดับที่ตามองตามไม่ทัน ฟาดร่างยักษ์ใหญ่ให้ล้มคะมำ จากนั้นหางทั้ง 4 ก็เข้ารัดพันรอบแขนขาโดยไม่ให้โอกาสยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะได้ยืนกลับขึ้นมา ก่อนจะเหวี่ยงร่างนั่นลอยเป็นแนวโค้งดัง ฟิ้ว! กลางอากาศ ร่วงลงมากระแทกชนเข้ากับพื้นดินราวกับเศษขยะ
ไม่เว้นช่วงให้พักหายใจ บริเวณพื้นแถวที่ยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะตกลงมาพลันเกิดเป็นประกายแสงเจิดจ้าสีฟ้าแกมขาว
“ ——พันธนาการทลายแขนขามอดม้วยมรณะ, วงแหวนผนึกปิดกั้นระยะ ”
คงจะเตรียมการเรียบร้อยเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะเหวี่ยงยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะแล้วละมั้ง
เพราะในพริบตาที่คาเอเดะกล่าวคำร่ายที่โคตรจะน่ากลัวออกมา แขนขาสองข้างของยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะก็พลันถูกเหนี่ยวรั้งลงกับพื้นพร้อมกับส่งเสียงแสนน่าหวาดเสียวดังกร๊อบกร๊อบ มีข่ายอาคมทรงโดมปรากฎขึ้นมาหุ้มอยู่รอบตัวมันเอาไว้หรอก…….แต่บนข่ายอาคมนั่น ก็มีรูโหว่เปิดอ้าอยู่จุดนึง
“ ฉันไม่ถนัดรับมือกับไคอิเลย …….เพราะมันคุมความแรงของไฟยากน่ะ ”
ตู้มมมมมมมม!
คาเอเดะใช้หางเพื่อกระโดดทะยานเข้าไปอยู่เคียงข้างข่ายอาคม ก่อนจะปลดปล่อยไฟจิ้งจอกออกมา เปลวเพลิงสีฟ้าแกมขาวที่ใช้ได้ผลกับวิญญาณด้วยนั่นพลันคลอกห่อหุ้มเต็มไปทั่วบริเวณภายในของข่ายอาคม….ที่ทำให้มีรูอยู่เหนือข่ายอาคมนั่นก็เพื่อที่จะได้ยัดเพลิงใส่เข้าไปภายในได้นั่นเอง
เพลิงสีฟ้าคลอกปกคลุมอยู่ภายในข่ายอาคม ร่างของยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะถูกเพลิงกลืนหายลับเข้าไปในบัดดล
ยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะที่ถูกย่างทั้งเป็นแผดเสียงกรีดร้องโหยหวน
ส่วนไอ้ฉันนี่ก็ถึงกับหวาดหวั่นขวัญผวากับวิธีการของคาเอเดะเลยทีเดียว ยัยนี่จะไล่ผีได้โคตรสยดสยองเกินไปแล้ว…….
นั่นไงเฮ้ย พวกนักเรียนที่มารวมตัวกันหน้าซีดหมดไม่พอ ขนาดพวกอาจารย์ยังมีแอบสั่นนิดๆเลยนะน่ะ?
“ อะ เอิ่ม รุ่นพี่คุซึโนะฮะคับ…….? คนที่อยู่ข้างในจะไม่เป็นไรแน่เหรอคับ? ”
“ ไม่ต้องห่วงไปหรอก น่าจะไม่ตายนั่นแหละ ”
คาเอเดะพ่นคำพูดอัดหน้าฉันที่วาจาสุภาพขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนที่จะทำการคลายทั้งข่ายอาคมและไฟจิ้งจอก
——และเราก็ได้ค้นพบ ว่าไม่มีแม้กระทั่งกระดูกหลงเหลืออยู่ตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ
“ วะ ว้ากกก!? ในที่สุดคาเอเดะก็กลายเป็นฆาตกรฆ่าคน——โอ้ยย!? ”
“ เงียบไปเลยนะ แล้วก็ [ในที่สุด] นั่นมันหมายความว่ายังไงหือ? ”
ฉันถูกคาเอเดะตบหน้าหันจนเงียบกริบไปเลยหรอก แต่ถ้างั้นทำไมมนุษย์ซึ่งเป็นแกนของไคอิถึงหายไปจากภายในข่ายอาคมได้เล่า โดนเผาหมดสิ้นไม่เหลือแม้แต่ซากชัดๆเลยไม่ใช่เรอะเนี่ย
“ …….แปลกจริง ต่อให้พูดว่าโดนเผาจนหมดสิ้นก็เถอะ แต่ก็ไม่มีกลิ่นเนื้อคนตอนไหม้ซะหน่อย ”
แล้วไหงคุณหล่อนถึงรู้ว่าเนื้อคนตอนไหม้มันมีกลิ่นยังไงเฉยเลยละครับนั่น…….
“ …….หนีออกไปจากวงแหวนผนึกปิดกั้นระยะได้เหรอ? หรือไม่ก็ เป็นไคอิประเภทควบคุมจากระยะไกล…….? ”
สีหน้าของคาเอเดะที่ยืนจมปลักกับความคิดอยู่ข้างฉันซึ่งกำลังหวาดหวั่นขวัญผวา ยิ่งเปลี่ยนแปลงดูซีเรียสจริงจังมากเข้าๆ
“ จะยังไงก็ตามแต่ มันไม่ใช่ สเกล 5 แบบธรรมดาทั่วไปแน่ๆล่ะ ต้องรายงานให้ทางสมาคมยกระดับการเฝ้าระวังให้สูงมากขึ้นอีก……. ”
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าอะไรเป็นอะไร แต่สรุปแล้วก็คือไอ้เจ้ายักษ์ใหญ่หุ้มเกราะตัวตะกี้นั่นมันยังอยู่ดีเรอะ
เอ้อแต่ก็ถือว่ารอดตัวจากภัยในปัจจุบันไปได้แล้วแหละนะ…….เป็นในพริบตาที่ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาเฮือกนึง และกำลังจะวิ่งไปดูอาการของนางุโมะนั่นเลย
“ จะว่าไปแล้วฟุรุยะคุง ”
หางของคาเอเดะที่เล่นงานยักษ์ใหญ่หุ้มเกราะจนยับเยินเหมือนเศษขยะอยู่เมื่อกี้ พลันแผ่ยุกยิกเข้ามาราวกับปกปิดทางหนีทีไล่ของไอ้ฉัน อะ อ้าว? ไหงไอ้ผมถึงกำลังโดนรุมล้อมอยู่เฉยเลยละครับเนี่ย…….
“ ต่อให้ฉันคิดตีความยังไง แต่ก็เห็นเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากโลลิค่อนสเลเยอร์มันหมายหัวจ้องเล่นงานเธอน่ะ ช่วยอธิบายมาทีได้มั้ยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นไปได้? ”
อ๊ะ
“ ฉันเองก็เห็นแบบนั้นเหมือนกัน อย่าบอกนะว่าที่นายจงใจหลีกหน้าโซยะ มิซากินั่น……. ”
ซากุระที่วิ่งเข้ามาหาพลันจับข้อมือกับเข็มขัดของฉันเอาไว้ในทันที
เอิ่ม ช่วยหยุดทีได้มั้ยอะครับ? ไอ้วิธีการจับแบบกะไม่ยอมให้หนีรอดไปไหนได้แน่ๆของแท้เลยเงี้ย….
ฉันอ้าปากที่แห้งผากไปหมด กล่าวอธิบายให้คาเอเดะที่ทำตาเหมือนฆาตกรฆ่าคน กับซากุระที่ทำหน้าเคร่งเครียดฟัง
“ …….คือฉันคิดว่านะ ไอ้เจ้ายักษ์ใหญ่หุ้มเกราะนั่น มันอาจจะเป็นไคอิคนละตัวกันกับโลลิค่อนสเลเยอร์ก็ได้นะ ”
“ นังหนู ติดต่อหาโซยะ มิซากิซะ ”
“ ได้เลยย่ะนังจิ้งจอก ไหนๆแล้วก็เตรียมที่สำหรับใช้สอบปากคำเอาไว้ด้วยเลยแล้วกัน ”
อ๊าาาาาาาากกกกกกกกกกกกกกก!!!
MANGA DISCUSSION