ตอนที่ 53 ฝาแฝด
หลังจากได้ยินคําพูดนั้นโจวถังรีบเดินไปอุ้มตุ๊กตาเวทย์มนตร์และหันหลังกลับมามอบให้ฉางหาวโดยไม่ลังเล
เมื่อรับเหวินเหวินมาไว้ในอ้อมอกแล้วชายหนุ่มเหลือบมองเห็นรอยยิ้มที่มุมปากนั้นทําให้เขาถึงกับสะดุ้งสุดตัวขณะน้ำตาเริ่มคลอเบ้า
[ไม่ว่าจะมองสักกี่ครั้งตุ๊กตาที่สามารถหัวเราะและเคลื่อนไหวมากก็ยังดูแปลกประหลาดอยู่ดี]
วันนี้โจวถังไม่มีสมาธิในการทํางานเลยเขานั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะทํางานทั้งวันเพียงเพื่อรอเวลาเลิกงาน
ครั้นเห็นว่าเวลาใกล้เลิกงานเข้ามาแล้วฉางหาวเริ่มจัดของและเตรียมตัวกลับบ้านขณะที่เป่ยเหรินเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางลังเลใจ
“มีอะไรเหรอ?”ฉางหาวถาม
“ผมอยากเห็นพวกเขา”เป่ยเหรินเอ่ยขึ้น
“อย่างงั้นพี่จะไปเป็นเพื่อน”ฉางหาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ตกลง”
เดิมที่ฉางหาวตั้งใจว่าหลังเลิกงานจะไปค้นหาวิญญาณที่หอพักของเป่ยเหรินเพื่อยืนยันว่าผีตนนั้นคือฮัวชิวเซียนจริงหรือไม่แต่ถ้าไปโรงพยาบาลอาจได้ข้อมูลเพิ่มเติม
ทั้งสองขับรถไปถึงโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองอย่างรวดเร็วและพบว่าสามีภรรยาตระกูลฮัวที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสยังคงนอนหมดสติในห้องไอซียูและไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้
สําหรับฮัวชิวเซียนกลายเป็นเจ้าหญิงนิททราและห้องผู้ป่วยที่เธอนอนรักษาตัวมีการดูแลเป็นพิเศษและไม่มีผู้ใดสามารถเข้าเยี่ยมได้
ขณะที่ทั้งสองกําลังกังวลเกี่ยวกับการหาข้ออ้างที่จะเข้าไปด้านใน นายแพทย์เจ้าของไข้ของฮัวชิวเซียนเดินออกมาจากวอร์ดพอดี และเมื่อเห็นเป่ยเหรินเขารีบเดินเข้ามาทักทายด้วยดวงตาเป็นประ กายทันที
“คุณเป็นญาติของคนตระกูลฮัวใช่หรือเปล่าครับ?”
เบี้ยเหรินพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีประหม่า
“ผมเห็นคุณครั้งแรกคุณคงเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศสินะครับ” นายแพทย์ท่านนี้ทราบดีว่าผู้ป่วยในวอร์ดนี้ล้วนมีฐานะดีดังนั้นญาติของพวกเขาย่อมอาศัยอยู่ต่างประเทศโดยพื้นฐาน
เป่ยเหรินพยักหน้าอีกครั้งอย่างว่างเปล่า
“อย่างนั้นเชิญเข้าไปเยี่ยมได้เลยครับ
ดวงตาของเป่ยเหรินตั้งตรงในทันที
[ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?]
หลังจากพูดจบ หมอก็เดินทําท่าจะออกไปเมื่อเห็นสถานการณ์นี้ ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะตะโกนว่า“คุณหมอครับช่วยบอกหน่อยได้หรือเปล่าครับว่า… อาการของเธอ…?”
ทัศนคติของโรงพยาบาลเอกชนที่มีต่อผู้ป่วยวีไอพีนั้นดีมากหลังจากได้ยอนคําถามนี้คุณหมอจึงหยุดและเริ่มเล่าถึงอาการป่วยของฮัวชิวเซียนให้เด็กหนุ่มฟัง
“อาการบาดเจ็บของผู้ป่วยไม่ร้ายแรงแม้เธอไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลบางประการแต่คลื่นสมองยังคงทํางานอยู่ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยสมองยังไม่ตายและสามารถฟื้นได้คุณควรมา เยี่ยมเธอให้บ่อยขึ้นและพูดคุยกับผู้ป่วยเพื่อช่วยให้เธอฟื้นตัว”
“แล้ว… แล้วคนอื่น ๆ ในตระกูลฮัวล่ะครับ?” เป่ยเหรินอดไม่ได้ที่จะถามอีก
ครั้ง
“คุณคงหมายถึงคุณฮัวกับภรรยาพวกเขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยหลังจากการรักษาตอนนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายแล้วรอดูอาการอีกซักสองสามวันหากไม่มีอะไรผิดปกติก็สามารถออกจาก ห้องไอซียูได้”
ตอนที่เป้ยเหรินกําลังสอบถามอาการจากคุณหมอฉางหาวได้แอบเข้าไปในห้องผู้ป่วยโดยไม่บอกใคร
ทันทีที่เข้ามา เขารีบเดินตรงไปยังเตียงที่อยู่กลางห้องฮัวชิวเซียนที่นอนอยู่บนเตียงมีใบหน้าซีดเซียวและร่างกาย ผ่ายผอมซึ่งไม่เหมือนกับภาพถ่ายที่เขาเห็นก่อนหน้านี้
ฉางหาวใช้ประโยชน์จากจังหวะที่ไม่มีคนสนใจล้วงเข้าไปหยิบกล่องขนาดเท่าใส่แหวนจากกระเป๋าของเขามาเปิดออก เผยให้เห็นชาดซึ่งอยู่ข้างใน
ก่อนที่จะเริ่มลงมือ เขามองกลับไปที่ประตู หลังจากแน่ใจว่าเป่ยเหรินจะไม่เข้ามาในตอนนี้เขารีบเหยียดนิ้วออกลุ่มชาดเล็กน้อยเพื่อเขียนยันต์ดึงวิญญาณบนหลังมือขวาของฮัวชิวเซียน
คาถานั้นแสดงอานุภาพอย่างรวดเร็วทว่าเมื่อเขาจับจ้องไปที่อักขระเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง… เขากลับมองไม่เห็นอะไรเลย
ฉางหาวเกาหัวอย่างหงุดหงิดครั้นพบว่าตนเองได้พบกับความล้มเหลวอีกครั้ง
เมื่อไม่สําเร็จ เขาจึงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรผ่านวิดีโอกับอาจารย์ของเขาทันทีที่เชื่อมต่อสําเร็จเขาเผยรอยยิ้มเงื่อนพร้อมพูดว่า “อาจารย์ครับช่วยผมหน่อยช่วยดูทีว่าวิญญาณของผู้ หญิงคนนี้ยังอยู่ในร่างหรือเปล่า?”
ก่อนที่อาจารย์เหลียงจะปฏิเสธได้จู่ๆใบหน้าของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวในทันที
“ว่างเปล่า” อาจารย์เหลียงถอนหายใจอย่างแรงเมื่อเขาไม่สามารถมองเห็นพลังงานจิตวิญญาณในร่างกายของหญิงสาวผู้นี้ขณะรู้สึกรําคาญลูกศิษย์ที่ไร้ประโยชน์
“แล้ว… วิญญาณออกจากร่างเกินยี่สิบวันแล้ว เราจะพากลับมาได้หรือเปล่า?”ฉางหาวตรวจสอบเวลาที่ฮัวชิวเซียนได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าวันที่แล้ว
“จิตวิณญาณอยู่ห่างจากร่างกายนานเกินไปดังนั้นการเชื่อมต่อจะค่อย ๆ จางหายไปและโดยทั่วไปจะไม่อาจรอดชีวิตหลังจากผ่านไปนานเกินสิบวัน” อาจารย์เหลียงกล่าวอีกว่า“ถ้าเขาต้องการ ลองก็สามารถทําได้ด้วยพฤติกรรมที่ทรงพลังแต่มีโอกาสสําเร็จเพียงสามสิบเปอร์เซนต์เท่านั้นแม้จะสําเร็จความทรงจําของจิตวิญญาณนั้นจะสูญหายไปถ้าแกต้องการทําก็ไปโพสต์งานที่เว็บไซต์ของสมาคม”
“โอเค ผมขอคิดดูก่อนครับ”
ฉางหาวรีบวางสายและหยิบทิชชูเปียกที่เขาเตรียมไว้ล่วงหน้าออกจากกระเป๋ามาเช็ดยันต์บนหลังมือของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เป่ยเหรินคุยกับหมอแล้วเค้าเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยและเห็นฉางหาวจากด้านหลังยืนอยู่หน้าเตียงของฮัวชิวเซียนด้วยอาการลุกลี้ลุกรนราวกับกําลังทําอะไรที่เลวร้าย
“พี่หาว ทําอะไรพี่สาวผม?” เป่ยเหรินรีบวิ่งเข้าไปด้วยความโกรธและ เห็นว่า อีกฝ่ายกําลังเช็ดมือพี่สาวของตนด้วยทิชชูเปียกซึ่งหลังมือนั้นมีลวดลายแปลก ๆ ที่ยังเช็คไม่หมด
“นี่มันอะไรกั?” เบี้ยเหรินเอ่ยถาม
“ชาด” ฉางหาวไม่ตั้งใจจะปกปิด
“ชาด มีไว้สําหรับวาดยันต์ไม่ใช่เหรอ?แล้วพี่เอามาเขียนบนมือพี่สาวผมทําไม?” เป่ยเหรินเบิกตาใส่อีกฝ่ายขนาดนึกถึงเรื่องยนต์ที่อีกฝ่ายให้ไว้ก่อนหน้า
“พี่หาว พี่เป็นอาจารย์คุนไสยเหรอ?”เบี้ยเหรินเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น
“ก็ทํานองนั้น…ครั้งก่อนถ้าไม่ได้ยันต์ที่ฉันให้ถ้าไม่ตายแกก็คงพิการไปแล้ว”
การช่วยฮัวชิวเซียนต้องใช้ศิลปะที่ลึงซึ่งดังนั้นฉางหาวจึงไม่ต้องการที่จะปิดบังและชายหนุ่มมั่นใจว่าโจวถังเจ้านายของเขาจะต้องรู้เรื่องนี้ด้วย
“พี่วาดยันต์ที่หลังมือของพี่สาวผมแล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?” เปยเหรินสอบถาม
“เหตุผลที่เธอกลายเป็นนิททราก็เพราะวิญญาณของเธอถูกขับออกจากร่างกายตอนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ถ้าเราเอาวิญญาณของเธอกลับคืนมาไม่ได้เธอก็คงไม่อาจฟื้น”ฉางหาวกล่าว
“งั้นก็รีบไปหาสิ”เป่ยเหรินรู้สึกกังวล
“ฉันก็คิดเหมือนกันแต่…” เขาอยากจะบอกว่าตนไม่มีความสามารถขนาดนั้น
“แต่อะไร?” เป่ยเหรินงุนงง
“เอ่อ…คือว่า… กําหนดเวลาการดับของวิญญาณคือสิบวันแต่วิญญาณของพี่สาวนายออกจากร่างกายมากว่ายี่สิบวันแล้วมันจึงเป็นอันตรายมาก ถ้าเราต้องการจะดึงวิญญาณกลับมาเราต้องหา ใครสักคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังจิตที่สูงส่ง”
“แล้วเราจะหาปรมาจารย์ที่มีความสามารถแบบนั้นได้ที่ไหน?พี่พอจะรู้จักบ้างหรือเปล่า?” เป่ยเหรินนึกขึ้นมาได้ว่าฉางหากรู้จักกับผู้คนมากมาย
“แน่นอนว่าพี่รู้จัก…แต่…”
“แต่อะไรอีกล่ะ?” เป่ยเหรินเริ่มหงุดหงิด
“อาจารย์ท่านนี้คิดค่าธรรมเนียมสูงมาก”ฉางหาวกล่าวอีกว่า “แล้วยังขอลดไม่ได้แม้แต่เหรียญเดียว”
“มันจะแพงสักเท่าไหร่กันเชียว?”
“หนึ่งล้านขาดตัว!” ฉางหาวยกมือขึ้นเกาหัว
“บ้าไปแล้ว! ทําไมมันถึงได้แพงขนาดนั้นล่ะ?”
“ถ้าทําได้ ฉันก็อยากจะช่วยแก แต่น่าเสียดายที่ความสามารถของฉันมันไม่ถึงขั้น”
MANGA DISCUSSION