มัทนาเดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้าชื่อดังด้วยความมั่นใจเฉกเช่นทุกครั้ง และยิ่งครั้งนี้มีสายตาของทุกคนพุ่งตรงมองมา หล่อนก็ยิ่งต้องเชิดหน้าสูงด้วยความมั่นใจล้านเท่า
‘แหม รู้ตัวอยู่แล้วล่ะว่าสวยมาก แต่ไม่ต้องมองกันแบบนี้ได้เปล่า มันค่อนข้างเขินน่ะ’
มัทนาคิดอย่างภาคภูมิใจ พลางพยายามเชิดหน้าสูงขึ้นอีก เมื่อสายตาของทุกคนยังจับจ้องไม่หยุด
‘อ้าว ดูสิ มองกันจังเลย มองไม่หยุดไม่หย่อน นี่ไม่รู้จักคนสวยหรือยังไงนะ’
คนถูกมองเต็มไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องล้นอก ราวกับว่าตัวเองคืออั้ม พัชราภาก็ไม่ปาน
‘เชอะ อยากจะให้นายแมทธิวมาเห็นนัก จะได้รู้ว่าทุกคนเขาชื่นชมในความสวยของหล่อนมากแค่ไหน มีแต่นายนั่นคนเดียวนั่นแหละที่ตาบอด ตาถั่ว ตาไม่ถึง’
หญิงสาวหัวเราะในอก ขณะเดินตรงไปยังดลกรที่ยืนยิ้มกว้างรออยู่ไม่ไกลนัก
“นี่หล่อน ทำไมจะต้องเชิดหน้าสูงขนาดนั้นยะ เดี๋ยวก็คอหักตายกันพอดีหรอกย่ะ”
“ก็แกไม่เห็นหรือไง คนที่นี่มองฉันด้วยความชื่นชมน่ะ ตั้งแต่ลงจากรถแท็กซี่ เดินเข้ามาในนี้ ทุกคนเลยนะ ย้ำว่าทุกคน มองฉันเป็นตาเดียวกัน สงสัยเขาจะนึกว่าอั้ม พัชราภามาเที่ยวห้าง”
มัทนาหัวเราะคิกคักด้วยความพึงพอใจ
“ไหนแก…”
ดลกรหันไปมองรอบๆ ตัวบ้าง ก่อนจะหันมาพูดกับเพื่อนชะนี
“แต่ฉันว่าพวกนั้นมองแกแปลกๆ นะนังมัท”
“แปลกยังไง ฉันเห็นความชื่นชมชื่นชอบออกมาจากสายตาของคนพวกนั้นทุกคนเลยนะ”
“ไม่มั้งแก…” ดลกรค้านอีกครั้งอย่างไม่เห็นด้วย “พวกนั้นมองแกแล้วก็…ยกมือขึ้นปิดปากแล้วก็หัวเราะน่ะ ฉันว่า…เหมือนขำๆ อะไรสักอย่างมากกว่านะ”
“แกคิดมากไปนังนัตตี้ พวกนั้นจะมาขำอะไรฉัน คนสวยๆ อย่างฉันก็ต้องมีคนมองแบบนี้เสมอนั่นแหละ นี่แกยังไม่ชินที่มีเพื่อนสวยอีกเหรอยะ”
“แกนี่มันยกหางตัวเองได้ตลอดเลยนะ”
“ฉันพูดความจริงนี่นา ว่าแต่เราอย่าไปสนใจคนพวกนั้นเลย แกพาฉันไปซื้อชุดทำงานดีกว่า พ่อให้ฉันหางานน่ะ”
“อ้าว ไหนว่าพ่อแกไม่ยอมให้แกทำงานไงล่ะ”
“เมื่อก่อนน่ะใช่ แต่ตอนนี้พ่อเปลี่ยนใจแล้ว ฉันก็งงๆ แต่ก็ต้องทำตามน่ะ”
“อืม งั้นไปกันเถอะ” ดลกรพยักหน้ารับ และตวัดมือโอบแผ่นหลังของเพื่อนสาว แต่ก็ต้องรีบชักมือกลับ เพราะสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่แผ่นหลังของเพื่อน
“นี่แก หันหลังซิ”
“อะไรเหรอนังนัตตี้”
“ไม่รู้หันหลังมาก่อน”
มัทนารีบหมุนตัวหันหลังให้เพื่อนสนิท ก่อนที่จะได้ยินเสียงหัวเราะขบขันดังลั่นออกมาจากปากของดลกร
“เฮ้ยยยย แก…ใครเขียนน่ะ ถูกใจฉันจังว่ะ”
“เขียน? อะไรของแกนังนัตตี้”
ดลกรพยายามกลั้นหัวเราะแต่ไม่อยู่
“ก็นี่ไง”
แล้วก็รีบดึงกระดาษออกมาจากแผ่นหลังของมัทนา ก่อนจะยื่นให้กับเพื่อน
“ยิ่งกว่าแรดก็ฉันนี่แหละค่ะ” ดลกรอ่านทวน ก่อนจะหัวเราะลั่นอย่างหยุดไม่ได้ “ถูกใจฉันจริงๆ เลยว่ะนังมัท นี่ฉันอยากรู้จังใครเขียน ฉันจะได้มอบธนบัตรใบสุดท้ายในกระเป๋าให้คนคนนั้น”
มัทนาเห็นข้อความในกระดาษ แล้วก็กำมือแน่น ขยำกระดาษใบนั้นจนแทบแหลกคามือ ดวงตาลุกโชนไปด้วยกองไฟ
“ไอ้แมทธิว!”
หล่อนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะตอนนี้รู้แล้วว่าสายตาที่ทุกคนจ้องมองมานั้นไม่ได้ชื่นชม แต่คือขบขัน
“นี่นังนัตตี้! แกจะหัวเราะให้ฟันกรามออกมาดิ้นบนพื้นเลยหรือไง หุบปากเดี๋ยวนี้นะ ฉันกำลังแค้นนนนน…!”
“ก็มันหยุดไม่ได้นี่นา มันขำนี่แก…”
ดลกรยังคงหัวเราะไม่หยุด หัวเราะจนต้องงอตัวเพราะจุกท้องเลยทีเดียว
“ถ้าแกไม่หยุดหัวเราะ ฉันจะเลาะฟันแกออกมาให้หมดปากเชียว”
“อุ๊บบบบ” ดลกรยกมือขึ้นอุดปาก ปิดกั้นเสียงหัวเราะ “หยุดแล้วจ้ะแม่แรด…เอ๊ย…แม่ชะนีเพื่อนรัก”
“ว่าแต่…แกรู้ได้ยังไงว่าคุณแมทธิวทำแก”
“จะมีใครที่ไหนมีความคิดทุเรศๆ แบบหมอนั่นอีกล่ะ”
“ก็แกไง เมื่อวานนี้แกก็เพิ่งว่าคุณแมทธิวสุดหล่อของฉันเป็นควาย ลืมไปแล้วหรือไงยะ” ดลกรตอกย้ำ
“แล้วนั่นมันความคิดใครล่ะ นังนัตตี้!”
ดลกรยิ้มหน้าเจื่อน เสหลบตาเพื่อนชะนีที่กำลังโกรธจัด “แล้วนี่แกจะไปซื้อชุดทำงานอีกไหมเนี่ย”
“ไป…แต่ขอปรับลมปราณก่อน ตอนนี้มันแตกซ่านเหลือเกิน”
แล้วมัทนาก็ทำท่าเลียนแบบหนังจีนกำลังภายในที่กำลังฝึกวิทยายุทธไม่มีผิด
ดลกรเห็นก็ส่ายหน้าดิกและหัวเราะขบขัน “บรรพบุรุษแกเป็นเอี้ยก้วยหรือไงยะ ถึงต้องทำท่าทางแบบนี้น่ะ”
“เปล่า”
“แล้วทำไปทำไม”
“ก็ฉันติดหนังจีนกำลังภายในนี่ ขออีกสองกระบวนท่านะนังนัตตี้ อย่ากวน”
ดลกรส่ายหน้าเอือมระอา ก่อนจะถอยออกห่างจากร่างของเพื่อนรักไปสองสามก้าว พร้อมกับส่ายศีรษะไปมาให้กับสายตาของคนอื่นที่จ้องมองมา
“ไม่ใช่เพื่อนผมครับ ผมไม่รู้จักครับ”
มัทนาสงบจิตสงบใจได้แล้วก็เดินเข้ามาหาเพื่อน “แกต้องช่วยฉันคิดวิธีแก้แค้นไอ้หมอนั่นด้วยนะ นังนัตตี้”
“โอ๊ย ไม่เอาแล้วแก ฉันว่าเอาเวลาทะเลาะกับคุณแมทธิว ไปอ่อยคุณหมอสุดหล่อไม่ดีกว่าเหรอ”
“แต่ฉันแค้นนี่นา ดูสิกำลังภายในเหลือสองขีดเอง”
ดลกรเบ้ปาก กลอกตามองบน
“อีบ้า”
“ก็ฉันแค้นจริงๆ นี่ แกว่าฉันควรทำยังไงดี” มัทนาไม่สนใจคำด่าและท่าทางเบื่อหน่ายของเพื่อนแม้แต่น้อย
“ก็บอกแล้วไม่ต้องแก้คงแก้แค้นแล้ว ปล่อยๆ ไปเถอะ หรือไม่ก็รอให้แกได้เป็นพี่สะใภ้รองก่อน แล้วค่อยขยี้ให้จมเตียง”
“นังนัตตี้!”
“เออ ฉันพูดผิดไปน่ะ ให้จมดินจ้ะ”
มัทนาพยักหน้าน้อยๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “นั่นสิ ที่แกพูดมันก็ถูก งั้นฉันจะทำตามที่แกบอก”
“ดีมาก ไปซื้อชุดทำงานของแกกันได้แล้ว” ดลกรเดินนำหน้าไป แต่มัทนารีบวิ่งไปคว้าแขนเอาไว้
“นังนัตตี้ แกว่าฉันจะทำยังไงดีให้พี่ไมค์มองฉันอะ นี่ฉันก็ทำมาทุกอย่างแล้วนะ แต่พี่ไมค์ก็ยังไม่เห็นมีทีท่ารักใคร่อะไรฉันขึ้นมาเลย”
“ไปตรวจหอยอีกครั้งดีไหมล่ะ”
“ไม่เอาแล้ว นี่ฉันยังอายไม่หายเลยนะ” มัทนาบ่นอุบ และใบหน้าของแมทธิวก็ลอยเข้ามาในหัว “ไอ้บ้านั่น ฉันจะต้องฆ่ามันให้ได้ มีอย่างที่ไหนมาดูหอยฉัน”
“แกก็แก้แค้นด้วยการดูบ้องข้าวหลามของคุณแมทธิวแทนไง จะได้หายกัน”
“อีนัตตี้ อีกะเทยลามก!” มัทนาทุบเพื่อนแรงๆ อย่างโมโห ดลกรปัดป้องเพราะเจ็บระบม
“พอแล้วแก ฉันพูดเล่นน่ะ”
“ห้ามพูดอีกเชียวนะ ฉันไม่อยากได้ยินชื่อหมอนั่นอีก”
“เกลียดอะไรได้อย่างนั้น แกรู้จักคำโบราณนี้หรือเปล่า”
“รู้”
ดลกรหรี่ตามองหน้าบูดๆ ของมัทนา “ระวังนะแก อยากเป็นพี่สะใภ้ อาจจะได้เป็นเมียก็ได้”
“อีนัตตี้!” มัทนาซัดกำปั้นเข้าใส่หน้าอกของดลกรอีกครั้ง จนดลกรต้องยกมือยอมแพ้
“โอเคๆ ฉันไม่แกล้งแกแล้ว”
“ถ้าแกพูดอีกนะ ฉันจะยกเลิกส้มตำกับชาบูที่จะเลี้ยงแก”
ดลกรรีบยกมือขึ้นทำท่ารูดซิปปาก
“รับรองเพื่อนรัก นัตตี้คนสวยจะไม่พูดความจริง เอ๊ย…พูดเรื่องล้อเล่นอีกแล้ว”
มัทนาปรายตามองเพื่อนตาขุ่น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ และพยายามคิดถึงเป้าหมายของตัวเอง
“แล้วฉันควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะนังนัตตี้”
ดลกรยืนเอียงคอซ้ายขวาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะดีดนิ้วแรงๆ และพูดขึ้นเสียงตื่นเต้น
“ฉันคิดออกแล้วแก…”
“คิดอะไรออกเหรอนังนัตตี้”
มัทนาเองก็อดตื่นเต้นดีใจไม่ได้ เพราะแผนแต่ละอย่างที่ออกมาจากหัวของดลกรล้วนแต่ยอดเยี่ยมทั้งนั้น
“แกต้องเปลี่ยนการแต่งตัวเสียใหม่”
ดลกรมองเพื่อนสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า
“แต่งแบบนี้มันดูกะโปโลเกินไป”
มัทนาก้มมองดูตัวเอง ก่อนจะเลิกคิ้วมองเพื่อนรักอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันว่าฉันก็แต่งดีแล้วนะแก กระโปรงยีนกับเสื้อยืด แล้วก็ใส่รองเท้าผ้าใบ มันเท่ออก”
ดลกรแหวะปากอย่างไม่เห็นด้วย
“มันไม่สวย มันไม่เข้ากับแก เชื่อสายตาฉันเถอะ เปลี่ยนการแต่งตัวใหม่ แล้วรับรอง คุณหมอสุดหล่อจะต้องวิ่งเข้าชนเหมือนวัวกระทิงแน่ๆ”
“แค่ชอบฉันก็พอ ไม่ต้องเข้ามาขวิดมาชนก็ได้”
“เออ…นั่นแหละ ว่าแต่แกจะยอมให้ฉันเป็นคอสตูมให้หรือเปล่าล่ะยะ”
มัทนาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างไม่มีทางเลือก อย่างน้อยดลกรก็เป็นเพื่อนรัก ยังไงก็ต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับหล่อนอยู่แล้ว
“ตกลง”
ดลกรยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย “รู้ไหมว่าความฝันอันยิ่งใหญ่รองลงมาจากการได้สอยณเดชน์มาเป็นผัวคืออะไร”
มัทนาส่ายหน้าดิก ลางสังหรณ์เริ่มทำงานแล้ว
“ไม่รู้สิ ความฝันแกเยอะไปหมด ฉันจำไม่ค่อยได้
“เป็นคอสตูมยังไงล่ะยะ รับรองแกจะต้องสวย…จะต้องสวยจนทุกคนมองเหลียวหลัง น้ำลายยืดเลยทีเดียว”
คนฟังเริ่มสะพรึง “แกแน่ใจนะว่าแกทำได้”
“ล้านเปอร์เซ็นต์”
“แล้วแกจะให้ฉันแต่งตัวแบบไหนล่ะ”
ดลกรยิ้มทั้งปากทั้งดวงตา และยกมือตบกันจนเกิดเสียงดัง “แกรู้อะไรไหมว่าตอนนี้เทรนด์ลายดอกกำลังมาแรง”
“หึ…ไม่รู้เลย…”
มัทนาส่ายหัว ทำหน้าฉงน
“งั้นก็รู้ไว้ซะ ฉันจะจับแกแต่งตัวให้สวย…ด้วยเสื้อผ้าลายดอกแสนงดงาม รับรอง…คุณหมอสุดหล่อต้องมองตาค้างแน่ๆ”
“แกแน่ใจนะนังนัตตี้”
“ยิ่งกว่าแน่ใจอีก” ดลกรเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “งั้นวันนี้นอกจากชอปปิงชุดทำงานให้แกแล้ว ฉันจะพาแกไปชอปชุดลายดอกด้วย รับรองแกสวยสะพรึงแน่”
“สะพรึงนี่ใช้กับศพหรือเปล่าแก” มัทนาเริ่มไม่มั่นใจ
“งั้นเปลี่ยนคำพูดใหม่ก็ได้ สวยสะพรั่ง…เป็นไง ฟังดูแล้วสดชื่นขึ้นไหมนังมัท”
“เออ…ดีขึ้นหน่อย”
“งั้นเราไปชอปปิงช่วยชาติกันเถอะ”
แล้วดลกรก็ลากแขนมัทนาให้เดินตามไปด้วยความกระตือรือร้น ตรงกันข้ามกับมัทนาที่ตอนนี้รู้สึกราวกับถูกราหูอมพิกล
MANGA DISCUSSION