ณ คฤหาสน์เก่าตระกูลเฉิน เฉินเป่ยชวนเดินออกมาจากห้องของท่านผู้หญิงแล้วเดินตรงขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบน
เมื่อเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่เขาก็กดโทรศัพท์โทรหาหลินผิง “รู้หรือยังว่าโครงการที่ซังโจวใครเป็นคนได้ไป”
“เป็นบริษัทเก่าแก่ที่ไม่เป็นที่รู้จักครับ ได้ยินมาว่าระยะนี้มีการอัดฉีดเงินทุนจำนวนมากเข้ามา แต่ที่มาของแหล่งเงินทุนยังเป็นปริศนา”
“เข้าใจละ แล้วเรื่องที่ให้ไปตรวจสอบก่อนหน้านี้ได้เรื่องไปถึงไหนแล้ว”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เริ่มเชื่อมโยงเข้าหากัน แต่สัญชาตญาณของเขากลับบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่ฝีมือของเฉินจิ้นถงแต่เพียงผู้เดียว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถเหนือกว่าเฉินจิ้นถงอยู่อีก
“คุณชายถังบอกว่าตำรวจสากลทำลายฐานที่มั่นกับโรงงานผลิตยาของแก๊งค้ายาและจับกุมคนไปจำนวนมาก แต่ว่าไม่เคยเจอตัวหัวหน้าแก๊งเลยสักครั้ง พวกที่ถูกจับกุมก็แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วหัวหน้าของพวกมันเป็นคนแบบไหน”
หลินผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ เดิมทีการค้ายาเสพติดก็เป็นธุรกิจที่เลวร้ายอยู่แล้ว จึงไม่มีหัวหน้าแก๊งค้ายาคนใดยอมเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของตนเองให้ลูกน้องเห็นได้ง่ายๆ
“พวกรองหัวหน้าแก๊งตายแล้วหรือ?”
เฉินเป่ยชวนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามองข้ามฝีมือของหัวหน้าแก๊งค้ายาที่ลึกลับคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ
“ครับ ทุกคนที่พบตายหมด”
“ลองไปเช็คดูว่าการอัดฉีดเงินทุนที่ซังโจวกับแก๊งค้ายากลุ่มนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า”
“ไม่ใช่ฝีมือของเฉินจิ้นถงหรือครับบอส ในเมื่อเขาเป็นคนติดตั้งเครื่องดักฟังเอาไว้”
“ถึงเฉินจิ้นถงคิดจะเล่นงานโครงการที่ซังโจว แต่ด้วยความสามารถของเขา เขาไม่มีทางทำแบบนี้ได้ เรื่องนี้ต้องมีบุคคลที่สามที่มีฝีมือซ่อนตัวอยู่แน่”
เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นแก๊งค้ายาพวกนั้น
“เข้าใจแล้วครับ”
หลินผิงหายสงสัยในทันที เขาไม่เคยคิดเชื่อมโยงทั้งสองคนเข้าด้วยกันเลยสักนิด
“คนที่ส่งไปคุ้มครองพวกเขาสองแม่ลูกจะต้องไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นเด็ดขาด”
สีหน้าของเฉินเป่ยชวนเคร่งขรึมขึ้น ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาจริงๆ เขาจะปล่อยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นกับเฉียวชูเฉี่ยนและลูกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“วางใจได้ครับบอส”
“ตอนนี้เฉินจิ้นถงเป็นยังไงบ้าง”
“สองสามวันมานี้เขาทำงานที่บอสมอบหมายไว้ให้ทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้งานเสร็จ คิดว่าคงจะกลับมาในอีกไม่กี่วันครับ”
เฉินเป่ยชวนคาดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ ริมฝีปากของเขาฉาบไปด้วยรอยยิ้มของผู้ที่ไม่เคยแพ้ เขาจะทำให้เฉินจิ้นถงรู้ว่าเขาไม่ควรทะเยอทะยานอยากจะครอบครองทั้งเฟิงฉิงและเฉียวชูเฉี่ยน
หลังจากเซ็นสัญญาไปแล้วก็เหมือนกับหมูที่อยู่ในอวย เฉินเป่ยชวนไม่คิดจะสร้างความยุ่งยากให้กับตัวเอง จึงใช้ชีวิตช่วงสองสามวันมานี้อย่างสุขสงบเป็นพิเศษ
“ถ้าได้ใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงดี”
หลังจากเฉียวชูเฉี่ยนยืดเส้นยืดสายเสร็จเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เมื่อเห็นหมายเลขที่โทรมาบนหน้าจอ อารมณ์ที่กำลังดีๆ อยู่ก็ขุ่นมัวทันที
เธอกดรับโทรศัพท์อย่างเสียไม่ได้ แล้วเสียงของเฉินเป่ยชวนก็ดังออกมา “มาที่เฟิงฉิงหน่อย”
“ตอนนี้?”
ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว มีเรื่องอะไรทำไมถึงรอคุยพรุ่งนี้ไม่ได้
“ใช่ ผมให้เวลาคุณสิบนาที ไม่อย่างนั้นผมจะฉีกสัญญาทิ้ง”
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด พวกเธอไม่ใช่ฝ่ายเสียหายจากการยกเลิกสัญญาเสียหน่อย
แต่ดูเหมือนผลกำไรที่จะได้จากสัญญานี้จะมีมูลค่ามากกว่าการฉีกสัญญาหลายเท่า
เมื่อนึกถึงผลกำไรจำนวนมากเธอจึงทนกัดฟันเดินลงไปเรียกแท็กซี่ที่ชั้นล่างเพื่อไปยังเฟิงฉิงทันที
“คุณเฉียว ท่านประธานบอกว่าถ้าคุณมาถึงแล้วให้ขึ้นไปข้างบนได้เลยค่ะ”
คงเป็นเพราะครั้งก่อนเธอนอนหลับอยู่ในห้องพักของเฉินเป่ยชวนตลอดทั้งบ่าย พนักงานของเฟิงฉิงจึงมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้เคยเรียกเธอว่าเลขาเฉียว แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเรียกว่าคุณเฉียวเสียแล้ว
เธอก้าวเข้าไปในลิฟต์อย่างเชื่องช้า ที่เฉินเป่ยชวนเรียกให้เธอมาหาไม่ใช่เพราะอยากจะเล่นปาหี่แบบครั้งที่แล้วอีกหรอกนะ
เมื่อนึกถึงภาพบรรยากาศอันคลุมเครือตอนที่ถูกกดไว้ติดกับผนัง ใบหน้าของเธอก็แดงระเรื่อ
ให้ตายเถอะ เธอไม่เห็นจะต้องไปคิดถึงเรื่องนั้นเลย!
หลังจากเคาะประตูสองสามครั้งแล้วไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดๆ เธอจึงถือวิสาสะเปิดประตูและเดินเข้าไป แต่คิดไม่ถึงว่านอกจากเฉินเป่ยชวนแล้วจะยังมีคนอื่นอยู่ในนั้นด้วย
“เลขาเฉียว”
เฉินจิ้นถงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตาที่อยู่หลังกรอบแว่นกลับฉายแววของความหงุดหงิด… ตอนนี้เธอไม่ได้มาเฟิงฉิงเพราะเรื่องความร่วมมือระหว่างบริษัท
“กลับมาแล้วหรือคะรองประธานเฉิน”
เฉียวชูเฉี่ยนรู้สึกอายเล็กน้อยในความไม่เป็นมืออาชีพ ถ้ารู้ว่ามีคนอื่นอยู่ในนี้ด้วยเธอคงไม่เปิดประตูเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตแบบนี้
“ครับ เพิ่งกลับมาถึง กำลังรายงานผลการทำงานให้ท่านประธานทราบเลยครับ”
เฉินจิ้นถงมองไปยังเฉินเป่ยชวนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยแววตาที่อ่อนโยนและสุภาพ ทว่าเขากลับกระตุกยิ้มยั่ว “ผมบอกว่าจะไปรับหลังเลิกงานนี่นา คิดถึงผมมากจนต้องมาหากันก่อนเลยเหรอ”
“…”
เธอหูฟาดไปหรือเปล่า เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเฉินเป่ยชวนเป็นคนโทรเรียกให้เธอมาหาเขาที่เฟิงฉิงภายในสิบนาที ไม่อย่างนั้นเขาจะยกเลิกสัญญา ทำไมกลายเป็นว่าเธอเป็นฝ่ายมาหาเขาเองเพราะว่าคิดถึงเขาเสียได้
“คุณนั่งพักสักแป๊บแล้วช่วยผมคิดทีว่าเย็นนี้เราจะไปกินอะไรกันดี”
ใบหน้าคมคายซึ่งเผยให้เห็นรอยยิ้มที่เอาอกเอาใจทำให้เชียวชูเฉี่ยนใจสั่นด้วยความหวาดกลัว เฉินเป่ยชวนเป็นไบโพลาร์หรือว่ากำลังแสดงละครอีกกันแน่ …แสดงละครต่อหน้าเฉินจิ้นถง?
ความเป็นไปได้นี้แว๊บขึ้นมาในหัว ทำไมเขาต้องแสดงละครต่อหน้าเฉินจิ้นถงด้วยล่ะ
“ดูเหมือนวันนี้จะไม่ใช่เวลาที่เหมาะที่ผมจะมารายงานผลการทำงานนะครับ เอาไว้ผมค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ดีกว่า”
เฉินจิ้นถงกระตุกยิ้มมุมปากและพยายามควบคุมลมหายใจเพื่อระงับความโกรธเอาไว้ ผลของการทุ่มเทอยากหนักมาเป็นเวลาเนิ่นนานของเขาได้หายไปหมดแล้ว
“เอางั้นก็ได้ เธอมาอยู่ที่นี่แบบนี้ฉันคงฟังอะไรไม่รู้เรื่อง”
เฉินเป่ยชวนผุดลุกออกจากที่นั่งและเดินตามไปนั่งลงตรงโซฟา และยิ่งเกินคาดไปอีกเมื่อเขาเหยียดแขนอันแข็งแรงมาดึงเฉียวชูเฉี่ยนซึ่งกำลังเฝ้าดูเขาที่กำลังเป็นไบโพลาร์อย่างเงียบๆ ขึ้นไปนั่งบนตัก
การกระทำอันสองแง่สองง่ามของเขาทำให้ใบหน้าของเธอแดงก่ำและอายอย่างบอกไม่ถูก
ดูเหมือนเฉินจิ้นถงจะระงับความโกรธไว้ไม่ได้อีกต่อไป ดวงตาที่หรี่ลงของเขาเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูเป็นปกติ “งั้นผมกลับก่อนนะ”
หลังจากสาวเท้ายาวๆ ออกมาจากห้องทำงาน ความเย็นชาในแววตาของเฉินจิ้นถงก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น เมื่อนึกถึงเสียงที่ได้ยินผ่านเครื่องดักฟังวันนั้น ในใจของเขาก็เหมือนถูกแผดเผาไปด้วยความโกรธ
ไม่ เขาไม่มีทางยอมรับความพ่ายเด็ดขาด!
ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลงเฉินเป่ยชวนก็กดสวิตช์เล็กๆ ที่อยู่ในมือ เฉียวชูเฉี่ยนตระหนักขึ้นมาได้จึงรีบลงจากตักของเขาอย่างรวดเร็ว “ท่านประธานเฉิน ต่อไปนี้ถ้าจะเล่นปาหี่อะไรอีกรบกวนคุณอย่าดึงฉันเข้าไปเกี่ยว!”
เฉินจิ้นถงจะเป็นพิษเป็นภัยอะไรต่อเขาได้? ช่วงนี้เธอกับเฉินจิ้นถงติดต่อกันค่อนข้างบ่อย เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะมาต่อสู้เพื่อแย่งชิงสมบัติโดยไม่สนใจอะไร จะเป็นไปได้ยังไงที่เขาจะเข้ามาติดตั้งอุปกรณ์อะไรไว้ภายในห้องนี้
“งั้นทำไมคุณถึงไม่เปิดโปงผมตั้งแต่เมื่อกี้เลยล่ะ”
แม้ว่าจะลุกออกจากตักไปแล้ว แต่มือของเฉินเป่ยชวนยังคว้าแขนของเธอไว้ได้ ออกแรงดึงแค่เพียงครั้งเดียวเธอก็กลับลงมานั่งบนตักของเขาอีกครั้ง
“ถ้าคุณจะแฉผมคุณก็ทำได้ง่ายๆ ทำไมถึงยังยอมแสดงละครไปกับผมล่ะ”
“…”
พอถูกถามแบบนี้เธอก็ตอบไม่ได้ เมื่อครู่นี้เธอจะเปิดโปงเฉินเป่ยชวนก็ได้เพราะครั้งนี้เขาไม่ได้ปิดปากเธอไว้ แต่เธอกลับให้ร่วมมือในการแสดงของเขาโดยไม่ปริปากใดๆ
“คุณคิดว่าเฉินจิ้นถงเป็นคนแบบไหน”
เมื่อเห็นว่าเธอตอบไม่ได้เขาก็ไม่บังคับให้เธอตอบ แต่กลับถามถึงเฉินจิ้นถงแทน
“สุภาพ อ่อนโยน เป็นสุภาพบุรุษ”
เฉียวชูเฉี่ยนบอกความประทับใจที่ตนเองมีต่อเฉินจิ้นถงได้อย่างง่ายดาย ซึ่งยังไงเขาก็ดีกว่าผู้ชายโรคจิตคนนี้มาก
“คุณตาไม่ดีจริงๆ ด้วย”
MANGA DISCUSSION