ความกังวลของคนทั้งสองค่อยคลายลง ทว่าภายในดวงตาของเว่ยชูหรงที่อยู่ข้างๆ กลับฉายแววไม่สบายใจขึ้นมาแว๊บหนึ่ง ยายแก่หนังเหนียวจะมีชีวิตอยู่อีกเป็นสิบปี แล้วเธอจะทนอยู่อีกเป็นสิบปีได้อย่างไรกัน
“คืนนี้ให้ท่านผู้หญิงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน พรุ่งนี้ถึงจะออกจากโรงพยาบาลได้ แต่พอออกจากโรงพยาบาลแล้วต้องพยายามกินยาลดความดันให้ตรงเวลานะครับ”
……
สิบนาทีต่อมาท่านผู้หญิงก็ถูกเข็นออกมา ท่านค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ
ทันทีที่เห็นหลานชายและเฉียวชูเฉี่ยนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู แววตาที่มีรอยเหี่ยวย่นอยู่รอบๆ ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความโล่งใจ
“ยายหนู มาแล้วหรือ?”
เฉียวชูเฉี่ยนดึงมือท่านผู้หญิงมากุมไว้ก่อนจะถามอย่างเป็นห่วง “ตอนนี้คุณย่ารู้สึกดีขึ้นหรือยังคะ ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
“แค่เห็นหน้าหนูย่าก็หายป่วยเป็นปลิดทิ้ง”
พูดจบท่านก็หันไปมองหลานชายของตนเอง ขอแค่เพียงเฉินเป่ยชวนรีบเกลี้ยกล่อมยายหนูให้กลับมาหาท่าน สุขภาพของท่านจะต้องกลับมาแข็งแรงอย่างแน่นอน
“ตอนนี้ดึกมากแล้ว คุณย่านอนดูอาการที่โรงพยาบาลก่อนนะครับ พรุ่งนี้ถึงจะกลับบ้านได้”
เฉินเป่ยชวนขยับเข้าไปใกล้เตียงเข็นผู้ป่วย นัยน์ตาฉายแววเคลือบแคลงสงสัย คุณย่าไม่ได้เพิ่งป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ทุกวันนี้ท่านกินยาตรงเวลาตลอด อยู่ๆ จะเป็นลมหมดสติแบบนี้ได้ยังไง?
“ย่าอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่พวกเธอสองคนไม่ทะเลาะกัน แค่นี้ย่าก็มีความสุขแล้ว”
ท่านหันไปมองพวกเขาซ้ายทีขวาที แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตาฉายแววแห่งความสุข ร่างกายที่แก่ชรานี้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปีกันเชียว ท่านเคยผ่านความเป็นความตายมามาก ขอแค่ได้เห็นพวกเขาทั้งคู่สุขสมหวังท่านก็ตายตาหลับแล้ว
“เราย้ายไปที่ห้องพักผู้ป่วยกันก่อนดีกว่าค่ะคุณย่า”
เฉียวชูเฉี่ยนมีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย เธอกับเฉินเป่ยชวน…
เรื่องบางอย่างใช่ว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยคำพูดสั้นๆ เพียงแค่ประโยคสองประโยค
หลังจากเข็นท่านผู้หญิงเข้าไปในห้องผู้ป่วยและจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เฉินป่วยชวนจึงหันไปพูดกับเธอว่า “ผมจะไปส่งคุณเอง”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเรียกแท็กซี่กลับ”
ต้องมีคนคอยดูแลคุณย่าอยู่ที่นี่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเว่ยชูหรงไม่เหมาะจะรับหน้าที่นี้ ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวจิ่งเหยียนจะเป็นห่วง คืนนี้เธอก็อยากจะอยู่เฝ้าคุณย่าเอง
“ผู้หญิงตัวคนเดียวไม่ค่อยจะระวังเนื้อระวังตัว ดึกขนาดนี้กลับแท็กซี่ตัวคนเดียวไม่รู้หรือว่าอาจจะพบเจออันตรายอะไรบ้าง”
เขาขมวดคิ้วและมีสีหน้าไม่สบายใจเมื่อถูกปฏิเสธ
เฉียวชูเฉี่ยนอดเถียงในใจไม่ได้ เจอมิจฉาชีพตอนขึ้นแท็กซี่ก็ยังอันตรายน้อยกว่าให้เฉินเป่ยชวนไปส่ง คิดว่าเธอโง่หรือ!
“ผมจะให้คนขับรถไปส่งคุณ”
เขาเอ่ยเป็นเชิงบังคับทำให้เธอไม่มีโอกาสปฏิเสธ เธอเอ่ยลาคุณย่าอีกสองสามคำแล้วจึงออกไปจากห้องพักผู้ป่วย
หลังจากคนขับรถเดินตามเฉียวชูเฉี่ยนออกไปแล้ว เฉินเป่ยชวนก็เหลือบไปมองเว่ยชูหรงซึ่งมองมาอย่างปราศจากความกังวลใดๆ ด้วยแววตาที่เย็นชา “คุณเองก็ไปได้แล้ว”
“ไป? ฉันจะไปยังไง”
เว่ยชูหรงถามกลับทันควัน คนขับรถก็ไปส่งเฉียวชูเฉี่ยนแล้ว แล้วเธอจะกลับไปที่คฤหาสน์หลังเก่าได้อย่างไร
“แท็กซี่”
คำตอบสั้นๆ ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้า เธอเองก็กลัวว่าจะเจอพวกมิจฉาชีพเหมือนกัน
“หรือไม่คุณก็อยู่ดูแลคุณย่ากับผมที่นี่”
ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังจำเป็นต้องนอนเพื่อดูแลผิวพรรณด้วย
“งั้นก็กลับแท็กซี่”
สายตาที่มองมาอย่างน่ากลัวทำให้เธอตกใจ เธอเลิกสนเรื่องอันตรายหรือไม่อันตรายแล้วรีบลุกออกไปจากที่นั่นทันที
“ยายหนูไปงานเลี้ยงด้วยหรือ”
เมื่อในห้องไม่มีคนอื่นอยู่แล้วท่านผู้หญิงจึงถามขึ้นมาอย่างใจร้อน ไม่อย่างนั้นยายหนูจะบังเอิญมาปรากฏตัวพร้อมกับเฉินเป่ยชวนได้อย่างไร
“อื้ม”
เดิมทีงานเลี้ยงวันนี้ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นเพื่อเธออยู่แล้ว
“เจ้าเด็กเหลือขอ ถ้าทำอย่างนี้ตั้งแต่แรกก็คงไม่เกิดเรื่องยุ่งแบบนี้ เธอนี่นะ ผู้หญิงน่ะเราต้องเกลี้ยกล่อมเขา รู้ไหม”
สายตาที่ท่านจ้องมองหลานชายมีแววของการต่อว่าเล็กน้อย ลึกๆ แล้วยายหนูรักเฉินเป่ยชวน เขานี่สิไม่รู้ว่าคิดบ้าอะไรอยู่ ยายหนูอุตส่าห์พาลูกกลับมาแล้วยังจะก่อปัญหาเรื่องหลินเฟยเอ๋อร์ขึ้นมาอีก
“ผมรู้แล้วครับ”
ฝีปากคมกริบของเฉินเป่ยชวนอ่อนลงเล็กน้อย เขารู้ว่าตัวเองทำผิดและกำลังเร่งแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอยู่
“รู้แล้วก็ดี รีบหาทางทำให้ยายหนูกลับมาหาย่าเร็วๆ เลย ไม่งั้นย่าจะไม่นับว่าเธอเป็นหลานของย่า”
แม้ว่าความรู้สึกของคนหนุ่มสาวจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่ท่านก็ยังกังวลว่าร่างกายของท่านจะทนรอไม่ไหว
“คุณย่าทานยาลดความดันทุกวันหรือเปล่าครับ”
เมื่อนึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมา สีหน้าและแววตาของเขาก็เย็นชาขึ้นอีกครั้ง
“แน่สิ ย่ายังรอวันที่เธอกับยายหนูจะมีเหลนอีกคนให้ย่าอยู่นะ”
“เธอหมายความว่ายังไง? เธอสงสัยว่า…”
แม้ว่าท่านผู้หญิงจะอายุมากแล้วแต่ความคิดความอ่านของท่านก็ยังไม่เลอะเลือน จึงเข้าใจความหมายของเขาได้อย่างรวดเร็ว
“ผมจะไปตรวจสอบเรื่องนี้ให้แน่ใจครับ”
ดวงตาของเฉินเป่ยชวนหรี่ลง ถ้าเขารู้ว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของเว่ยชูหรงละก็ อย่าหาว่าเขาไม่เกรงใจก็แล้วกัน
ท่านผู้หญิงหลับตาลง ไม่ว่าตามปกติท่านจะปฏิบัติต่อเว่ยชูหรงอย่างไร แต่ท่านก็ยังมีความผูกพันกับเธอในฐานะแม่สามีกับลูกสะใภ้ เธอไม่ควรจะทำแบบนี้
……
เว่ยชูหรงนั่งแท็กซี่กลับไปยังคฤหาสน์หลังเก่าด้วยความโกรธจัด คิดไม่ถึงว่าไอ้เด็กเฉินเป่ยชวนนั่นจะกล้าพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงแบบนั้น
เสียงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าถือดังขึ้น เว่ยชูหรงเหลือบมองที่หน้าจอแสดงผลก่อนจะรีบเดินขึ้นไปที่ชั้นบนทันที
“ฮัลโหล จิ้นถง”
“เรื่องที่ผมฝากให้แม่จัดการเป็นยังไงบ้างครับ”
น้ำเสียงของเฉินจิ้นถงที่ดังมาจากทางปลายสายฟังดูอ่อนโยนมาก เฉินเป่ยชวนเลื่อนจัดงานเลี้ยงให้เร็วขึ้นก็เพื่อเฉียวชูเฉี่ยน และเขาไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาทั้งคู่มีโอกาสสะสางความเข้าใจผิดที่สั่งสมมาเนิ่นนานอย่างแน่นอน
“ไม่ต้องห่วงจ้ะ เรื่องแค่นี้แม่จัดการได้อยู่แล้ว”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเว่ยชูหรง จิ้นถงขอให้เธอหาวิธีเรียกเฉินเป่ยชวนออกมาจากงานเลี้ยง เรื่องง่ายแค่นี้เธอจะทำไม่สำเร็จได้อย่างไร
“ตอนนี้เฉินเป่ยชวนอยู่ไหนครับ”
“เฝ้ายายแก่หนังเหนียวอยู่โรงพยาบาล”
เธอเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ แต่ทันใดนั้นน้ำเสียงที่อ่อนโยนทางปลายสายก็เปลี่ยนไปทันที “แม่พูดอะไรน่ะ ผมขอให้แม่เอาเฉินเป่ยชวนออกไปจากงานเลี้ยง ทำไมแม่ถึงต้องทำให้คุณย่าเข้าโรงพยาบาล”
น้ำเสียงที่กดต่ำลงอย่างกะทันหันทำให้รอยยิ้มของเธอชะงัก “ขอแค่ยายแก่หนังเหนียวเป็นอะไรขึ้นมา เฉินเป่ยชวนต้องยอมออกมาง่ายๆ แน่นอน”
เธอคิดถูกแล้วใช่ไหมที่ทำแบบนี้
“คุณย่าอาการเป็นยังไง”
อีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์ สีหน้าของเฉินจิ้นถงเต็มไปด้วยความโมโหร้าย เขาบังคับตัวเองไม่ให้แผดเสียงออกมาด้วยความโกรธ เขาบอกให้เธอหาทางทำให้เฉินเป่ยชวนออกมา ไม่ได้บอกให้เธอลงมือกับท่านผู้หญิง
“แม่ก็แค่สับเปลี่ยนยาลดความดัน ไม่ถึงกับตายหรอกน่ะ”
เมื่อได้ยินคำแก้ตัวของเว่ยชูหรง มือใหญ่ของเขาก็ขยี้ผมที่ปรกหน้าผากของตนเองอย่างหงุดหงิด โง่จริงๆ นึกไม่ถึงว่าเธอจะใช้วิธีโง่ๆ แบบนี้
“เปลี่ยนยาไปเยอะแค่ไหน”
“เปลี่ยนทั้งขวดนั่นละ…”
เว่ยชูหรงพอจะรู้ตัวเหมือนกันว่าสิ่งที่เธอทำลงไปนั้นทำให้เฉินจิ้นถงโกรธ จึงอดไม่ได้ที่จะลดเสียงลง
“รีบเปลี่ยนยากลับเดี๋ยวนี้ ถ้าเฉินเป่ยชวนเจอหลักฐานผมคงช่วยอะไรแม่ไม่ได้”
MANGA DISCUSSION