กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง……
โทรศัพท์ดังขึ้นในเวลานี้พอดี เธอจึงรีบกดรัดสาย พร้อมทั้งเกร็งร่างกายไว้ ทั้งที่กระวนกระวายใจครั้นตั้งใจที่จะกดเสียงต่ำถามขึ้นมาว่า “สืบเจอหรือยังว่าเด็กอยู่ที่โรงพยาบาลไหน ?”
“แน่นอน นี่มันคืองานเก่าของผมเชียวนะ”
น้ำเสียงเซี่ยวเซิงที่มีความลำพองใจดังออกจากลำโพงทันที ครั้นเธอไม่มีอารมณ์ที่จะฟังเขาพูดเรื่องเหล่านี้เลย “อย่าร่ำไร บอกมาเร็ว ๆ ว่าเด็กอยู่ที่ไหน ! ”
“โรงพยาบาลซั่นเป่ยเขตหนึ่งแผนกเด็กครับ”
“หลินเฟยเอ๋อร์ ทำไมคุณถึงคิดได้ว่าต้องไปสืบหาเด็กคนนั้นที่โรงพยาบาล ? คุณคงไม่ใช่ว่ามีคนมีอำนาจอยู่เบื้องหลังหรอกใช่ไหม ?” นักสะกดรอยตามมืออาชีพอย่างเขายังคิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องไปสืบหาตำแหน่งของเด็กนั่นที่โรงพยาบาล ผู้หญิงคนนี้คิดได้อย่างไร จะต้องมีคนชี้แนะให้เธอเป็นแน่
ถ้าหากยังมีพาทเนอร์ผู้อื่นอยู่จริง ๆ เช่นนั้นเขาคงต้องระมัดระวังตัวเอาไว้หน่อย ถ้าหากว่าหลินเฟยเอ๋อร์ผู้นี้ผลัดความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้ที่เขาเมื่อเรื่องราวถูกเปิดเผย ถึงเวลานั้นเขาคงกลายเป็นตัวรับกระสุนแทนผู้อื่นอย่างโง่เขลาจริง ๆ
“คุณยุ่งเรื่องของคุณก็พอ เรื่องอื่นไม่ต้องมายุ่ง !” น้ำเสียงของหลินเฟยเอ๋อร์ผุดความไม่สบอารมณ์ออกมาอย่างเห็นได้ชัด คิดไม่ถึงว่าเขายังจะมีหน้ามาถามเช่นนี้อีก หากไม่เป็นเพราะผู้ที่เจ้าคนนี้หามาทำเรื่องล้มเหลว เธอคงไม่ต้องมาทำเรื่องที่อันตรายแบบนี้แต่อย่างใด
“ดูเหมือนว่าจะมีคนมีอำนาจชี้แนะจริง ๆ ด้วย แต่ว่าผมขอเตือนคุณหน่อยนะ ตอนนี้เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ถ้าผมเป็นอะไรขึ้นมา คุณก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่สุข”
หลังจากที่เซี่ยวเซิงข่มขู่ด้วยน้ำเสียงดุดันเสร็จสิ้นแล้วจึงวางสายไปทันที บนใบหน้าของหลินเฟยเอ๋อร์มีความโมโหผุดขึ้นมา เซี่ยวเซิงผู้นี้ รอให้เธอจัดการเด็กนั่นเสร็จสรรพก่อน คนที่เธอจะจัดการคนต่อไปก็คือเขา
เธอดึงลิ้นชักข้างล่างโต๊ะน้ำชาออกมา แล้วหยิบขวดยาเล็ก ๆ ออกมาพร้อมกัดริมฝีปากแน่น ภายในแววตาอันเกรี้ยวกราดนั้นค่อย ๆ มีความเกลียดชังเข้ามาแทนที่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็อย่าได้มาคุกคามตำแหน่งคุณนายเฉินของเธอเป็นอันขาด
……
“แม่ทูนหัว ผมชอบคุณแม่ที่สุดเลยครับ พรุ่งนี้คุณแม่มาอยู่กับผมอีกได้ไหมครับ ?” บนเตียงผู้ป่วย เฉียวจิ่งเหยียนเอ่ยออดอ้อนขึ้นมาพร้อมมองไปยังเหยียนสือเซี่ยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ให้มันน้อย ๆ หน่อยนะ เป็นเพราะเจ้าจิ้งจอกน้อยอย่างหนูสงสารแม้แท้ ๆ ของตัวเอง ก็เลยให้แม่ทูนหัวมาใช้แรงงานใช่ไหมล่ะ” เธอบีบใบหน้าน้อย ๆ ที่อ่อนนุ่มของเขา แม้ว่าเหยียนสือเซี่ยจะบ่นออกมา ครั้นบนใบหน้ากลับไม่มีความไม่พอใจปรากฏขึ้นมาแม้แต่น้อย
เฉี่ยนเฉียนเฝ้าดูแลเขาอยู่ที่โรงพยาบาลมาสองวันสองคืน หากไม่เป็นเพราะเมื่อวานนี้ตนขู่ว่าจะเลิกคบกัน เธอคงไม่ยอมกลับบ้านไปนอนพักผ่อนให้เต็มที่หรอก
“แม่ทูนหัวครับ แม่รู้ไหมครับว่าแม่เป็นผู้หญิงที่ฉลาดที่สุดบนโลกนี้เลย ผมคิดอะไรแม่ก็มองออกชั่วพริบตาเดียว ผมสงสัยแล้วว่าผมเป็นลูกแท้ ๆ ของคุณแม่หรือเปล่านะ”
เมื่อออดอ้อนไม่สำเร็จจึงเปลี่ยนมาเป็นพูดประจบประแจงแทน สุดท้ายก็ทำให้ใครบางคนใจอ่อนจนได้
“เจ้าเปี๊ยกนี่ แม่ทูนหัวชอบฟังคำพูดประจบประแจงนี้ของหนูที่สุด”
ถ้าหากในท้องของเธอสามารถมีเจ้าตัวน้อยที่ทั้งฉลาดหลักแหลมรอบคอบเช่นนี้มาเกิดจริง ๆ เธอก็ยินยอมที่จะมีสักคน
“จริงสิครับแม่ทูนหัว ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณแม่หน่อย วันนั้นที่ผมถูกลักพาตัว หม่ามี๊ไปหาคุณอาถังอี้ให้ช่วยเหลือที่งานแต่งงานของเจ้านั่นจริง ๆ เหรอครับ ?”
ดวงตากลมโตหมุนเป็นวง เจ้าตัวน้อยถามขึ้นมาทันควัน วันนั้นเขาสะลึมสะลือ ครั้นรู้สึกว่าอ้อมกอดนั้นอบอุ่นและคุ้นเคยเป็นอย่างมาก แถมยังมีน้ำเสียงนั่นที่ดังขึ้นมาข้างหูไม่หยุดอีก ให้ความรู้สึกที่สนิทชิดเชื้ออย่างน่าแปลกประหลาด ไม่เหมือนกับอาหลินผิงที่เจอเมื่อวานนี้เลยสักนิด
“ทำไมถึงได้ถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะคะ ?”
เมื่อได้ยินคำว่างานแต่งงาน เหยียนสือเซี่ยที่เมื่อสักครู่ยังยิ้มไม่หุบอยู่ก็เก็บรอยยิ้มทันที ไอ้คนสารเลวเฉินเป่ยชวนเย่อหยิ่งนั่น ถ้าหากการฆ่าคนไม่ผิดกฎหมาย เธอจะต้องถือมีดหั่นผักไปฟันเขาตายแน่นอน จิ่งเหยียนเป็นถึงลูกชายแท้ ๆ ของเขา ครั้นคิดไม่ถึงว่าเขาจะเพิกเฉยความเป็นความตายของลูกตนเองได้ลงคอ เหตุใดบนโลกนี้จึงได้มีคนสารเลวเช่นนี้อยู่
“แม่บอกผมมาก็พอครับ เหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นยังไงเหรอครับ ผมอยากรู้”
เฉียวจิ่งเหยียนจับมือเธอเขย่าไปมา ทุกคนต่างก็บอกว่าคุณอาหลินผิงเป็นคนช่วยเหลือเขาไว้ ครั้นไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงไม่ปักใจเชื่อ มักรู้สึกเสมอว่าผู้ที่ใช้ร่างกายปกป้องเขาไว้แถมยังพูดกับเขาไม่หยุดนั้นคือคนคนนั้น
“ได้ แม่จะบอกหนู หม่ามี๊หนูไปแจ้งความ แต่ตำรวจน่าเกลียดนั่นบอกว่าต้องรอ 24 ชั่วโมงก่อนถึงจะทำคดีตามหาคนได้ ภายใต้สถานการณ์ที่ร้อนรนใจ หม่ามี๊หนูก็เลยนึกถึงถังอี้ขึ้นมา หนูก็รู้ว่าวันนั้นเป็นวันอะไร เลยทำได้แค่ไปหาเขาที่สถานที่จัดงานแต่งงานเท่านั้น”
ความสัมพันธ์ระหว่างถังอี้และเฉินเป่ยชวนนั้น คนทั้งเมืองซั่นเป่ยทราบดี แน่นอนว่าเขาต้องอยู่ที่งานแต่งงานของเพื่อนรักอยู่แล้ว
“แล้วเฉินเป่ยชวนมีท่าทางยังไงครับ ?”
“จะมีท่าทางยังไงได้ ก็แต่งงานกับเจ้าสาวต่อไปน่ะสิ”
เหยียนสือเซี่ยทำสีหน้าที่ว่าห้ามให้ฉันพูดถึงไอ้คนชั่วเลย สิบปีที่ผ่านมานี้ของเฉี่ยนเฉียน ตาบอดรักคนผิดแท้ ๆ
เมื่อได้คำตอบมาแล้ว ขนตาอันยาวเรียวของเฉียวจิ่งเหยียนจึงดิ่งลงมา บางทีอาจเป็นเพราะตนเองคิดมากเกินไปก็ได้ ถ้าหากเป็นเฉินเป่ยชวนช่วยเหลือตนเองจริง ๆ การที่เขาออกจากสถานที่แต่งงานจะต้องถูกนักข่าวที่อยู่ในงานรายงานข่าวแล้ว ครั้นสองสามวันมานี้ในโทรทัศน์มีแต่ฉากงานแต่งงานที่หรูหราและโรแมนติกทั้งนั้น
“ทำไมหนูต้องถามเรื่องนี้ด้วยเหรอคะ ?”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสีหน้าอันผิดหวังบนใบหน้าของเขา เหยียนสือเซี่ยจึงถามด้วยความเป็นกังวลใจขึ้นมา เจ้าตัวเปี๊ยกนี่คงไม่ใช่โดนพิษของเฉินเป่ยชวนด้วยคนใช่ไหม
“ไม่มีอะไรครับ ในอนาคตผมจะต้องหาผู้ชายที่ดีกว่าให้หม่ามี๊ผม”
หม่ามี๊ไม่ชอบคุณอาลู่ฉี เช่นนั้นเขาก็จะไปหาผู้อื่น จะต้องมีสักวันที่เขาสามารถหาพ่อเลี้ยงที่ดีกว่าเฉินเป่ยชวนหมื่นเท่าให้ตัวเองเจอ
เมื่อสักครู่นี้ยังเป็นห่วงว่าเจ้าตัวเปี๊ยกจะยังคิดถึงพ่ออย่างเฉินเป่ยชวนอยู่ ครั้นหลังจากที่ได้ยินคำตอบของเขา เหยียนสือเซี่ยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมา แถมยังไม่ลืมชูนิ้วโป้งให้เขาอีก “สมกับที่เป็นลูกบุญธรรมของฉันจริง ๆ พวกเรามาหาผู้ชายที่ดีกว่าให้หม่ามี๊หนูด้วยกันเถอะ”
ทำให้เฉินเป่ยชวนเสียใจภายหลังจนถึงชาติหน้าไปเลย
“คุยอะไรกันอยู่เหรอ ทำไมมีความสุขกันจัง ?”
เฉียวชูเฉี่ยนผลักประตูเดินเข้ามาจากข้างนอก เมื่อสักครู่นี้ที่ตรงระเบียงทางเดินก็ได้ยินเสียงหัวเราะของสือเซี่ยแล้ว
“ไม่มีอะไร ก็แค่เล่าเรื่องตลกที่ขำมาก ๆ เท่านั้นเอง จริงสิ ฉันให้เธอไปพักผ่อนที่บ้านเยอะ ๆ หน่อยไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงกลับมาเร็วแบบนี้ล่ะ”
เธอมองเวลาบนนาฬิกาข้อมือ การที่ไล่เธอกลับบ้านก็เพื่อต้องการให้เธอได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในหนึ่งวัน ไม่ใช่ให้เธอนอนหนึ่งตื่นแล้วกลับมาเช่นนี้
“วันนี้วันจันทร์แล้ว เธอต้องไปทำงานอีก”
นอนมาหนึ่งคืนแล้ว สีหน้าของเฉียวชูเฉี่ยนดูดีขึ้นกว่าตอนที่กลับไปเยอะมาก สือเซี่ยได้ช่วยเหลือไว้เยอะมากแล้ว เธอไม่อยากให้เพื่อนต้องเสียเวลาทำงานเนื่องจากเรื่องของเธอและจิ่งเหยียนอีก
“ฉันรู้แล้ว งั้นเธอเฝ้าไว้นะ ตอนเช้าฉันมีเปิดศาลตัดสินคดีพอดีเลย เดี๋ยวกลับไปนอนตอนบ่ายแล้วตอนเย็นจะมาเปลี่ยนกับเธอนะ นี่คือนัดที่ลูกบุญธรรมของฉันนัดไว้ดิบดีแล้ว ถูกต้องไหมคะ ?”
เหยียนสือเซี่ยก็ไม่ร่ำไรต่อ เธอหยิบกระเป๋าคอมพิวเตอร์แบบถือที่วางอยู่ข้าง ๆ มาแล้วลุกขึ้น การตรงต่อเวลาในศาลถือเป็นจรรยาบรรณทางวิชาชีพขั้นพื้นฐานที่สุดของทนายความ รับเงินมาแล้วก็จะต้องทำเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของตนเองให้ดี ๆ
“ถูกครับ ผมชอบให้แม่ทูนหัวมาอยู่เป็นเพื่อนผม”
เฉียวจิ่งเหยียนเอ่ยสมทบขึ้นมา หลายวันมานี้ใบหน้าของหม่ามี๊ไม่มีเนื้อหนังแล้ว ทำให้เขารู้สึกสงสารจับใจ
เมื่อเห็นทั้งสองคนผลัดกันส่งบทละครกันไปมา ภายในใจของเธอทั้งเอือมละอาและทั้งอบอุ่น “ถ้างั้นเธอนอนให้อิ่มก่อนแล้วค่อยมานะ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ยอมเสียสละความงามของตัวเองเด็ดขาด ไปแล้วนะ”
หลังจากที่มองส่งเหยียนสือเซี่ยจนลับสายตาแล้ว เธอจึงหันหน้ามาหาเจ้าตัวน้อยที่แสร้งทำหน้าตาน่ารักบนเตียงผู้ป่วย จากนั้นก็ถาม
ขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เอาอกเอาใจ “หิวหรือยัง ? อยากกินอะไรเดี๋ยวหม่ามี๊ไปซื้อมาให้”
MANGA DISCUSSION