ในงานแต่งวันนี้ถึงแม้ว่าเฉินเป่ยชวนจะทำเช่นนี้และอยู่ที่นี่แค่เพียงครึ่งวัน แต่ตราบใดที่มันผ่านไปได้ด้วยดีโดยที่เธอกับเฉินเป่ยชวนได้แต่งงานกันจนเสร็จพิธี ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะคลี่คลาย
“วางใจเถอะ รับประกันว่าแผนของคุณไม่มีทางผิดพลาด”
หลินเฟยเอ๋อร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก มันจะต้องสำเร็จด้วยดีแน่นอน
รถของเหยียนสือเซี่ยหยุดอยู่ห่างจากประตูโรงเรียนประมาณหนึ่งร้อยเมตร แล้วเฉียวจิ่งเหยียนก็ก้าวลงจากรถ “หม่ามี๊ แม่ทูนหัว ผมไปเรียนก่อนนะฮะ”
“ถ้ารู้ว่าการมีลูกชายมันดีขนาดนี้ ฉันคงจะหาแฟนสักคนแล้วรีบมีลูกไปตั้งนานแล้ว”
เหยียนสือเซี่ยโบกมือให้แล้วตั้งใจพูดหยอกเย้า เจ้าเด็กตัวเปี๊ยกนี่พอรู้ว่าวันนี้อาจจะมีนักข่าวมารอทำข่าวอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน เขาก็บอกให้พวกเธอจอดรถโดยทิ้งระยะห่างจากประตูเข้าไว้ แบบนี้เมื่อโตขึ้นมาเขาต้องกลายเป็นคนที่อบอุ่นกว่าพ่อของเขาแน่นอน
“ใครกันที่ประกาศปาวๆ ว่าจะรอให้เจอรักแท้ก่อนถึงจะยอมปล่อยตัวไปตามสัญชาตญาณ”
เฉียวชูเฉี่ยนมองลูกชายที่อยู่ห่างออกไปอย่างปลื้มใจก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้ม
“ใครบอก? ตอนนี้ในประเทศเรามีธนาคารอสุจิแล้วเหอะ ดังนั้นฉันขยันทำงาน ในอนาคตจะได้เอาเงินไปซื้อน้ำเชื้อหยดที่แพงที่สุด”
"…"
“แรงจูงใจในการหาเงินของเธอนี่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ไปทำงานหาเงินกันดีกว่า”
เหยียนสือเซี่ยหัวเราะคิกคักก่อนจะเคลื่อนรถออกไป เธอไปส่งเฉียวชูเฉี่ยนที่ Q&C ก่อนจากนั้นจึงค่อยพาตัวเองไปที่สำนักงาน
เมื่อเฉียวจิ่งเหยียนเดินไปถึงประตูโรงเรียนก็มีใครคนหนึ่งสะกิดที่ไหล่ของเขา ขณะที่กำลังจะหันไปมองว่าเป็นใคร อยู่ๆ ใครคนนั้นเอาผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกเขาไว้ พอสูดลมหายใจเขาไปก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นที่ฉุนเตะจมูก ทันใดนั้นสติของเขาก็ค่อยๆ พร่าเลือน
มีคนพยายามลักพาตัวเขาเหรอ?
เด็กน้อยอยากจะถามว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่ว่าปากของเขาขยับไม่ได้เลย ท้ายที่สุดสติสัมปชัญญะของเขาก็ดับวูบลงไปอย่างสิ้นเชิง
เฉียวชูเฉี่ยนชินแล้วกับการที่คนในสำนักงานมักจะแอบนินทาเธอ เพียงแต่วันนี้เป็นวันที่พิเศษกว่าวันอื่น การพูดคุยซุบซิบจึงมีความคึกคักตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น
“พวกเธอคิดว่าตอนนี้เธอจะช้ำใจตายแล้วหรือเปล่า อุตส่าห์ได้เป็นคุณนายเฉินแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายก็ต้องสูญเสียมันไป”
“คงร้องไห้จนชักโครกระเบิดแล้วมั้ง”
เสียงหัวเราะเยาะที่ดังทะลุเข้ามาทำให้มือของเฉียวชูเฉี่ยนที่กำลังกดแป้นพิม์หยุดชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะกลับมาขยับและทำงานของตัวเองต่อทันทีหลังจากนั้น
ไม่สำคัญว่าคนเหล่านี้จะพูดถึงเธอว่าอย่างไรเพราะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้านายยังคงยอมรับในผลงานของเธอ ถึงสภาพแวดล้อมจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเธอบ้าง แต่ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาเพื่อนอยู่แล้ว
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อหันไปเห็นหมายเลขที่โทรเข้ามาบนหน้าจอ แววความเศร้าก็ฉาบวาบขึ้นมาในแววตาของเธอ ทว่าเธอก็ยังกดรับสาย
“คุณย่า…”
คุณย่าดูแลเธอกับจิ่งเหยียนอย่างดีมาตลอด แต่สุดท้ายเธอก็ทำให้หญิงชราผิดหวัง
“ยายหนู ย่าต้องขอโทษหนูด้วยนะ”
น้ำเสียงที่หวั่นไหวของท่านผู้หญิงหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยจนจบ ท่านทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเฝ้าดูเป่ยชวนแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น
“อย่าพูดอย่างนั้นสิคะคุณย่า เรื่องความรักมันบังคับกันไม่ได้”
เมื่อสิบปีก่อนเธอตกหลุมรักเฉินเป่ยชวนที่งานเลี้ยงค็อกเทลตั้งแต่แรกเห็น และตอนนั้นเองที่ความผิดพลาดได้เริ่มต้นขึ้น
เธอใช้เวลาถึงสิบปีในการตระหนักรู้และกลับมาอยู่กับความเป็นจริง
ในที่สุดวันนี้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในวันนั้นก็จะจบลงเสียที
“ยายหนู ย่าไม่รู้จะพูดยังไงดี ย่าเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยหนูได้ยังไง แต่ย่าอยากจะบอกหนูไว้นะว่าหนูคือหลานสะใภ้เพียงหนึ่งเดียวในใจของย่า ไม่ว่าใครก็มาแทนที่ไม่ได้… ไม่ว่าต่อไปนี้หนูจะพบเจอกับความยากลำบากใดๆ ขอให้หนูบอกย่านะ ย่าจะคอยช่วยหนูตราบเท่าที่ย่ายังมีลมหายใจ”
ท่านผู้หญิงพูดพลางสะอึกสะอื้น ถึงท่านจะอายุมากแล้วและผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่เมื่อนึกถึงเด็กทั้งสองคนที่ต้องแยกทางกันอีกครั้งก็รู้สึกเสียใจจนลำคอตีบตัน
“ขอบคุณนะคะคุณย่า”
เฉียวชูเฉี่ยนเองก็น้ำตาคลอ แม้ว่าความผิดพลาดนี้จะกินเวลานานถึงสิบปีและเป็นเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดใจ แต่อย่างน้อยก็ยังมีคุณย่าที่ปรารถนาดีต่อเธอ และเฉินเป่ยชวนก็ได้มอบลูกชายให้เธอคนหนึ่ง ซึ่งเขาทำให้เธอรู้สึกอุ่บอุ่นและมีความสุขมาก
ไม่ใช่ว่าเธอต้องทนทุกข์ทรมานหลายปีโดยเปล่าประโยชน์เสียหน่อย
“เด็กโง่ การปล่อยให้หนูหลุดมือไปคือความสูญเสียตลอดชีวิตของเฉินเป่ยชวน เจ้านั่นมันไร้วาสนา”
“คุณย่า หลังจากนี้ถ้าคุณย่าคิดถึงก็มาหาหนูได้นะคะ หรือไม่เราอาจจะนัดเจอกันหรือนัดดื่มชากันก็ได้”
น้ำตาหยดลงมาอย่างเงียบๆ… คุณย่าอาจคิดว่านี่คือการสูญเสีย แต่เขาอาจจะคิดว่าหลินเฟยเอ๋อร์คือความโชคดีของเขาก็ได้
“ก็ได้จ้ะ หนูทำงานต่อเถอะ ย่าเองก็จะไปพักสักหน่อย ย่าจะไม่ไปร่วมงานแต่งของเจ้าหมอนั่นและก็จะไม่ยอมรับมันเด็ดขาด”
เฉียวชูเฉี่ยนเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาหลังจากวางสาย เธอเตือนตัวเองอยู่หลายครั้งว่าอย่าไปคิดอะไรทั้งนั้น ทว่าภายในใจกลับอดคิดถึงงานแต่งของเธอกับเฉินเป่ยชวนไม่ได้
ในงานนั้นมีเพียงสมาชิกจากทั้งสองครอบครัว ที่ชั้นสามสิบสามของโรงแรมนานาชาติฮั่นไห่จึงดูเงียบเหงาเล็กน้อย ในเวลานั้นเธอรู้สึกขึงขังเอาจริงเอาจังมาก แม้กระทั่งการหายใจก็ยังระมัดระวังเพราะกลัวว่าเทพเจ้าแห่งความรักที่อยู่เบื้องบนจะสังเกตเห็นความปรารถนาอันแรงกล้าของเธอที่จะแต่งงานกับเฉินเป่ยชวนเร็วๆ และยิ่งกลัวมากว่าพระเจ้าจะจงใจทำให้เธอกับเขาต้องลำบาก
วันนั้นเธอสวมชุดแต่งงานสีขาวที่เรียบง่ายแต่สง่างาม เดินคล้องแขนบิดาก้าวเข้าไปหาเฉินเป่ยชวนที่อยู่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งทีละก้าวๆ
ไม่มีขั้นตอนใดๆ เธออธิษฐานและสาบานว่าตั้งแต่นี้ต่อไปเธอจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและรักผู้ชายคนนี้ไปทุกๆ วัน
ในตอนนั้นเธอไม่คิดเลยว่าชีวิตของเธอมักจะดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่เธอคาดหวังไว้เสมอ ความสุขและความรักที่เธออธิฐานขอพรกับพระเจ้ากลับกลายเป็นความเจ็บปวดทรมาน
เฉียวชูเฉี่ยนสลัดความคิดนี้ออกจากหัวเพื่อผลักให้ความเจ็บปวดที่สะกดกลั้นเอาไว้ถอยกลับเข้าไปอยู่ในมุมมืดชั่วคราว เธอหันกลับไปมองเอกสารสัญญาที่กำลังแก้ไขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งผู้จัดการหลิวต้องการให้เธอส่งให้เขาภายในเที่ยงวันนี้
ในสำนักงานกฎหมาย เพื่อนร่วมงานหลายคนของเหยียนสือเซี่ยกำลังรอชมการถ่ายทอดสดงานแต่งงานที่จะจัดในวันนี้จนเธอต้องกระแอมไปสองที คนพวกนี้ก็บ้ากันเหลือเกิน มันก็แค่การแต่งงานครั้งที่สองของผู้ชายเลวๆ คนหนึ่งไม่ใช่หรือไง ไม่เห็นมีอะไรน่าดู
“สือเซี่ย มีคนมาหาเธอแน่ะ”
เพื่อนร่วมงานที่เป็นประชาสัมพันธ์รีบเดินเข้ามาบอกเธอพร้อมยิ้มให้อย่างมีเลศนัย ทันใดนั้นเธอก็หันไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินตามมาข้างหลัง
“ใครบอกให้คุณมา?”
เวลาเจอหน้าถังอี้ทีไรเธอละอยากจะเตะเขาเข้าให้สักสองสามที ทว่าพอเห็นหน้าเขาวันนี้เธอยิ่งอยากจะเตะเขาเพิ่มไปอีกสักสองเท่า!
“คุณเป็นแฟนผมนี่ เป็นธรรมดาที่ผมจะต้องมาหาเพราะว่าผมคิดถึงคุณ”
ถังอี้แต่งกายด้วยชุดสูทสีดำที่ดูดีซึ่งช่วยขับให้ใบหน้าอันชั่วร้ายนั้นดูหล่อเหลาและน่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่ารูปร่างที่สมบูรณ์แบบคือไม้แขวนเสื้อที่ดีที่สุด ขนาดเป็นชุดสูทแบบที่ไม่ใช่ว่าใครใส่แล้วก็ดูดีเขายังเอาอยู่
เพื่อนร่วมงานที่อยากรู้อยากเห็นพอได้ยินคำว่า ‘แฟน’ ก็ตาลุกวาวทันที ใครๆ ในที่นี้ก็รู้ว่าทนายเหยียนคนสวยชายตามองใครเสียที่ไหน เธอพัฒนาความสัมพันธ์กับคนอื่นแค่ในฐานะพี่น้องเท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะคู่นอน
ถึงแม้ว่าหนุ่มหล่อที่ชื่อถังอี้คนนี้จะเคยมาที่นี่แล้วหลายครั้ง แต่พวกเขาจะกลายเป็นแฟนกันรวดเร็วขนาดนี้ได้ยังไง?
“ถ้ายังพูดจาซี้ซั้วอีกละก็ฉันจะโทรแจ้งตำรวจ”
MANGA DISCUSSION