บทที่ 61 : จินจื่อหยา
ชายหัวเกรียนสูงอายุเดินออกมาพร้อมร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่า เขาถอดเสื้อและเตรียมตัวที่จะมีอะไรกับหญิงสาวหน้าตางดงามคนนั้น แต่เสียงหนวกหูข้างนอกดังรบกวนจนเขาต้องเดินออกมาดู
เมื่อออกมาถึง ก็ได้เห็นร่างของอากูที่ถูกฝามือของซูอานซัดลงไปนอนกองกับพื้น และกำลังกระอักเลือดอยู่พอดี ทำให้ชายหัวเกรียนสูงอายุถึงกับเดือดดาลอย่างมาก
“เจ้าไม่เพียงหูหนวก แต่คงจะตาบอดด้วยสินะ!” ซูอานจ้องมองชายหัวเกรียนสูงอายุพร้อมถามกลับไปด้วยสีหน้ายียวน
ชายหัวเกรียนสูงอายุได้ฟังก็ยิ่งโมโหมากกว่าเดิม เขาจ้องมองซูอานด้วยแววตาเย็นชา และรังสีอำมหิตก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งร่าง
“เจ้านาย เด็กนี่มันยิ่งกว่าปีศาจ!”
“คุณเตา เด็กคนนี้มีวรยุทธ!” อากูเอ่ยปากบอกตี้เตา และเมื่อเตาออกมาด้วยตัวเองเช่นนี้ เขาก็โล่งใจเพราะรู้ว่าตนเองจะไม่ถูกฆ่าแล้ว
อากูรู้ว่าตี้เตานั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด และนอกจากจะมีวรยุทธแล้ว เขายังดุร้ายยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก!
“คืนนี้แกต้องตายด้วยกระบี่ในมือของฉัน!”
ตี้เตาถือกระบี่เล่มหนึ่งไว้ในมือ และเขาก็เรียกมันว่ากระบี่ตี้เตาซึ่งเป็นฉายาที่ทุกคนใช้เรียกเขาในเวลานี้ ด้ามกระบี่ยาวกว่ากระบี่ปกติเล็กน้อย และมีลายเกลียวคลื่นเพื่อให้จับได้ถนัดมือมากขึ้น ส่วนใบมีดนั้นบางเฉียบ และเป็นประกายสีเงินระยิบระยับ บ่งบอกถึงความคมราวกับมีดโกนของมัน
และเมื่อใดก็ตามที่กระบี่ตี้เตาถูกชักออกมา มันก็จะต้องได้ดื่มเลือดของผู้คน..
ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่กดดัน และดูน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ แต่ซูอานกลับยังคงสงบนิ่งได้เป็นปกติ ราวกับว่าในโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดจะสามารถทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวได้เลย
ชั่วะ!
ตี้เตาเอื้อกระบในมือฟันเข้าใส่ร่างของซูอานอย่างสุดกำลัง ใบมีดสีเงินคมกริบนั้นเป็นกระกายสว่างวาบราวกับสายฟ้าทรงพลังที่ฟาดลงมา
และเป็นไปไม่ได้เลยที่ซูอานจะใช้เพียงร่างกายปกติรับกระบี่ที่ทรงพลังเช่นนี้ เพราะแสงสีเงินสว่างวาบนี้คงจะฟันร่างของเขาฉีกขาดจนเลือดในร่างกายพวยพุ่งออกมาเป็นแน่
ซูอานจึงรีบกระโดดหลบหลีกคมกระบี่ของตี้เตา เขาคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะอาศัยตี้เตาเป็นคู่ฝึกซ้อมของตน
ตี้เตากระหน่ำฟันกระบี่ในมือรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และจิตสังหารของเขาก็เพิ่มทวีขึ้นมากด้วยเช่นกัน ตี้เตาตวัดกระบี่ในมือไปมาด้วยความรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม จนกระทั่งเห็นเป็นเพียงแค่เงาเท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นคมกระบี่จริงได้เลย
การเคลื่อนไหวของซูอานนั้นรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แม้กระทั่งผู้ที่เป็นเพียงฝ่ายดูอย่างอากู อาเชี่ยว และอาเหยา ยังถึงกับตกตะลึง และความหวาดกลัวก็เริ่มปะทุขึ้นในจิตใจของพวกเขาทั้งสามคนมากยิ่งขึ้น
“ความเร็วยังช้าเกินไป พละกำลังก็อ่อนด้อยยิ่งนัก น้ำหนักของกระบี่ก็ยังไม่เพียงพอ ฝีมือของเจ้ามีแค่นี้เองรึ?” ซูอานร้องตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจกับฝีมือของตี้เตานัก
ตี้เตาได้ฟังก็ยิ่งเดือดดาลเป็นอันมาก เขาตวัดกระบี่ในมือรวดเร็วอย่างมาก และรุนแรงที่สุดแล้ว แต่ซูอานกลับสามารถหลบได้ทุกครั้งไป จนถึงตอนนี้กระบี่ของเขายังไม่สามารถฟันถูกร่างของซูอานได้แม้แต่ปลายผมด้วยซ้ำไป
“แกบีบบังคับฉันเองนะ..”
ตี้เตาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชาและดุดัน เวลานี้ใบหน้าของเขาดุร้ายและน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจ..
สิ้นเสียงร้องตะโกนของเตา กระบี่ในมือของเขาก็ปรากฏแสงสีขาวสามเส้นพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของซูอานอย่างรวดเร็ว พลังแสงสีขาวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกระบี่ในมือมีความเร็วสูงที่สุดในระดับหนึ่งเท่านั้น
ดวงตาของซูอานจับจ้องอยู่ที่กระบีตี้เตาแน่นิ่ง ในขณะที่ร่างกายกลับเคลื่อนที่หลบแสงสีขาวทั้งสามอย่างว่องไว แต่ถึงอย่างนั้น เส้นผมปรอยหนึ่งของเขาก็ถูกกระบีตี้เตาฟันขาดร่วงลงกับพื้น และนั่นทำให้ซูอานโมโหอย่างมาก
“ความจริงข้ายังจะฝึกฝนกับเจ้าต่อ แต่พอเพียงแค่นี้จะดีกว่า!”
ซูอานเดินลมปราณจากจุดตันเถียนของตนเอง และพลังชีวิตที่แข็งแกร่งก็พวยพุ่งขึ้นสู่ฝ่ามือของเขา จากนั้นร่างของซูอานก็เคลื่อนเข้าหาร่างของตี้เตาอย่างรวดเร็ว
ร่างของซูอานมาปรากฏตรงหน้าตี้เตาราวกับภูติผีวิญญาณที่หายตัวได้ ในขณะที่ตี้เตาไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ทันนั้น ฝ่ามือของซูอานก็ซัดเข้ากลางหน้าอกของตี้เตาอย่างรวดเร็ว และร่างของมันก็ลอยกระเด็นละลิ่วออกไปทันที
ร่างของตี้เตาลอยละลิ่วออกไปไกลถึงห้าเมตรก่อนจะร่วงลงกระแทกกับพื้น เลือดสีแดงไหลออกจากปากและจมูกของตี้เตาไม่หยุดในขณะที่หน้าอกยุบลงไปเพราะกระดูกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ซูอานจ้องมองแววตาหวาดผวาของเตา พร้อมกับหยิบบุหรี่ออกมาคาบไว้ในปากหนึ่งตัว โดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
เวลานี้ทั้งอากู อาเชี่ยว และอาเหยา ต่างก็หวาดกลัวอย่างที่สุด ทั้งสามคนคิดไม่ถึงว่าซูอานจะสามารถเอาชนะที่เตาได้อย่างราบคาบเช่นนี้
ร่างไร้วิญญาณของตี้เตานอนตาเหลือกกองอยู่กับพื้น เห็นได้ชัดว่าเขาตายไปพร้อมกับความหวาดผวาอย่างที่สุด!
อาเปียวถอดแว่นกันแดดที่ใส่มาตลอดออก พร้อมกับคุกเข่าลงเพื่อร้องขอความเมตตาจากซูอานทันที และหวังว่าซูอานจะไว้ชีวิตตน
แต่ซูอานกลับไม่เปิดโอกาสให้อาเบียวได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขากระหน่ำชกเข้าใส่ร่างของอาเปียวและอาเหยาคนขับรถไม่ยั้ง และทั้งคู่ก็สิ้นใจตายในทันที การปล่อยสองคนนี้ไว้ก็รังแต่จะสร้างปัญหาให้กับเขา
หลังจากสังหารคนทั้งคู่แล้ว ซูอานก็หันกลับไปหาอากูพร้อมกับถามขึ้นยิ้มๆ “พวกเราจะเจรจาตกลงกันได้หรือยัง?”
อากูถึงกับผงะถอยหลังเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นใบหน้าของซูอาน เขาก็รู้ว่าตนเองพอที่จะมีหนทางรอดชีวิต มีหรือที่จะไม่รีบคว้าเอา
อากูจึงรีบพยักหน้าหมึกๆ พร้อมกับจ้องมองซูอานด้วยแววตาเคารพ และตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงและคำพูดที่นอบน้อม..
“อาวุโสต้องการเจรจาอย่างไร เชิญท่านเอ่ยออกมาได้เลย..”
อากูลดสถานะของตนเองลงในทันที ในโลกของผู้ฝึกยุทธนั้น นับถือกันที่ความแข็งแกร่ง ในเมื่อเวลานี้ซูอานจัดอยู่ในผู้ฝึกยุทธระดับกลาง เขาจึงควรต้องเรียกซูอานว่าผู้อาวุโส
ทันทีที่เห็นท่าทางนอบน้อมของอากู ซูอานจึงได้แต่พยักหน้าและสั่งให้เขารออยู่ที่นี่ก่อน ส่วนตัวเขานั้นเดินตรงไปที่เต็นท์หลังหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป
ขณะที่เดินเข้าไปใกล้นั้น ซูอานก็ได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ และนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกเคียดแค้นตี้เตามากยิ่งขึ้น
ซูอานเอื้อมมือออกไปเปิดเต็นท์ และพบว่าหญิงสาวงดงามผู้ นั้นกำลังร้องไห้ และเสื้อผ้าของเธอก็อยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อยนัก แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นซูอานเข้า เธอก็รีบร้องบอกเขาเสียงเบาด้วยความกระวนกระวายใจ
“เธอมาที่นี่ทำไม? รีบออกไปเร็วเข้า ถ้าพวกมันเห็นเธออยู่ที่นี่พวกมันต้องฆ่าเธอแน่!”
หญิงสาวผู้นี้ได้เห็นความเก่งกาจของตี้เตาและพรรคพวกของมัน มากับตาตัวเองแล้ว แม้แต่บอดี้การ์ดที่พ่อของเธอจ้างมาในราคาสูงที่ลิบลิ่วเพื่อให้คอยคุ้มครองเธอนั้น ยังถูกตี้เตาฆ่าตายอย่างง่ายดาย
ซูอานถึงกับจิตใจละลายอีกครั้ง แม้หญิงสาวผู้นี้จะกำลังเผชิญอยู่กับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง แต่นางกลับยังมีจิตใจที่อ่อนโยนเป็นห่วงเป็นใยเขามากถึงเพียงนี้
แววตาของซูอานอ่อนโยนลงทันที จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “แม่นางเจ้าอย่าได้หวาดกลัวไปเลย พวกมันสร้างปัญหาอะไรให้กับเจ้าไม่ได้อีกแล้ว!”
แต่ดูเหมือนหญิงสาวผู้นี้จะไม่เชื่อคำพูดของซูอาน เธอยังคงร้องบอกซูอานด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายใจว่า
“น้องชาย.. ฟังฉันนะ! พวกมันสามารถฆ่าเธอได้จริงๆ บอดี้การ์ดของฉันกับพี่ชายของฉัน ก็ถูกพวกมันฆ่าตายจนหมด”
เมื่อหญิงสาวพูดประโยคนี้ออกมา เธอก็ยิ่งเศร้าโศกเสียใจมากขึ้น และถึงกับร้องห่มร้องไห้ออกมา แต่เธอก็พยายามกลั้นเสียงสะอื้นของตนเองไว้ เพราะกลัวว่าพวกมันจะได้ยิน..
ซูอานเดินตรงเข้าไปในเต็นท์ แล้วเอื้อมมือไปโอบร่างที่สั่นเทาของหญิงสาวไว้ทันที เขากอดเธอไว้แน่น และใช้แผ่นอกกว้างของตนเป็นที่ปลอบประโลมให้เธอหายจากอาการตกใจ..
“พวกมันไม่กล้าทำอะไรเจ้าอีกแน่ ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเอง..”
หญิงสาวถึงกับนิ่งอึ้งไป และได้แต่คิดในใจว่า เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าเธอ กลับไม่กลัวอันตราย และกล้าโอบกอดปลอบโยนเธอเช่นนี้ ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก และไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีก จึงได้แต่ร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง
“เธอยังไม่รู้อะไร.. พวกมันเป็นคนชั่วช้าเลวทราม แล้วหัวหน้า ของมันก็ต้องการที่จะ.. ที่จะข่มขืนฉัน..”
“เจ้าไม่ต้องหวาดกลัวอีกแล้ว พวกมันตายไปแล้ว จะไม่มีผู้ใดทำร้ายเจ้าได้อีกแล้ว!”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของซูอาน หญิงสาวก็ถึงกับตกใจสุดขีด เธอผละออกจากอ้อมแขนของซูอานพร้อมกับจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
“จริงเหรอ?”
“จริงสิ!”
ซูอานพาหญิงสาวเดินออกจากเต็นท์ไป และเมื่อเธอได้เห็นศพของตี้เตาและลูกน้อง แม้จะมีสีหน้าหวาดกลัว แต่เธอก็รับรู้ได้ถึงความปลอดภัยของตนเอง
ผ่านไปครู่ใหญ่ หญิงสาวจึงถามออกมาด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น “น้องชาย เธอเป็นคนฆ่าพวกมันงั้นเหรอ?”
ซูอานจ้องมองหญิงสาวด้วยแววตาอ่อนโยน พร้อมกับพยักหน้าจากนั้นจึงบอกกับหญิงสาวว่า
“เรียกข้าว่าซูอานก็ได้ ข้าน่าจะอายุมากกว่าเจ้า”
ซูอานผู้ไม่เคยหัวใจเต้นแรงหรือหวั่นไหว เขาคือผู้ที่มีชีวิตมายาวนานมาก แต่เมื่อเจรจาอยู่กับหญิงสาวผู้นี้ เขากลับรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น
“ฉันชื่อจินจื่อหยา พี่ซูอาน พี่เรียกฉันว่าจื่อหยาเฉยๆก็ได้”
ดวงตากลมโตของจินจื่อหยาเป็นประกายบริสุทธิ์ เวลานี้เธอมีความสุขยิ่งนักที่ไม่ถูกข่มเหงอีก..
“จื่อหยา ข้าจะให้ตาหวงส่งเจ้ากลับลงเขาในตอนเช้า!”
จินจื่อหยายิ้มออกมาอย่างดีอกดีใจ แต่แล้วสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นผิดหวังเล็กน้อยในระหว่างที่ถามขึ้นว่า
“พี่ซูอาน พี่ไม่ลงเขาไปพร้อมกับฉันเหรอ?”
ซูอานแทบทนต่อไปไม่ไหว กิริยาท่าทางของหญิงสาวผู้นี้ช่างเหมือนกับเทพธิดาจ๋อเจียวในความทรงจำของเขายิ่งนัก
“ข้ายังมีบางสิ่งต้องทำให้เสร็จเสียก่อน จึงจะลงเขาไปได้”
“ก็ได้..” จินจื่อหยาทำสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่แล้วก็จ้องมองซูอานด้วยแววตาซาบซึ้งใจพร้อมกับเอ่ยออกไปว่า
“ขอบคุณพี่ซูอานมาก ถ้าไม่ได้พี่ช่วยไว้ จื่อหยาคงถูกคนชั่วช้านั่นทำลายแล้ว!”
ซูอานยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตของจินจื่อหยาพร้อมกับพูดขึ้นว่า “หากเจ้าอยากจะขอบคุณข้า ก็ให้ข้าเป็นของเจ้า!”
“ห้ะ?!”
ใบหน้าของจินจื่อหยาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เธอคิดไม่ถีงว่าซูอานจะพูดอะไรเช่นนั้นออกมา แล้วใบหน้าของเธอก็แดงเป็นลูกตำลึงทันที
ซูอานหัวเราะออกมาเสียงดังพร้อมกับยื่นมือออกไปจับปลายคางของจินจื่อหยา “ฮ่าๆๆ ดูหน้าเจ้าสิ! ข้าล้อเล่นสนุกๆเท่านั้น เจ้าไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้ตามตาหวงลงเขาไป!”
จินจื่อหยาพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง และรีบกลับเข้าไปนอนในเต็นท์ของตนเองทันที แต่ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ เพราะภาพของซูอานยังคงผุดขึ้นในใจของเธอตลอดเวลา
MANGA DISCUSSION