อลินดาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนอันว่างเปล่า ที่นอนข้างกายไม่มีเรือนร่างสูงใหญ่ของผู้ชายที่นอนกกกอดมาตลอดทั้งค่ำคืนอีกแล้ว หล่อนกัดฟันขยับกายลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บแปลบในที่ส่วนกลางลำตัวย้ำเตือนให้ระลึกถึงเรื่องที่ผ่านมาเมื่อคืนได้เป็นอย่างดี
หล่อนกับแซคคารีย์นอนด้วยกัน… และมันก็ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย แก้มนวลแดงระเรื่อด้วยความขัดเขินแต่ไม่นานความรู้สึกอดสูก็ค่อยๆ แทรกแทนที่เข้ามาจนเต็มเนื้อหัวใจ ความสุขทางกายที่ได้รับจากเขามาตลอดทั้งคืนจนล้นปรี่ตอนนี้จางหายไปจนหมดสิ้น หยาดน้ำตาแห่งความเสียใจไหลรินออกมา
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหล่อนก็จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปได้ หล่อนยังคงอยู่ในสถานะน้องสะใภ้ของเขา และเขาก็คือพี่เขยของหล่อน ความจริงนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้
หลังมือเล็กยกขึ้นป้ายน้ำตาทิ้งด้วยความเสียใจ หล่อนไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าไม่มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน หล่อนทั้งพึงพอใจ ทั้งลุ่มหลงกับสัมผัสของแซคคารีย์ แต่ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันเป็นแค่เพียงความสัมพันธ์ที่เกิดจากความพลั้งเผลอนั้น มันก็แค่การระบายความใคร่ของผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ มาเกี่ยวข้อง
อลินดาปวดหนึบไปทั้งหัวใจ หล่อนต้องใช้เวลาอยู่นานหลายนาทีกว่าจะหยุดร้องไห้ และเดินหายเข้าไปในห้องน้ำได้สำเร็จ และหลังจากใช้เวลาในห้องน้ำอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง หล่อนก็รีบก้าวออกมาแต่งเนื้อแต่งตัวเลียนแบบนารีรัตน์พี่สาวของตัวเองอย่างที่เคยทำทุกวัน แปรงขนนุ่มบรรจงปัดลงบนแก้มนวลจนเกิดสีสัน แต่ยังไม่ทันแต่งหน้าเสร็จ ประตูห้องก็ถูกผลักให้เปิดกว้างออกเสียก่อน และร่างของแซคคารีย์ที่อยู่ในชุดทำงานเรียบหรูก็ปรากฏตัวขึ้น
“คุณแซค…”
หล่อนขานชื่อของผู้ชายที่ก้าวเข้ามาภายในห้องนอนด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
เขาเดินเข้ามาหยุดข้างๆ จ้องหน้าหล่อนผ่านกระจกเงาบานใหญ่ด้วยความไม่พอใจ
“แต่งหน้าทำไม”
หล่อนเม้มปากแน่น และก็พยายามที่จะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มันก็สั่นเทาอยู่ดี
“คุณแซคลืมไปแล้วเหรอคะว่าฉัน… เอ่อ… ลินดาอยู่ที่นี่ในคราบของพี่นารี” หล่อนกำลังจะทาลิปสติกสีแดงสดที่ปากอิ่ม แต่ถูกมือใหญ่แย่งไปจากมือเสียก่อน
“ฉันไม่ได้ลืมหรอก แต่ต่อจากนี้ไปเธอไม่ต้องแสดงตัวว่าเป็นนารีอีกแล้ว”
หล่อนน้ำตาซึม เม้มปากอิ่มแน่นจนเป็นเส้นตรง ก็โดนคนตัวโตตำหนิอย่างไม่พอใจ
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเม้มปากแบบนี้ ปากจะช้ำหมด”
เขากระชากร่างของหล่อนให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้สตูล และให้หันมาเผชิญหน้า
“หัดทำตามคำสั่งของฉันเสียบ้าง เข้าใจไหม”
อลินดามองเขาอย่างน้อยใจ ก่อนจะถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมา
“ถ้าไม่ให้ลินดาแต่งหน้าแต่งตัวเหมือนพี่นารี คุณแซคก็จะถูกคนใช้เอาไปนินทาได้นะคะ”
“ไม่มีใครกล้านินทาอะไรฉันกับเธอแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ฉันบอกทุกคนไปแล้วว่าเธอคือลินดาไม่ใช่นารี”
“คุณแซค?” หล่อนเบิกตากว้างตกใจ
“ไม่ต้องทำหน้าดีใจขนาดนั้นหรอก ฉันก็แค่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำลงไปโดยไม่ทันคิดต่างหากล่ะ” เพราะต้องการกลบเกลื่อนความประหม่าของตัวเอง ทำให้แซคคารีย์พูดในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงออกไป
“ก็… ลินดาบอกแล้วนี่คะว่าไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบ”
“ฉันตัดสินใจไปแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามนี้”
“แต่คุณแซคจะต้องเสียชื่อเสียงนะคะ หากคนอื่นรู้ว่าเจ้าสาวในงานแต่งงานคือตัวปลอม”
“ตอนนี้เธอเป็นตัวจริงไปแล้วอลินดา”
ถึงหล่อนจะจับพลัดจับพลูได้เป็นตัวจริง แต่ก็เป็นตัวจริงที่แซคคารีย์ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรด้วยเลย
“คุณแม่ของคุณแซคคงไม่พอใจมาก ถ้ารู้เรื่องนี้”
“ท่านรู้เรียบร้อยแล้วล่ะ และเธอก็คิดถูกต้อง เพราะคุณแม่ไม่พอใจมาก…”
อลินดาน้ำตาไหล “ลินดาไม่อยากทำให้คุณแซคเดือดร้อนค่ะ ยังไง… ให้มันเป็นแบบเดิมเถอะนะคะ ลินดาก็แค่อยู่กับคุณคั่นเวลาไปก่อน แล้วถ้าพี่นารีกลับมา ลินดาก็จะไปทันทีค่ะ”
ศีรษะทุยสวยของแซคคารีย์ส่ายไปมาน้อยๆ “แล้วถ้าเกิดเธอท้องขึ้นมาจะทำยังไง”
“ท้อง… ท้องเหรอคะ” หล่อนไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้เลย
“ใช่ เมื่อคืนฉันจัดเธอสดตั้งหลายรอบ”
แก้มนวลแดงก่ำ พูดไม่ออก
“และผู้หญิงอ่อนประสบการณ์อย่างเธอ คงไม่ได้กินยาคุมเตรียมพร้อมเอาไว้หรอก จริงไหม”
“เอ่อ…”
“ดังนั้น สิ่งที่ฉันทำมันคือทางออกที่ดีที่สุด”
“แต่คุณแม่ของคุณแซคไม่พอใจนะคะ แถมยังมีญาติพี่น้องของคุณแซคอีก”
ไหล่กว้างไหวน้อยๆ กอดและรั้งหล่อนเข้ามากอดแนบอก ปากร้อนจัดทาบลงบนกลีบปากอิ่มที่กำลังจะเผยอเปล่งคำพูดอย่างแม่นยำ รอยจุมพิตหวานฉ่ำก่อเกิดขึ้นเนิ่นนานกว่าจะคลายลง
“ไม่มีใครบังคับฉันได้ เธอก็น่าจะรู้นี่”
“แต่…”
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น ไปล้างหน้าล้างตาได้แล้ว ฉันไม่ชอบให้เธอแต่งหน้าจัดแบบนี้” อ้อมแขนกำยำคลายออก
อลินดามองเขาอย่างน้อยใจ “คุณแซคกลัวว่าแยกไม่ออกใช่ไหมล่ะคะว่าผู้หญิงตรงหน้าของคุณแซคคือพี่นารีหรือว่าลินดา”
แซคคารีย์หรี่ตาแคบจ้องหน้าหล่อน ศีรษะทุยสวยโน้มต่ำลงมาหาจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน
“แค่กลิ่นตัว ฉันก็แยกออกแล้วว่าใครเป็นใคร”
“ก็ใช่น่ะสิคะ กลิ่นเน่าๆ ของลินดามันแรง อ๊ะ… ปล่อยค่ะ” หล่อนอุทานตกใจ เมื่อถูกกระชากเข้าไปกอดรัดแน่นอีกครั้ง
“เลิกเอาคำพูดงี่เง่าของฉันกลับมาโยนใส่หน้าฉันเสียทีเถอะ ฉันไม่อยากฟังแล้ว”
“ก็มันคือความจริงนี่คะ”
“ถ้าเธอเหม็นเน่า แล้วฉันจะกินเธอทั้งคืนไหม อลินดา คิดสิ สมองน่ะมีไหม” แล้วปากร้อนจัดก็ทาบประกบลงมาแรงๆ เคลื่อนไหวอย่างดุดัน จูบจนอลินดาแทบหยุดหายใจ จึงยอมให้อิสรภาพ “จำเอาไว้นะ ห้ามว่าตัวเองอีก”
หล่อนไม่เคยว่าตัวเอง แต่มันเป็นคำด่าทอของเขาที่ขว้างใส่หน้าหล่อนประจำต่างหาก
“ไปล้างหน้าซะ ฉันจะลงไปรอที่รถ”
“ลินดาจะไปเองค่ะ”
“ถ้าดื้อ เดี๋ยวจะกัดปากให้ขาดเชียว”
ไม่ใช่แค่คำพูดอย่างเดียวที่แสดงความข่มขู่ แต่สายตาสีสนิมก็เต็มไปด้วยการคาดโทษเช่นกัน ดังนั้นอลินดาจึงต้องก้มหน้าทำตามคำสั่งอย่างไม่มีทางเลือก
แซคคารีย์มองตามร่างอวบอัดของอลินดาที่เดินหายเข้าไปในห้องน้ำด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา เขาเกลียดตัวเองจังเลย ที่เอาแต่คิดจะจับอลินดาขึ้นเตียงตลอดเวลา
“บ้าชิบ”
เขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยสักนิด ความรู้สึกที่ถูกครอบงำจนมืดมิดไร้แสงสว่าง แต่ก็รู้ตัวดีว่าไม่มีทางดิ้นหนีจากบ่วงสวาทในครั้งนี้ไปไหนได้อีกแล้ว
MANGA DISCUSSION