ตอนที่ 45: เพื่อนร่วมฝึกงาน
URI… องค์กรความมั่นคงที่มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพ ความปลอดภัยของผู้คน ประเทศและโลก
ภาพลักษณ์ขององค์กรคือความเที่ยงธรรมอันไม่ยอมศิโรราบแก่ความมืดทั้งปวง
ครั้งหนึ่งเคยมีประเทศเขตเล็ก ๆ ถูกประเทศข้างเคียงกดดันด้วยกำลังทหาร แม้แต่ศาลโลกยังไม่มีอำนาจเชิงรูปธรรมในการทำให้ประเทศที่เป็นฝ่ายบุกรุกยอมล่าถอย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ได้ URI นี่เองช่วยไกล่เกลี่ยจนทั้งสองประเทศเจรจาผลประโยชน์กันได้ลงตัวและจบลงด้วยการทำสนธิสัญญาสงบศึก
…แม้ว่าการไกล่เกลี่ยที่ว่า จะหมายถึงการแทรกแซงรัฐบาลทั้งจากภายในและภายนอก กดดันให้ผู้นำเขตประเทศดังกล่าวและคณะลาออกก็ตามที
เหตุการณ์ที่จบลงด้วยดีจึงถูกมองในอีกแง่ นั่นคืออำนาจที่มากเกินไปของ URI ที่ทุกประเทศต่างก็เกรงกลัว แต่สิ่งหนึ่งที่แลกมาคือการคานอำนาจกับรัฐบาลในมุมมองของพลเมือง
ข้อถกเถียงนั้นยังคงมีอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า URI มีความดีความชอบมากมายและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ประชาชนมากยิ่งกว่าตำรวจท้องถิ่นของเขตประเทศนั้น ๆ เสียอีก รัฐบาลของแต่ละประเทศเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับจุดนั้น และจำต้องยอมเสียผลประโยชน์ที่ไม่อาจสร้างข้อได้เปรียบเหนือประเทศอื่นของตนได้
ไม่สิ… การมีอยู่ของ URI ทำให้ประเทศเขตมหาอำนาจเอาเปรียบประเทศเขตเล็กอื่น ๆ ไม่ได้ต่างหาก
เพราะเป้าหมายขององค์กรคือการมอบความยุติธรรมให้กับทุกประเทศนั่นแล หลายคนจึงมองว่า URI เป็นงานที่มีเกียรติและคุณธรรมสูงส่ง ผู้ใหญ่หลายคนเองก็มองว่าเป็นงานที่ทรงคุณค่าเทียบเท่ากับข้าราชการในสมัยก่อนเลยทีเดียว
ในมุมมองของบุคคลทั่วไปเป็นองค์กรที่มีงานล้นมือก็จริงอยู่ แต่นั่นก็แลกมาด้วยเงินเดือนที่มั่นคงและสูงมากพอ ๆ กับหน้าตาทางสังคมจากภาระหน้าที่อันสูงส่ง
เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม สันติภาพ โลกและผู้คน
นั่นคือความหมายเบื้องหลังศูนย์บัญชาการของ URI ที่สร้างขึ้นจากฐานหกเหลี่ยม ราวกับเป็นการตอกย้ำหลักการของตน คอยเตือนไม่ให้ลืมว่าทำหน้าที่ไปเพื่อสิ่งใด ไม่ให้เลือนไปตามปัจจัยแวดล้อมหรือกาลเวลา
…และชินก็กำลังแหงนมองยอดของตึกสูงเสียดฟ้านี้อยู่
หนังสือตอบรับการฝึกงานที่ได้มาเมื่อวานแจ้งให้มาที่สำนักงานใหญ่ของ URI สาขาที่ 66
พอเลิกเรียน วันนี้ก็เลยรีบแจ้นมาที่นี่ทันทีเลย
ก็คิดว่ามันฉุกละหุกอยู่หรอก แต่เราไม่อยู่ในสถานะที่บ่นได้ ไม่สิ… เราแทบอยากจะกราบเพื่อให้ได้เข้าไปฝึกงานที่นี่ด้วยซ้ำ เพราะงั้นเรื่องบ่นคงเก็บไว้ในใจเป็นพอแล้ว
แต่มองในแง่ดี… บางทีพวกเขาคงจะยุ่งกันนั่นแหล่ะถึงนัดกำหนดการด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิดขนาดนี้
ชินคิดไปพลางในขณะที่เดินเข้าไปทางประตูหน้าของตึก
บรรยากาศภายในออกแบบในสไตล์มินิมอล ดูเรียบง่ายแต่เรียบหรูเหมือนอยู่ในโรงแรม
แม้แต่จุดประชาสัมพันธ์เองก็สังเกตได้ง่าย ชินเลือกเดินเข้าไปทางเคาน์เตอร์พี่สาวพนักงานคนกลางจากสามคนที่กำลังว่างอยู่เพียงคนเดียว
“สวัสดีค่ะ มาติดต่อเรื่องอะไรเหรอคะ?” พนักงานสาวยิ้มทักทายอย่างเป็นมืออาชีพ
ส่วนชินเองก็เตรียมเอกสารที่จำเป็นไว้ในมืออยู่แล้วจึงยื่นให้เธอบนโต๊ะได้ทันที
“มาติดต่อเรื่องฝึกงานตามที่นัดหมายไว้น่ะครับ”
“อ้อ! เด็กฝึกงานอีกคนสินะจ๊ะ!”
อีกคนเหรอ?
รูปประโยคทำให้ชินเกิดความสงสัยเล็กน้อย จะไม่แสดงออกก็ได้อยู่ แต่เพื่อให้ดูปกติชินเลยเอียงคอเล็กน้อยให้เห็นว่าเขาเองก็แปลกใจกับคำพูดของพี่สาวพนักงานเหมือนกัน
“เดี๋ยวช่วยรบกวนไปนั่งรอกับเพื่อนฝึกงานด้วยกันตรงโต๊ะรับแขกก่อนนะจ๊ะ” พี่สาวพนักงานต้อนรับยิ้มให้ชินอีกครั้ง เธอผายมือไปทางโต๊ะกับชุดโซฟาต้อนรับที่ห่างไปไม่ไกล
ชินเองก็โค้งพร้อมกับขอบคุณก่อนจะเดินไปตามคำแนะนำ
ในระหว่างทางชินเองก็สังเกตเห็นประชาชนทั่วไปมาติดต่อยื่นคำร้องต่าง ๆ เหมือนกัน แต่ที่เห็นเด่นมาแต่ไกลคงจะเป็นเด็กหนุ่มที่นั่งรออยู่ตรงโซฟาเป้าหมายของชินมากกว่า
เด็กหนุ่มผมบลอนด์ดูแล้วน่าจะเป็นชาวต่างชาติเชื้อสายยุโรป การสวมแว่นในขณะที่กำลังอ่านหนังสือฆ่าเวลาทำให้ดูภูมิฐาน ลักษณะการนั่งเองก็ดูเรียบร้อยเหมือนเป็นชนชั้นสูง ด้วยส่วนสูงที่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไปที่ราว ๆ 160 เซนติเมตรยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ดูเหมือนคุณชายเข้าไปใหญ่
“ขอโทษนะ ผมขอนั่งด้วยได้รึเปล่า?” ชินเอ่ยถามจากด้านหน้า ทำให้เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ
“เชิญเลยครับ ยังไงมันก็เป็นของส่วนรวมอยู่แล้ว” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ดูท่าจะเป็นมิตรเหมือนกับที่เห็นภายนอก
“ขอบใจ”
ชินโล่งใจไม่เบาก่อนจะนั่งลงตามนั้น เพราะยังไงก็คงไม่มีที่อื่นให้นั่งรอแล้ว
ในจังหวะนั้นชินเองก็สังเกตเห็นด้วยหางตาว่าเด็กหนุ่มคนดังกล่าวปิดหนังสือที่อ่านอยู่ลงไปแล้ว
“ได้ยินที่คุยกับคุณพี่สาวพนักงาน คุณเองก็มาฝึกงานด้วยเหมือนกันสินะครับ” นั่นคือเหตุผลที่เขาหยุดมือจากเนื้อหาในหนังสือ
คงไม่แปลกเท่าไหร่หากเด็กหนุ่มคนนี้จะสนใจคนที่อยู่ในสถานะเดียวกัน
จะว่าไป… ระยะห่างก็ใช่เล่นแต่ยังอุตส่าห์ได้ยินที่คุยกันอีกนะ
ความช่างสังเกตนั่นเป็นทั้งจุดที่น่าสังเกตและน่าชื่นชมสำหรับชิน
“เอ่อ… ขอโทษด้วยนะครับที่แอบฟัง”
“เปล่า ๆ เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอก”
เพราะใช้เวลาครุ่นคิดนานเกินไป เลยทำให้เด็กหนุ่มเป็นกังวลไปแทน เขาคงคิดว่านั่นอาจเป็นการยุ่งไม่เข้าเรื่องก็ได้ แต่แน่นอนว่าชินไม่ได้คิดแบบนั้น
“ฉันชื่อชิน ยินดีที่ได้รู้จัก” เพื่อให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้น ชินเลยเริ่มจากการแนะนำตัวตามมารยาท
“ผมอัลเบิร์ตครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน”
เด็กหนุ่ม… อัลเบิร์ตเองก็แนะนำตัวกลับ รอยยิ้มของเขาดูโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด ชินถึงคิดว่าการสนิทสนมกับเขาไม่น่าเป็นเรื่องเสียเวลา
“ที่ถามก่อนหน้านี้ ฉันเองก็มาฝึกงานเหมือนกัน” ชินเลยตัดสินใจผูกมิตรด้วยหัวข้อเดียวกับที่อัลเบิร์ตเปิดขึ้นมาก่อนหน้านี้
“จริง ๆ ด้วยสินะครับ! ถ้างั้นก็ขอฝากตัวด้วยนะครับ!”
พอบทสนทนาถูกต่อเจ้าตัวก็แสดงท่าทีดีอกดีใจจนตาเป็นประกาย แต่นั่นก็ไม่ได้มากเกินไปจนรู้สึกลำบากใจสำหรับชิน
แต่จุดที่ทำให้ลำบากใจ ไม่สิ… ติดใจเองก็มีอยู่
“ฉันไม่คิดว่าจำเป็นต้องพูดสุภาพหรอกนะ เผลอ ๆ ฉันอาจจะอายุน้อยกว่านายด้วยซ้ำ” ชินผายมือพูดเหมือนยื่นข้อเสนอ เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายสุภาพเกินไป แต่ว่า…
“ผมไม่ได้ให้ความสนใจอายุมากไปกว่าสถานะหรอกครับ แล้วผมก็พูดแบบนี้เป็นปกติแล้วซะด้วยสิ”
อัลเบิร์ตพูดพลางเกาแก้ม ดูท่าความสุภาพจะเป็นบุคลิกภาพมากกว่าจะเกรงใจชิน มากพอ ๆ กับความขี้อายของเขา
แต่จุดที่ไม่ถือตัวและให้ความสำคัญกับตำแหน่งเด็กฝึกงานที่เหมือนกันมากกว่าอายุที่ห่างไม่กี่ปีนั้นชินเองก็เห็นด้วย นั่นเป็นเหตุผลที่ชินไม่ได้พูดสุภาพแต่แรก
ทัศนคติที่เหมือนกันตรงจุดนั้นทำให้โล่งใจไม่เบา
เหมือนกันแม้กระทั่งรสนิยมเรื่องหนังสือ
“ฉันเองก็ชอบหนังสือเล่มนั้นนะ” นั่นเลยเป็นหัวข้อถัดไปที่ชินพูดถึงในขณะที่เหลือบมองหนังสือในมือของอัลเบิร์ต
“เป็นนวนิยายที่มีแต่บทสนทนาของตัวละครล้วน ๆ เนื้อหาเป็นแค่การพูดคุยหาข้อสรุปของกลุ่มเพื่อนในหัวข้อ ‘โลกในอุดมคติ’ แต่กลับน่าติดตามชวนให้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่เบื่อ”
“โห! ไม่คิดเลยครับว่าจะมีคนเข้าใจเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้เหมือนกับผมด้วย!”
พออัลเบิร์ตได้ยินที่ชินพูด เขาก็ทำตาเป็นประกายมากกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก เขาตื่นเต้นจนเกือบจะทำหนังสือหลุดมือเลยทีเดียว
แล้วดูเหมือนชินจะไปเปิดสวิทซ์บางอย่างของเด็กหนุ่มคนนี้เข้าให้ด้วย
“ตัวละครทุกคนต่างก็เป็นเด็ก ม.ปลาย ธรรมดา การดำเนินเรื่องในระหว่างทานอาหารเย็นก็เป็นบรรยากาศธรรมดา แต่เนื้อหากลับเข้มข้นเพราะแต่ละคนก็มีทัศนคติและอุดมคติที่ต่างกัน แม้จะเป็นแค่การพูดคุยแต่ก็ไม่มีใครยอมใครเลย” อัลเบิร์ตพูดไม่หยุดด้วยรอยยิ้มเหมือนเพิ่งเจอเพื่อน ถึงเขาจะดูไม่เหมือนคนเพื่อนน้อยเลยก็ตาม
ชินเองก็เข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เจอคนที่มีรสนิยมอย่างเดียวกัน จะดีใจขนาดนั้นคงไม่แปลกอะไร และหากไม่สนับสนุนความรู้สึกนั้นก็คงจะเสียมารยาท
“นั่นสินะ ตัวละครทุกคนต่างก็เป็นพวกมั่นใจในแนวคิดของตัวเอง เพราะแบบนั้นแค่นั่งฟังพวกเขาเถียงกันก็สนุกแล้วล่ะ” ชินพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่เลยครับ! ว่าไปแล้วผมน่ะชอบแนวคิดของเชนมากเลย!”
“ที่บอกว่าประชาธิปไตยจริง ๆ แล้ว พลเมืองไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจน่ะเหรอ?”
“แต่มันก็เรื่องจริงนี่ครับ ในทางปฏิบัติมันคือการเลือกตัวแทนของพลเมืองมาใช้อำนาจแทน ดังนั้น ประชาชนก็ไม่ใช่เจ้าของอำนาจโดยตรงอยู่แล้วใช่ไหมล่ะครับ”
“ ‘เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มีความรู้ในการจัดการประเทศ เราถึงต้องเลือกคนที่มีความสามารถมาทำแทนคนส่วนมากที่ทำไม่ได้’ ”
“คำพูดของวิลในเรื่องสินะครับ… แต่ผมว่านั่นไม่คุ้มกับการถูกผูกขาดอำนาจหรอกครับ พวกผู้แทนที่น่ะ พอถูกเลือกแล้วหลังจากนั้นก็ไม่เห็นหัวคนที่เลือกตัวเองแล้วล่ะ”
“ว่าไปแล้วก็จริงล่ะนะ”
ชินยักไหล่ช่วยไม่ได้กับตัวอย่างที่เห็นได้ประปรายในความเป็นจริง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อติในมุมมองของชินเสียทีเดียว
“ใช่ไหมล่ะครับ!” อัลเบิร์ตยืนยัน ทว่า…
“แต่ถ้าจะใช้วิธีในอุดมคติอย่างการมอบการศึกษาให้พลเมืองทุกคนมีความสามารถในการจัดการประเทศ มันก็ต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเลยนะ” ชินจึงแสดงให้เห็นสิ่งที่ต้องแลกตามความคิดเห็นของเขา
“ไม่หรอกครับ ผมว่ามีวิธีที่ดีกว่านั้นนะครับ” อัลเบิร์ตทำตาเป็นประกาย เอี้ยวตัวเข้าหาชินเหมือนอยากเสนอสิ่งที่ตัวเองคิดอย่างภาคภูมิใจ
“ปัญหาหลักน่ะอยู่ที่พวกผู้แทนที่ไม่ได้สนใจเสียงของประชาชนหลังจากมีการเลือกตั้งไปแล้ว ดังนั้น ถ้าทำให้พวกผู้แทนต้องเป็นห่วงคะแนนความนิยมอยู่ตลอด และอาจจะถูกพลเมืองขับไล่ลงจากตำแหน่งได้ตลอดก็จะแก้ปัญหาได้นะครับ”
“แล้วในทางปฏิบัติจะทำยังไงเหรอ?” ชินผายมือถาม เขาสนใจวิธีการนั้นอยู่นิดหน่อย
“ยกตัวอย่างก็เช่น โดยปกติแล้วผู้แทนจะถูกเลือกครั้งเดียวตอนเลือกตั้งใช่ไหมล่ะครับ เราก็เปลี่ยนระบบให้สามารถเลือกผู้แทนได้ตลอดเวลาก็สิ้นเรื่อง!” อัลเบิร์ตพูดแล้วก็ผายมือออกทั้งสองข้างอย่างผ่าเผยมั่นใจ
“อืม… แล้วจะทำยังไงกับผลประโยชน์ของผู้แทนล่ะ?”
หากตำแหน่งสามารถถูกถอดได้ตลอดเวลา อาชีพนั้นก็ถือว่าไม่มั่นคงและอาจทำให้คนเก่งมีความสามารถหันไปทำอาชีพอื่นแทน ชินต้องการบอกเรื่องนั้น
“ก็ให้ทุกคนเป็นผู้แทนนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ในตอนที่ออกเสียงในสภาก็ให้พลเมืองเป็นคนเลือกผู้แทนที่ตัดสินใจเหมือนกับตัวเอง”
“ปัญหาเดิม… ถ้าพลเมืองเลือกออกเสียงโดยไม่มีความรู้จนกลายเป็นผลเสียกับเขตประเทศในภายหลังล่ะ?” ชินยกนิ้วชี้ขึ้นระบุปัญหาอีกหน
“อืม… ทำให้ส่วนหนึ่งของรายได้ผู้แทนขึ้นกับการเติบโตของประเทศก็ไม่เลวนะครับ”
อัลเบิร์ตยิ้มชี้นิ้วแถลงไข ทำให้ชินพยักหน้ารับเพราะเป็นคำตอบที่เข้าที อย่างน้อยหลักของคำตอบก็ค่อนข้างยอมรับได้ในความคิดของเขา
…แน่นอนว่าแค่ค่อนข้าง
“แบบว่า… เราเองก็เถียงกันเหมือนในเรื่องนี้เลยนะครับเนี่ย” อัลเบิร์ตเพิ่งคิดได้ถึงหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจ
“นั่นสินะ ก็สนุกดีเหมือนกัน”
เห็นแบบนั้นมันก็ทำให้ชินรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่คุยแล้วถูกคอดี อย่างน้อย ๆ อัลเบิร์ตก็ไม่ได้หัวแข็งถึงขนาดไม่ยอมรับฟังความคิดคนอื่น
ตรงจุดที่เคารพอีกฝ่ายคงเป็นสิ่งที่ทำให้ชินรู้สึกว่าน่าจะสนิทสนมกับเขาได้ จึงอยากคุยกับอัลเบิร์ตต่ออีกสักหน่อย
“สวัสดี”
“ “!!!?” ”
หากไม่ติดว่ามีคนเดินเข้ามาหาเสียก่อน… เสียงเรียบ ๆ นั่นดังขึ้นจากทางด้านหลังโดยไม่มีร่องรอยอะไรทั้งสิ้นทำให้ทั้งชินและอัลเบิร์ตสะดุ้งตกใจหันขวับไปมองตามต้นเสียง
สัมผัสไม่ได้เลยว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้
เป็นไนท์ประเภทลบตัวตนเหรอ?
ชินตั้งข้อสังเกตในขณะที่มองตามชายหนุ่มที่เข้ามาทักจากทางด้านหลัง… เป็นชายหนุ่มวัยกลางคน รูปลักษณ์ภายนอกเป็นชายชาวเอเชียน่าจะเป็นชนพื้นเมืองแท้ ๆ ใบหน้าดูเรียบร้อยเกลี้ยงเกลาในชุดสูท ติดเสียอย่างเดียวคือใบหน้าซีดเซียวและขอบตาที่ดำคล้ำเหมือนโหมงานไม่ได้พักได้ผ่อนมานาน
ชายคนนี้ควรระวังตัวก็ส่วนหนึ่ง แต่ชินยังสังเกตปฏิกิริยาตอบโต้อันรวดเร็วของอัลเบิร์ตด้วย เห็นได้ชัดเลยว่านั่นไม่ใช่ปฏิกิริยาตอบโต้ของเด็ก ม.ปลายธรรมดา
“ตกใจหมดเลยครับ” ทางอัลเบิร์ตพูดแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถ้าไม่นับเรื่องความสามารถ การตอบโต้ของเขาก็ดูปกติดี
ตรงกันข้ามแล้ว ชินที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยต่างหากที่แปลก
“พวกเธอคือเด็กฝึกงานใช่ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้ง ดูทรงแล้วที่เหนื่อยน่าจะไม่ใช่แค่สีหน้า
“ “ใช่ครับ” ”
ทั้งสองรีบลุกขึ้นยืนตอบพร้อมกัน แต่อัลเบิร์ตนั้นดูกระตือรืนร้นมากกว่า ส่วนทางเจ้าตัวคนถามนั้นแค่พยักหน้ารับ เขาแสดงออกทุกอย่างด้วยความเหนื่อยล้าจนดูน่าเป็นห่วงในหลาย ๆ ความหมาย
“ฉันชื่อไทริก จะเป็นพี่เลี้ยงให้พวกเธอในช่วงฝึกงาน ฝากตัวด้วย” ชายหนุ่ม… ไทริกตอบกลับด้วยสีหน้าอ่อนแรง แต่นั่นน่าจะเป็นท่าทางปกติของเขา
“ผมอัลเบิร์ตครับ ฝากตัวด้วยครับ!”
“ผมชิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ทั้งสองตอบพร้อมกับโค้งให้โดยไม่ลืมที่จะพนมมือตามธรรมเนียม ไทริกเองก็รับไหว้ตามมารยาทเช่นกัน
“ดูท่าจะเป็นเด็กว่าง่ายนะ” ไทริกพยักหน้าด้วยความพึงพอใจแต่อย่างไรก็ไม่มีรอยยิ้มเผยให้เห็นอยู่ดี
“ก่อนอื่น พวกเธอยังไม่มีบัตรฝึกงานสินะ” ไทริกสังเกตเรื่องนั้น
แต่ถัดมาเขาก็ยื่นบัตรที่ว่าให้ชินกับอัลเบิร์ต ถึงน้ำเสียงจะดูไม่สนใจเท่าไร แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากกว่าที่เห็นภายนอก
เพราะแบบนั้นชินกับอัลเบิร์ตเลยได้บัตรฝึกงานมาติดไว้ที่อกเสื้อ
“ถ้ามีบัตรนี่ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปก็สามารถเข้าไปที่ส่วนพนักงานด้านหลังได้เองเลย ตามมาสิ”
“ “ครับ!” ”
ทั้งสองตอบอย่างขยันขันแข็งอีกครั้ง ตามหลังไทริกที่เดินนำหน้าผ่านประชาสัมพันธ์ไปติด ๆ
“พวกเธอรู้จักกันมาก่อนเหรอ?” ไทริกตั้งข้อสังเกตในระหว่างเดิน อาจคาดเดาจากระยะห่างในขณะเดินของชินกับอัลเบิร์ต หรืออาจแอบสังเกตเห็นที่ทั้งสองคนคุยกันตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วก็ได้
สำหรับคนที่ทำงานสืบสวนสอบสวนนับว่าสมกับตำแหน่งแล้ว… ชินแอบชื่นชมตรงจุดนั้น
“เปล่าครับ เพิ่งรู้จักกันเมื่อกี้นี้เอง”
“ใช่ครับ” อัลเบิร์ตกับชินสลับกันตอบ ชินแอบได้ยินน้ำเสียงแปลกใจมาจากไทริกด้วย
“เป็นประเภทมีมนุษย์สัมพันธ์ดีเหรอ นั่นจะทำให้ทำงานราบรื่นล่ะนะ” ไทริกชื่นชมแต่รู้สึกไม่เหมือนอย่างนั้น อาจเพราะเขาพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน
“ไม่เหมือนฉันที่ใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะคุยกับเพื่อนร่วมงานได้ ถึงไอ้ที่บอกว่าคุยจะมีแค่คำว่า ‘หวัดดี’ ก็เถอะนะ”
ไทริกพูดแล้วก็หัวเราะแห้ง ๆ ไม่รู้ตั้งใจจะเล่าให้ตลกหรืออย่างไร แต่ฟังดูแล้วคงเป็นแค่ตลกร้ายสำหรับเจ้าตัวมากกว่า บรรยากาศหดหู่ถึงปกคลุมไทริกจนชินกับอัลเบิร์ตต้องยิ้มแห้ง ๆ กลบเกลื่อน
ไทริกเดินนำผ่านประตูกระจกเข้าไปยังส่วนของพนักงาน แต่ชั้นแรกเป็นแค่ห้องพักของเหล่าพนักงานประชาสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่ข้างโถงทางเดินเท่านั้น
เขาเดินต่อไปจนถึงลิฟต์ตัวใหญ่ที่อยู่ตรงกลางของโถงทางเดินแล้วเข้าไปในนั้น แน่นอนว่าชินกับอัลเบิร์ตเองก็ตามเข้าไป
ตัวเลขที่กดคือชั้นที่ 29 ซึ่งดูเหมือนจะเป็นชั้นรองจากบนสุด
“จะว่าไปฉันอ่านจากในเอกสาร พวกเธอขอฝึกงานด้วยระยะเวลาที่นานที่สุดเท่าที่จะนานได้เลยสินะ” ไทริกถามระหว่างรอลิฟต์ขึ้น
“ครับ เพราะยังไงก็ตั้งเป้าจะทำเป็นอาชีพจริง ๆ จัง ๆ หลังเรียนจบอยู่แล้ว ก็เลยอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุดน่ะครับ” ชินตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังแม้นั่นจะไม่ใช่ใจจริง ในขณะที่อัลเบิร์ตนั้นไม่ใช่
“ผมเองก็อยากจะช่วยคนในฐานะของ URI เร็ว ๆ เหมือนกันครับ ถึงจะดูอวดดีไปหน่อย แต่จะให้อดทนรอจนถึงเรียนจบคงไม่ไหวหรอกครับ”
ทางอัลเบิร์ตนั้นตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แม้จะคุยจนพอรู้ใจคอกันบ้างแล้วแต่ก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้ชินรู้สึกว่าเขาช่างเป็นคนอ่อนโยนเสียจริง
ไทริกเองได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกชื่นชมทั้งสองไม่เบา …ถึงสีหน้าของเขาจะไม่เปลี่ยนไปเลยก็เถอะ
“ก็อยากจะถามว่า ‘มันจะไม่กระทบกับผลการเรียนเหรอ?’ อยู่หรอก… แต่อันดับหนึ่งของสายชั้นของโรงเรียนชื่อดังทั้งสองโรงเรียนในเมืองหลวงอย่างพวกเธอคงไม่มีปัญหาอยู่แล้วล่ะมั้ง”
เดิมที ถ้าพวกเขาไม่อยู่ในระดับนั้นคงไม่ได้รับอนุญาตให้ฝึกงานทั้งที่อยู่แค่ ม.ปลาย อยู่แล้ว… ไทริกคิด ตระหนักว่าพูดไปก็เท่านั้นแต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดออกมา ส่วนนึงคงเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่ต้องแสดงข้อเสียของสิ่งที่ต้องแลก ทั้งที่ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้
เพราะงั้นบางที… การพูดเรื่องที่รู้อยู่แล้วมันคงเป็นการแสดงความเป็นห่วงในแบบของเขากระมัง
และคนละเอียดอ่อนอย่างชินกับอัลเบิร์ตเอง ก็มองเห็นส่วนนั้นได้เช่นกัน
“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ แต่ผมเรียนเนื้อหาจนจบ ม.ปลายทั้งหมดแล้วล่ะ”
“ผมเองก็เหมือนกันครับ สามารถช่วยงาน URI ได้เต็มที่เลยครับ!”
“…เหรอ งั้นก็ดีแล้วล่ะ”
ได้ยินชินกับอัลเบิร์ตยืนยันทำให้ไทริกไม่มีเหตุให้เป็นห่วงเกินไป เพราะอนาคตของตัวเอง อย่างไรก็ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง
“ถึงแล้ว” ไทริกเดินนำออกมาจากลิฟต์เมื่อถึงที่หมาย
พอออกมาจากตัวลิฟต์ สิ่งแรกที่เห็นคือประตูที่มองลอดเข้าไปแล้วเห็นโต๊ะทำงานแยกส่วนด้วยแผงกั้นเป็นจำนวนมาก ดูแล้วน่าจะเป็นโซนทำงานหลักของพนักงานระดับบริหารทั้งหลาย
ไทริกพาเข้าไปในห้องใหญ่ดังกล่าว คนที่ทำงานอยู่ใกล้ ๆ ต่างก็หันมาทักทายเขาด้วยความเคารพทันที เห็นได้ชัดว่าไทริกเองก็มีตำแหน่งสูงเอาเรื่อง
ทั้งสองได้รู้เรื่องนั้นในตอนที่เดินเข้าไปถึงห้องทำงานที่เป็นห้องแบบปิดไม่ใช่แผงกั้นแบบที่เห็นตลอดทาง
ป้ายที่ติดประตูมีชื่อของไทริก บรรทัดล่างระบุตำแหน่ง ‘รองหัวหน้าหน่วยสืบสวน’ ช่วยยืนยันความคิดของชินกับอัลเบิร์ต นั่นหมายความว่าเขาเป็นรองแค่หัวหน้าหน่วยสืบสวนอย่างออก้า วาเลนไทน์เพียงคนเดียวเท่านั้น
ห้องทำงานของเขาเต็มไปด้วยกองเอกสาร แต่ทั้งหมดก็ถูกจัดวางอย่างเรียบร้อย ไม่แม้แต่หมุดที่ปักอยู่บนผนังกระดานเองก็เข้าใจง่ายแม้จะเป็นคนนอกที่ไม่รู้เรื่องการสืบสวน
ในบรรดาของใช้ทั้งหลาย มีโต๊ะไม้สองโต๊ะว่างอยู่
“นั่นคือโต๊ะทำงานของพวกเธอในระหว่างฝึกงาน”
“ “ขอบคุณครับ” ”
ไม่ยากแก่การคาดเดาเท่าไร หากจะมีจุดที่สงสัยคงเป็นเรื่องที่ว่าทำไมเด็กฝึกงานอย่างพวกเขาถึงได้มาอยู่ในตำแหน่งที่สูงขนาดนี้มากกว่า
“คงสงสัยสินะว่าทำไมถึงได้ทำงานในตำแหน่งสำคัญ” ไทริกเอ่ยถามหลังลงไปนั่งเก้าอี้ของตัวเอง การพูดในระหว่างเท้าคางทำให้รู้สึกกดดันจนอัลเบิร์ตกลืนน้ำลาย
“คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะว่างานฉันล้นมือแล้วยังไงล่ะ”
แต่คำตอบที่ออกมาก็กลับเข้าใจง่ายกว่าที่คิด ทำเอาชินกับอัลเบิร์ตยิ้มแห้งออกมาอีกหน การพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าของไทริกมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาอยากได้คนช่วยสุด ๆ
“แล้วก็… เพราะเห็นว่ามีความสามารถสูงจึงขอคาดหวังไว้หน่อย” ไทริกกลับมาพูดอย่างจริงจัง ถึงสายตาของเขาจะดูไม่เหมือนกับที่พูดก็ตามที
“แต่ถ้าพวกเธอไม่มีศักยภาพมากพอจะทำงานที่มอบให้ได้ ตำแหน่งของพวกเธอก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายอาจจบที่งานทำความสะอาดก็ได้”
ไทริกส่งสายตาจริงจังมาทางชินกับอัลเบิร์ต รุนแรงมากพอจะเรียกได้ว่าข่มขู่ทำให้อัลเบิร์ตเกิดอาการเหงื่อตก ในขณะที่ชินนั้นยังคงสงบอยู่
“เข้าใจแล้วครับ จะพยายามไม่ทำให้ผิดหวังนะครับคุณไทริก”
“ผมเองก็ด้วยครับ! จะพยายามตอบแทนความคาดหวังให้ได้ครับ!”
ชินถึงตอบกลับได้ไวกว่าอัลเบิร์ตที่เห็นชินตอบกลับจึงทำตาม
แต่จุดที่เหมือนกันของทั้งสองคนคงเป็นการไม่ยอมแพ้อันเป็นข้อสังเกตของไทริก
“ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มงานกันเลย… ก่อนอื่นลองอ่านเอกสารพวกนี้ดู แล้วขอความเห็นหน่อยแล้วกันนะ”
เขาถึงเร่งเข้าประเด็น ยื่นกระดาษสองแผ่นที่เป็นสำเนาให้ชินกับอัลเบิร์ตคนละแผ่น แน่นอนว่าเนื้อหาเป็นอย่างเดียวกัน
รายชื่อผู้ต้องสงสัยเหรอ?
“ไม่ใช่คดีดังหรอก แค่โจรขโมยร้านทองเท่านั้นแหล่ะ… อยากให้ช่วยจำกัดคนที่เข้าข่ายเป็นผู้ต้องสงสัยหน่อยน่ะ”
ไทริกตอบข้อสงสัยของชินราวกับอ่านใจได้ ไม่สิ… การที่ยื่นกระดาษพวกนี้มาให้โดยไม่อธิบายน่าจะแปลกมากกว่า
แต่ยังไงการปล้นร้านทองก็ไม่น่าใช้คำว่า ‘แค่’ เลยนะ
ชินแอบคิดแบบนั้นก่อนจะเลื่อนมองกระดาษในมือ
เนื้อหาระบุหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุแบบลวก ๆ พร้อมกับเวลาและสถานที่ในระหว่างเกิดเหตุของแต่ละคน ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับเวลาเกิดเหตุทั้งสิ้น
กล่าวคือรายชื่อจำนวนมากที่ถูกเขียนอยู่นี้เป็นรายชื่อของผู้ต้องสงสัยที่มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่เป็นคนร้าย แต่ความยากคือทั้งส่วนสูงและรูปพรรณสัณฐานของทุกคนล้วนแล้วแต่คล้ายคลึงกับคนที่สวมชุดมิดชิดซึ่งเป็นคนร้ายในกล้องวงจรปิดทั้งสิ้น
เรียกได้ว่าทุกคนมีโอกาสเป็นคนร้ายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และเป็นเรื่องยากที่จะจำกัดวงให้แคบลงไปอีก แต่ว่า…
“หรือว่าคนร้ายจะเป็นชายที่ชื่อไบลด์นะ”
“คิดเหมือนกันเลยครับคุณชิน”
หลังใช้เวลาไม่ถึงนาทีชินก็ได้ข้อสรุป แถมนั่นยังเป็นคำตอบเดียวกันกับอัลเบิร์ตด้วย ซึ่งการตอบกลับทันทีแสดงให้เห็นว่าอัลเบิร์ตไม่ได้ลอกคำตอบของชิน
แถมการลอกคำตอบในเวลาแบบนี้มันไม่มีประโยชน์อยู่แล้ว เพราะไม่รู้ว่าคำตอบของชินจะถูกต้องรึเปล่านั่นเอง
“น่าตกใจจริง ๆ…” แต่การที่ไทริกเบิกตาขึ้นเล็กน้อยหลังได้ยิน คือเครื่องบ่งชี้ว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
“ไม่เพียงแต่อ่านตัวเลือกหลอกออก แต่ยังมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์… ความสามารถของพวกเธอสูงเท่ากับพนักงานสอบสวนระดับแนวหน้าเลย”
ดวงตาของเขาดูมีประกายขึ้นเล็กน้อยในขณะที่มองชินกับอัลเบิร์ต นั่นนับว่าเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนที่แสดงสีหน้าเหนื่อยหน่ายเหมือนไม่ได้นอนมาหลายวันอย่างเขา
แต่อย่างว่า… ความสามารถในการวิเคราะห์ของชินกับอัลเบิร์ตนั้นรวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำจริงสมกับคำยกยอ ไทริกถึงพูดออกมาตรง ๆ อย่างจริงใจ
แม้ว่านั่นจะไม่ใช่คดีที่ซับซ้อนอะไร แต่ความเด็ดขาดในการเลือกคำตอบและความเร็วในการอ่านสถานการณ์ต่างหากคือสิ่งที่ไทริกต้องการทดสอบ และชินกับอัลเบิร์ตก็มอบมันให้กับไทริกได้ตามความคาดหวังของเขา
แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่ทั้งหมดที่ไทริกอยากรู้… ชินกับอัลเบิร์ตตระหนักเรื่องนั้นหลังเห็นไทริกเหลือบมองนาฬิกาแขวนในห้อง
“คิดว่าคงได้เวลาแล้วล่ะ”
“เวลาเหรอครับ?”
อัลเบิร์ตถามย้ำด้วยความสงสัย ชินเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่ายังมีธุระอื่นอีกในวันแรก
“ที่จริงเมื่อกี้เป็นแค่การทดสอบฆ่าเวลาเฉย ๆ… คนที่จะประเมินพวกเธอ นอกจากฉันแล้วก็ยังมีอีกคนแต่เมื่อกี้เขายังไม่ว่าง” ไทริกลุกขึ้นพร้อมกับหยิบปึกกระดาษติดมือมาด้วย ในส่วนของเนื้อหาที่เขาพูดเองก็ดึงดูดความสนใจของทั้งสองคนเช่นกัน
“เขาอยู่ชั้นบน ตามฉันมา”
ไทริกบอกแบบนั้น ชินกับอัลเบิร์ตก็แทบจะเดาได้ในทันที
…เพราะคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าไทริกที่เป็นหัวหน้าใหญ่สุดของชั้นนี้ ก็ไม่น่าจะมีคนอื่นไปได้
ไทริกเริ่มเดินนำทั้งสองคนอีกครั้ง
เพราะโต๊ะทำงานถูกจัดให้แล้ว ชินกับอัลเบิร์ตเลยวางกระเป๋าไว้ที่นี่เพื่อไม่ให้รุ่มร่ามเกินความจำเป็นก่อนที่จะเดินตามไทริกไปติด ๆ ขึ้นลิฟต์ตัวเดิมขึ้นไปยังชั้นบนสุดของศูนย์บัญชาการ
ทั้งสองคนรู้เรื่องนั้นเพราะมองขึ้นไปและไม่เห็นอะไรนอกจากท้องฟ้าที่อยู่ถัดจากหลังคากระจกทรงกรวยหกเหลี่ยม
ส่วนเบื้องหน้าของทั้งสองคนคือผนังแบบปิดแห่งเดียวที่กั้นระหว่างลิฟต์กับห้องทำงานของคนที่น่าจะเป็นหัวหน้าใหญ่สุดของที่นี่
“หัวหน้าครับ เด็กพวกนั้นมาแล้วครับ”
“เข้ามาเลยครับ”
ไทริกเคาะประตูและใช้มือเดียวกันเปิดเข้าไปข้างใน เผยให้เห็นสภาพภายในห้องอันเรี้ยวรก เต็มไปด้วยเอกสารจำนวนมากกระจัดกระจายเต็มพื้นเต็มโต๊ะ บนผนังและกระดานเองก็มีการเขียนบางอย่างเอาไว้มากมายดูแล้วน่าจะเกี่ยวกับการสืบสวนบางคดีแต่ดูมั่วและสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก แตกต่างจากห้องของไทริกอย่างสิ้นเชิง
แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นสำหรับชิน คือชายที่เป็นเจ้าของห้องและเป็นสาเหตุให้ชินต้องมาที่นี่เพื่อสืบหาความเกี่ยวข้องระหว่างเขากับตัวตลกจากการที่เขาใส่หน้ากากตัวตลกมาที่โรงเรียนของชิน
หากเป็นการคิดมากเกินไปของชิน การลอบเข้ามาเพื่อสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับการล่มสลายของอาณาจักรแวมไพร์ของพ่อชินก็เป็นผลพลอยได้
แต่ถ้าไม่ใช่…
“ชินยะ นัวรอยจากโรงเรียนเซนต์ลอว์เรนซ์ครับ… จะมาฝึกงานตั้งแต่วันนี้ ขอฝากตัวด้วยนะครับ”
“ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรนักหรอก… มาสนิทกันไว้ดีกว่านะครับ”
ชายเป้าหมายของชิน… ออก้าตอบกลับด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกับที่แสดงให้เห็นมาตลอดตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรก
เอาล่ะ URI… ขอฉันล้วงข้อมูลหน่อยเถอะ!
ในขณะที่ชินนั้นเอาแต่คิดว่าจะจับหางอีกฝ่ายให้ได้ก่อนอย่างไรดี
…จนลืมไปเสียสนิทว่าบังประตูทางเข้าเอาไว้มิดจนอัลเบิร์ตเข้ามาไม่ได้เลย
“ผมด้วยครับ! ผมด้วย! อัลเบิร์ต อัลเลนจากโรงเรียนบาเบลพิลล่า จะมาฝึกงานตั้งแต่วันนี้เหมือนกันครับ ฝากตัวด้วยนะครับ!”
“อื้ม! ฝากตัวด้วยเหมือนกันนะ”
อัลเบิร์ตเลยพยายามแทรกตัวเข้ามาทำให้ชินรู้สึกตัว ต้องขอบคุณเรื่องนั้น ความมุ่งมั่นที่มากเกินไปของชินเลยลดลงจนกลับมาเป็นปกติ
“เมื่อกี้ขอโทษนะ”
ชินแอบกระซิบ แต่อัลเบิร์ตที่ได้ยินนั้นส่ายหน้าปฏิเสธทันที แถมยังยิ้มกลับมาให้อีก
ดูเหมือนนอกจากเป็นมิตรแล้วยังเป็นคนประเภทที่โกรธยากอีก ทำเอาชินรู้สึกผิดขึ้นมาจริง ๆ เลยทีเดียว
แต่ไม่ว่ายังไง เรื่องไถ่โทษคงต้องเอาไว้ก่อน
“ท่าทางดูใช้ได้เลยนะครับเนี่ย” ออก้าพยักหน้ารับงก ๆ ด้วยรอยยิ้มกว้าง ความร่าเริงที่ส่งผ่านมาทางสีหน้ายังคงเป็นเอกลักษณ์ไม่เปลี่ยน
“ไม่ใช่แค่ใช้ได้หรอกครับ เรียกว่าเป็นเพชรล้ำค่าได้ทั้งสองคนเลย” ไทริกตอบในขณะที่เดินไปวางเอกสารที่ติดมือมาด้วยลงบนโต๊ะทำงานของออก้า
“เห… ไทริกถึงกับพูดแบบนั้นเลยเหรอ?”
ทางออก้าส่งเสียงให้ความสนใจทันทีที่ได้ยิน เขาเดินเข้ามาแล้วมองชินสลับกับอัลเบิร์ตหัวจรดเท้า ก่อนจะพยักหน้าไปมาหลายครั้งเหมือนเข้าใจอะไรสักอย่างไปเองคนเดียว
ท่าทางของเขาดูจะพึงพอใจ แต่สายตากลับยังหรี่ลงครึ่งหนึ่งเหมือนมีจุดแคลงใจเหลืออยู่ในความคิด
“แต่เพชรมันก็มีหลายเกรดหลายประเภทนี่นะ” ออก้าพูดนิ้วแตะริมฝีปากครุ่นคิด หรือไม่อย่างนั้นก็กำลังนึกสนุกอะไรบางอย่าง
ชินกับอัลเบิร์ตรู้ว่าเป็นอย่างหลังในตอนที่ออก้าเดินนำออกจากห้องไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ตามมาสิ ไปชั้นที่ 15 กัน”
“ชั้นที่ 15… คิดจะทำอะไรน่ะครับ” คนที่เอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย แทนที่จะเป็นเด็กฝึกงานแต่กลับเป็นไทริกเอง
ดูเหมือนนบุคลิกขี้เล่นของเขาจะคาดเดาไม่ได้แม้แต่กับลูกน้องคนสนิท ชินกับอัลเบิร์ตได้รู้ก็เพราะครั้งนี้เอง
“เอาน่า แค่ตามมาก็รู้เอง”
ทางเจ้าตัวกลับเมินไม่สนใจความสับสนของทุกคน เดินนำออกไปเข้าลิฟต์คนเดียวเหมือนเด็กเอาแต่ใจ
แต่แน่นอนว่าในที่แห่งนี้ไม่มีใครคัดค้านการตัดสินใจของหัวหน้าใหญ่สุดของที่นี่อย่างเขาได้ ทุกคนถึงต้องตามลงไปโดยดี
❖❖❖❖❖
หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็ลงลิฟต์ไปตามคำสั่งของออก้า ถึงไทริกจะบ่นตลอดทางว่าอยากให้ออก้าเลิกทำอะไรตามใจ แต่ปฏิกิริยาตอบกลับของเจ้าตัวก็ดูเหมือนลูกที่หาข้อแก้ตัวกับพ่อแม่เพราะกลับบ้านดึกตลอดทางเช่นกัน อาจเพราะบุคลิกของออก้าคล้ายกับเด็กเอาแต่ใจกระมัง เพราะแบบนั้นถึงคิดไม่ออกเลยว่าออก้าจะยอมทำตามที่ไทริกบอกได้ยังไง
“จะว่าไปเพิ่งจะนึกขึ้นได้… ชินคือเด็กนักเรียนที่เกือบจะชนะเกมของฉันนี่นา” ออก้าชวนคุยในระหว่างเดินออกจากลิฟต์ นำทางไปยังห้องแห่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไป
ส่วนเมื่อครู่เขาพูดถึงตอนที่ไปยังโรงเรียนเพื่อเปิดการสอนวิชาป้องกันตัวจากภัยพิบัติและการก่อการร้าย ทำให้ชินหวนนึกถึงเกมสถานการณ์จำลองการเอาตัวรอดเมื่อมีคนร้ายพกอาวุธปืนมาบุกโรงเรียน
ชินยังจำได้ว่าตัวเองแพ้เพราะออกไปช่วยเคนเนธแล้วโดนกำลังเสริมที่ซุ่มอยู่โจมตีเอา แต่เรื่องที่น่าแปลกใจคือออก้าเองก็จำชินได้นี่แหล่ะ
“เป็นเกียรติมากครับที่จำกันได้ ถึงผมจะแพ้หมดท่าเลยก็เถอะ” ชินทำเป็นไม่ใช่เรื่องใหญ่ไว้ก่อน
“อย่าถ่อมตัวเลย ไม่ใช่ว่าคาดไว้อยู่แล้วหรอกเหรอว่าจะมีกำลังเสริมน่ะ? ก็เธอดูไม่ตกใจในตอนที่ถูกยิงเลยนะ?”
“…พูดไปก็เหมือนแก้ตัวเสียเปล่า ๆ น่ะครับ”
ชินครุ่นคิดเล็กน้อย เพราะคำพูดของออก้ามันเหมือนกับว่าเขากำลังจับตามองชินอยู่ตลอดการเล่น แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็จะไม่แสดงความหวั่นไหวออกมา นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็น
“แต่อัลเบิร์ตคือคนที่ชนะล่ะนะ” สิ่งที่น่าประหลาดใจนอกเหนือจากนั้นคือประโยคถัดมาของออก้า เขาหันไปเอ่ยชมอัลเบิร์ตที่เดินอยู่ข้างชินด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจยิ่งกว่า
“แหม แค่บังเอิญเท่านั้นแหล่ะครับ”
อัลเบิร์ตพูดแล้วก็โค้งศีรษะแก้ประหม่า เขาน่าจะเป็นคนที่เหมาะกับคำว่าถ่อมตัวมากกว่าชินด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่ชินคิดหากเรื่องที่ออก้าเล่าเป็นความจริง
เพราะอย่างน้อย ๆ อัลเบิร์ตเองก็คงมีความสามารถในการอ่านสถานการณ์และเอาตัวรอดได้สูงไม่เบาทีเดียว
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะอัลเบิร์ต” อย่างไรก็ดี… ออก้าดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยในสิ่งที่อัลเบิร์ตพูดทั้งหมด
“เรื่องบังเอิญน่ะ มันไม่มีจริงหรอก” สิ่งที่เขาไม่เห็นด้วยเป็นแค่ประเด็นเล็ก ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดโดยตรงด้วยซ้ำ
…แต่มันมีนัยยะเพราะเขาหันมาพูดกับชินมากกว่า
จะบอกว่าหน้ากากตัวตลกที่นายใส่ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญงั้นสิ?
ชินอยากจะถามกลับไปแบบนั้น แต่ต้องตีหน้าซื่ออดทนเอาไว้ก่อน เพราะถ้าออก้าพูดออกมาเพราะหวังผลอย่างที่ชินคิด การแสดงอาการออกไปก็ไม่ต่างจากการขุดหลุมฝังตัวเอง
กระทั่งออก้าเดินนำมาจนถึงห้องในสุดซึ่งเป็นจุดหมายของเขา การสนทนาเลยต้องหยุดไว้ก่อน
แต่พอเดินเข้าไปในห้องผ่านประตูอัตโนมัติ คำถามก็กลับเข้ามาในหัวอยู่ดี
ห้องดังกล่าวทำขึ้นจากวัสดุที่ทนทานเหมือนเป็นห้องหลบภัย จึงน่าจะมีไว้เพื่อรองรับความรุนแรงจากกิจกรรมบางประเภท ตั้งแต่ใช้หลบภัยอย่างที่เดา ทดสอบอาวุธ หรือไม่อย่างนั้น…
“คิดว่าคงเดาได้ ที่นี่เป็นห้องซ้อมสำหรับต่อสู้แบบตัวต่อตัวน่ะ”
ออก้ายิ้มสบายใจเฉิบไม่เปลี่ยน แม้สิ่งที่พูดจะทำให้รู้สึกกังวลจนอัลเบิร์ตกลืนน้ำลายเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวันก็ตาม
แต่นั่นคงไม่เท่ากับสิ่งที่ออกมาจากปากของออก้าหลังจากนั้นหรอก
“อยากจะทดสอบความสามารถในการต่อสู้แบบตัวต่อตัวของพวกเธอทั้งสองคนครับ” ออก้าเข้าเรื่องอย่างไม่รอรี และมันก็ไม่ยากแก่การคาดเดาที่พาชินกับอัลเบิร์ตมาด้วย แต่ที่ยิ่งกว่านั้น…
“ทั้งสองคนต้องประลองกันอย่างจริงจัง แล้วคนที่แพ้ผมจะปลดออกจากการฝึกงานนะเอ้อ”
เจ้าตัวพูดแบบนั้นด้วยรอยยิ้มกว้างไร้เดียงสาทั้งที่หยิบยื่นทางเลือกอันโหดร้ายให้กับเด็กมัธยมปลายทั้งสองที่เพิ่งเหยียบย่างเข้ามาในโลกของเขาเป็นครั้งแรก
ทำเอาเด็กฝึกงานทั้งสองอดคิดไม่ได้… ว่าเขาช่างเลวร้ายอย่างบริสุทธิ์ใจเสียจริง
Chapters
Comments
- ตอนที่ 47 มิถุนายน 19, 2022
- ตอนที่ 46: การประลองแบบตัวต่อตัว พฤษภาคม 7, 2022
- ตอนที่ 45: เพื่อนร่วมฝึกงาน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 44: วิธีสร้างข้อผูกมัด มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 43: ข้อเสนอที่น่าลำบากใจ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 42: สิ่งที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว (เริ่มบทที่ 2) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 41: ตัวจริงเบื้องหลังเรื่องราว (จบบทที่ 1) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 40: ผลตัดสินศึกสุดอลหม่าน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 39: ศึกตัดสินอันอลหม่าน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 38: การต่อสู้ของลูกผู้หญิง มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 37: อดีตของจิน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 36: แองกริคราวน์ผู้ถูกไล่ล่า มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 35: สถานการณ์ที่เริ่มผิดปกติ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 34: เริ่มต้นทัศนศึกษา มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 33: การโหวตเลือก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 32: ความเข้าใจผิด มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 31: เบาะแสแรก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 30: ปณิธานของชงหยวน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 29: ไฟสุมขอนยังคงร้อนอยู่ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 28: คาบเรียนพิเศษ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 27: การต่อสู้ระหว่างราชา มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 26: กำลังเสริมของทั้งสองฟาก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 25: ยุทธการสายฟ้าแลบ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 24: คณะกรรมการจัดงาน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 23: ความลังเล มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 22: คู่หมั้นอันตราย มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 21: นักเรียนใหม่ (เริ่มบทที่ 1) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 20 : ก่อนรุ่งสางของคืนวันที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล (จบ Prologue) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 19: Overlord มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 18: ผีดูดเลือดผู้คลุ้มคลั่งจากโลหิต มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 17: แองกริคราวน์หลั่งเลือด มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 16: วลาดจอมเสียบ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 15: ข่าวร้ายกลายเป็นจริง มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 14: ผู้(ถูก)พิพากษา มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 13: เป้าหมายแรก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 12: ความเป็นจริงที่ค่อยๆที่ถูกแง้มให้เห็น ตอนจบ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 11: ความเป็นจริงที่ค่อยๆที่ถูกแง้มให้เห็น ตอนกลาง มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 10: ความเป็นจริงที่ค่อยๆที่ถูกแง้มให้เห็น ตอนแรก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 9: เค้าลางก่อนพายุ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 8: ตกกระไดพลอยโจน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 7: เขตที่ 84 มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 6: ฝันกลางวัน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 5: ยามเช้าดังเช่นทุกวัน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 4: ระเบิดกัมปนาท มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 3: เส้นแบ่งของโลก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 2: ชีวิตประจำวันที่ควรจะเป็น มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 1: ยามเช้าแสนธรรมดาดังเช่นทุกวัน มีนาคม 13, 2022
MANGA DISCUSSION