ตอนที่ 41: ตัวจริงเบื้องหลังเรื่องราว (จบบทที่ 1)
———— ย้อนกลับไปเมื่อคืนวาน, หลังจากการนัดพบกับอัลเฟรดที่ตึกไร้ผู้คน
หลังจากที่การนัดพบและคุยเปิดอก?กับอัลเฟรดจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อย่างที่ทราบกันว่าชินได้วางแผนซ้อนแผนของอัลเฟรดไว้ ซึ่งแผนการดังกล่าวคือการมอบดินแดนฝรั่งเศสให้กับชงหยวนเพื่อให้เธอมีพลังในการตรวจสอบตราราชันย์ของชิน แต่ชินจะย้ายตราราชันย์ไปให้เลย์ล่าก่อนเพื่อให้พวกชงหยวนคิดว่าเขาไม่มีตราอะไรอยู่กับตัวทั้งนั้น
ทว่าการทำแบบนั้นก็ต้องแลกกับการที่ไม่สามารถสืบหาข้อมูลของตัวตลก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ชินอยากจะมาฝรั่งเศสนี้ เพราะหากชงหยวนเป็นผู้ปกครองฝรั่งเศสแล้ว เธอย่อมตรวจสอบถึงสถานที่ที่ชินอยู่ได้ตลอดเวลา ดังนั้น หากเคลื่อนไหวหลังจากนั้นเธอย่อมเกิดความสงสัยว่าชินไปทำอะไรตอนกลางคืนและอาจจะเกิดความเคลือบแคลงกลับมาอีกก็เป็นได้
…ด้วยเหตุนั้น การสืบหาข้อมูลของตัวตลกจึงถูกบีบบังคับให้ทำก่อนที่ชงหยวนจะได้ยึดครองฝรั่งเศส ซึ่งก็คือต้องทำภายในคืนนี้นั่นเอง
ส่วนปัญหาในทางปฏิบัติว่าจะทำยังไงนั้น ต้องย้อนกลับไปยังแผนดั้งเดิมของชินเสียก่อย… โดยแผนเดิมของชินคือการไปหาข้อมูลจากบาร์ของนักล่าค่าหัวเหมือนกับที่เคยทำที่ไทย แต่ก็อย่างที่รู้ว่าชินกับโอลิเวียถูกตั้งค่าหัวก็เลยใช้วิธีนั้นตามหาที่อยู่อย่างละเอียดของตัวจริงของตัวตลกไม่ได้
แต่อย่างไรเสีย… เพราะชินรู้ตัวจริงของตัวตลกอยู่แล้ว หากจะใช้ข้อมูลที่มีเพื่อค้นหาที่อยู่ปัจจุบันของมัน เขาก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งบาร์ของเหล่านักล่าค่าหัว เพียงแต่จะใช้เวลานานกว่าปกติเท่านั้นเอง ชินในตอนนี้ที่ไม่มีทางเลือกจึงต้องตามรอยด้วยตัวเองอย่างที่กล่าว
ชินจึงใช้เวลาราวชั่วโมงเศษในการค้นหา… แล้วที่อยู่ที่เค้าพบ ก็อยู่ใกล้กว่าที่คิดเสียจนน่าตกใจ
❖❖❖❖❖
ห่างจากศูนย์กลางของเมืองหลวงอย่างปารีสไปไม่ไกลนัก มีโซนที่อยู่อาศัยที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนติด ๆ กันอยู่เป็นจำนวนมากอย่างกลมกลืน การออกแบบของบ้านแต่ละหลังยังให้อารมณ์ร่วมสมัยแต่ก็ดูโบราณด้วย
บ้านทุกเรือนเกือบจะดูเหมือนกันไปหมดหากไม่สังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างรั้ว ของตกแต่งหน้าบ้าน หรือบันไดเข้าออกบ้าน
ณ หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ดูแล้วก็ไม่ได้ต่างอะไรจากบ้านอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่โดยรอบ แต่หากจะมีอะไรที่ดูประหลาดไปกว่าหลังอื่นจนต้องเฝ้าสังเกตและพูดถึง ก็คงเป็นการที่มีเด็กหนุ่มและเด็กสาวมายืนอยู่หน้าประตูบ้านยามวิกาลแบบนี้นี่แหล่ะ
กริ๊ง!
เด็กหนุ่ม… ชินในชุดลำลองที่ดูแล้วไม่น่าแปลกตาเป็นคนกดกริ่ง แม้จะกดด้วยมือเปล่าแต่เพราะมีเทคโนโลยีของชุดที่คลุมร่างอยู่จึงไม่ต้องกลัวเรื่องลายนิ้วมือจะหลงเหลืออยู่ ส่วนเด็กสาวที่ตามมาด้วยอย่างโอลิเวียซึ่งใช้เทคโนโลยีลบร่องรอยแบบเดียวกันนั้นพยายามใช้สัมผัสของเผ่ามนุษย์สัตว์ของตัวเองสอดส่องรอบ ๆ รวมถึงในบ้านที่เป็นเป้าหมายของชินเพื่อระวังภัยให้เขา
“เหมือนจะมีสองคนค่ะชิน” ยืนยันได้โอลิเวียก็กระซิบรายงานชินข้างหูด้วยเสียงที่เบาที่สุด
เป็นเวลาเดียวกันกับที่มีคนเดินมาเปิดประตูให้ชิน ในจังหวะเดียวกันนั้นชินก็เลื่อนมือของตัวเองไปจับด้ามปืนที่เหน็บไว้ข้างเอวโดยอัตโนมัติ เพราะหากที่นี่เป็นที่อยู่ของตัวจริงเจ้าตัวตลก ย่อมไม่มีมิตรอยู่ในนี้อย่างแน่นอน
แล้วพอประตูเปิดออกมา ผู้ที่เป็นคนปลดกลอนให้ชินกับโอลิเวียก็ปรากฏแก่สายตาของพวกเขา และก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่ทั้งสองคนเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง
“นึกอยู่แล้วว่าพวกเธอต้องมา”
ชายแก่ที่ผมถูกย้อมเป็นสีขาวจากความชรา สวมแว่นดูสูงวัยในชุดอยู่บ้านที่ดูสะดวกสบายและเตรียมรับอากาศหนาวได้เป็นอย่างดี ทว่าร่างกายของเขาไม่ได้โก่งโค้งจากความชรา ดู ๆ ไปแล้วหากไม่เห็นว่าผมเป็นสีขาวก็คงนึกว่ายังหนุ่มยังแน่น และหากอยู่ในวัยชรา ดูยังไงก็เป็นชายที่มีอายุย่างเข้าวัยชราที่ดูใจดีทั่ว ๆ ไปจากรอยยิ้มตามธรรมชาตินั่น
…เว้นเสียแต่ว่า
“ไม่สิ… ก็คนที่จงใจทิ้งหลักฐานให้พวกเธอตามมาได้ มันก็เป็นทางฉันเองนี่นา”
ชายชราที่ดูท่าทางใจดีคนนี้ คือคนที่ชินกับโอลิเวียตามหา ไม่สิ… เป็นคนที่จงใจให้ชินกับโอลิเวียตามหาจนเจอด้วยสาเหตุบางอย่างต่างหาก ซึ่งก็เป็นคนเดียวกับที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันเมื่อหลายวันก่อนในฐานะของเป้าหมายที่ชินตามล่ามาตลอด
หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ… ชายชราคนนี้คือตัวจริงของตัวตลกที่ชินกำลังตามหาตัวอยู่นั่นเอง
เรื่องที่ตัวจริงของตัวตลกเป็นแค่ชายแก่นักเขียนและอาจารย์สอนระดับมัธยมนั้นว่าน่าตกใจแล้ว แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าจนทำให้ชินกับโอลิเวียตกตะลึงเบิกตาโพลงในจังหวะที่เห็นหน้าของเขา คือเรื่องที่เขาคนนี้เป็นคนรู้จักเมื่อครั้งอดีตต่างหาก
“ไม่อยากจะเชื่อ… เป็นท่านจริง ๆ เหรอ อาจารย์ฮอว์คิน”
น้ำเสียงของชินขณะเอ่ยกับชายชราที่อยู่ตรงหน้า… เอ่ยกับฮอว์คินดูยากจะเชื่อกับสิ่งที่ปรากฏ ทั้งที่ในความเป็นจริง ชินย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าเขาคนนี้เป็นใครถึงได้ตามหาที่อยู่เจอ
ดังนั้น ที่ชินรู้สึกอยู่ในตอนนี้จึงไม่ใช่ว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น แต่เป็นไม่อยากจะให้สิ่งที่เห็นมันเป็นความจริงมากกว่ากระมัง
นั่นเพราะชายชราที่ชินเรียกอย่างให้ความเคารพนี้ เป็นถึงหนึ่งในอาจารย์คนสนิทของชินครั้งสมัยยังดำรงตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรแห่งสรวงสวรรค์ของเหล่าแวมไพร์
เขาคือผู้ที่สอนเรื่องวิชาการที่สำคัญ ๆ อย่างเรื่องพื้นฐานทั่วไป ปรัชญาการเมือง และหลักการปกครองให้กับชินในช่วงที่อาณาจักรยังไม่ล่มสลาย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคนสำคัญในชีวิตของชินที่เขานึกถึงและเป็นห่วงเป็นคนแรก ๆ ในตอนที่ทุกอย่างถูกทำลาย และชินก็คิดว่าฮอว์คินได้ตายไปแล้วจากเหตุการณ์กวาดล้างในครั้งนั้น
ด้วยความสัจจริง… ฮอว์คินเองก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ชินรู้สึกเคียดแค้นตัวตลกที่เป็นผู้สังหารคนสำคัญของเขาจนหมด ฮอว์คินมีความหมายกับชินมากขนาดนั้นแล
ดังนั้น มันคงไม่แปลกอะไรหากชินจะรู้สึกช็อคจนทำอะไรไม่ถูกไปแวบนึงเมื่อได้รู้ว่าคนที่เขาใช้เป็นหนึ่งในแรงผลักดันในการล้างแค้น กลับกลายเป็นเป้าหมายของการล้างแค้นไปเสียเองแบบนี้
“!!!?”
หากไม่ได้โอลิเวียที่มาด้วยกันเลื่อนมือไปสัมผัสมือที่ว่างอยู่ของชินเพื่อดึงสติ ชินก็คงจะเป็นแบบนั้นไปอีกพักใหญ่
“มีแขกมาเหรอคะคุณพ่อ!!!”
รวมถึงการได้ยินเสียงของเด็กผู้หญิงมาจากชั้นบนของบ้านเลยทำให้ชินได้สติตามไปด้วย
เสียงของเด็กผู้หญิงที่ตะโกนถามพ่ออย่างฮอว์คินเป็นภาษาฝรั่งเศส ดูแล้วน่าจะมีอายุราว 12-15 ปีเห็นจะได้
“เพื่อนพ่อเอง ลูกนอนต่อไปเถอะนะ” ฮอว์คินเอ่ยสวน แล้วลูกสาวที่อยู่ชั้นบนก็เชื่อฟังอย่างว่าง่าย เธอไม่แม้แต่จะปรากฏตัวออกมาตรงบันไดเพื่อมาทักทายด้วยซ้ำ
ซึ่งจะว่าไปมันก็ดีอยู่อย่าง เพราะอย่างน้อยเธอก็จะไม่เห็นหน้าของชินกับโอลิเวีย
“ยังไงก็เข้ามาก่อนสิ” ในจังหวะถัดมา ฮอว์คินก็แง้มประตูให้กว้างขึ้นราวยื่นบัตรเชิญ แต่แน่นอนว่าชินกับโอลิเวียไม่ได้ตอบกลับอะไร รวมถึงไม่ได้ยอมเข้าไปแต่โดยดีและว่าง่ายเหมือนลูกสาวของเขา
“ไม่มีกับดักอะไรหรอก ถ้ามีพวกเธอตายไปแล้ว”
ฮอว์คินว่าอย่างนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพียงแค่น้ำเสียงไม่อาจจับโกหกได้ก็จริง แต่สิ่งที่เขาพูดก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นความจริงเช่นกัน
นั่นเพราะตั้งแต่แรกเริ่ม ที่ฮอว์คินมีข้อมูลของชินตั้งแต่ที่อยู่ของเขาไปจนถึงตัวจริงของเขา อันเป็นเหตุผลที่ทำให้ฮอว์คินมาดักรอชินระหว่างทางกลับห้องพักของตัวเองได้ ดังนั้น หากจุดประสงค์ของเขาคือการสังหารชินตั้งแต่แรก เขาก็คงใช้วิธีการที่ฉลาดกว่าอย่างเช่นวางกับดัก วางยาพิษแทนที่จะปรากฏตัวแล้วทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้ตามหาตนถึงที่แบบนี้ ทั้งที่ตัวฮอว์คินเองก็ถือไพ่เหนือกว่ามาตั้งแต่แรกแล้ว
หรือว่าจะอยากคุย… ป่านนี้เนี่ยนะ?
ชินคิดแบบนั้นแล้วก็หงุดหงิดไม่เบา เพราะหากนั่นคือจุดประสงค์ของฮอว์คินจริง มันก็ค่อนข้างไร้แก่นสาร นั่นเพราะสิ่งที่เขาทำมันเกิดกว่าจะให้อภัยและเกินเลยขอบเขตของการพูดคุยไปนานแล้ว
แต่ถึงแบบนั้น… ส่วนหนึ่งลึก ๆ ในใจ กรเองก็อยากจะรู้เหตุผลว่าทำไมเขาที่เป็นอาจารย์ผู้มีไมตรีจิต อุดมการณ์สูงส่ง และชาญฉลาดหาใครในอาณาจักรเทียบเคียงได้ยากอย่างเขา ถึงได้ทำเรื่องโหดร้ายทารุณอย่างการโค่นล้มทั้งอาณาจักร
…รวมถึงเรื่องที่ว่า ยังมีใครสมรู้ร่วมคิดอยู่อีกหรือไม่ก็ด้วย
“ก็ได้ครับ”
ด้วยเหตุนั้นชินจึงไม่มีทางเลือก เขาพยักหน้าให้โอลิเวียก่อนที่จะเข้าไปในตัวบ้านของฮอว์คิดพร้อมกัน
ภายในตัวบ้านนั้นดูธรรมดาและเรียบง่าย ไม่มีสิ่งผิดปกติหรือผิดสังเกตใด ๆ ที่ควรให้ระแวดระวังเลย แต่แน่นอนว่าชินก็ยังไม่วางการ์ดป้องกันตัวเองลงอยู่ดี จนกระทั่งฮอว์คินพาเข้าไปในห้องทำงานของเขานั่นแหล่ะ
สภาพแวดล้อมที่ผ่านลอดเข้ามาในสายตาทำให้มีคำ ๆ นึงปรากฏขึ้นในหัวของชิน
ห้องสมุด… สมแล้วล่ะนะ
ทั่งทั้งห้องเรียงรายด้วยชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสืออย่างไร้ช่องว่างแต่ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสมเป็นอาจารย์ผู้เคร่งครัด ไม่สิ.. อดีตอาจารย์ต่างหาก
นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงแค่โต๊ะทำงานที่มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่มีประสิทธิภาพระดับพื้นฐานสำหรับใช้ในครัวเรือนเท่านั้น ดูแล้วยิ่งทำให้รู้สึกว่าที่นี่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าบ้านของฮอว์คิน
“เริ่มจากตรงไหนก่อนดีล่ะ” พอเดินไปหย่อนก้นลงบนขอบโต๊ะทำงานต่ำ ๆ ตรงข้ามกับชินและโอลิเวียที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องทำงานในห้องแล้ว ฮอว์คินก็เป็นคนเปิดประเด็นก่อนในทันที
“ยังจะพูดแบบนั้นอยู่อีกเหรอ”
และนั่นก็เป็นตอนที่ชินชักปืนพกที่เหน็บไว้ออกมา แล้วเล็งไปที่หน้าผากของฮอว์คินที่อยู่ห่างออกไปเช่นกัน
ทว่า… แทนที่จะตกใจกับการถูกข่มขู่ ฮอว์คินกลับเผยยิ้มออกมาเสียอย่างนั้น แต่ความหมายเบื้องหลังก็เกินกว่าจะทำความเข้าใจเพราะมันบางประหนึ่งยิ้มแห้งแต่ก็แฝงด้วยความรู้สึกหลายอย่าง
“ดูน้อยกว่าครั้งก่อนนะ” นอกจากนั้น ฮอว์คินยังตั้งคำถามกลับไปทั้งที่ตัวเองถูกปืนจ่ออย่างไม่ยี่หร่ากลัวตาย คิ้วของชินก็ยิ่งขมวดเข้าด้วยกันเข้าไปอีก
“…พูดเรื่องอะไรของคุณ”
ชินเอ่ยถามกลับราวไม่สนใจ เพราะอันที่จริงเขาไม่ได้โฟกัสไปที่เนื้อความเลยสักนิด ชินสนใจที่พฤติกรรมและปฏิกิริยาของฮอว์คินมากกว่าสิ่งที่เจ้าตัวพูด แต่ฮอว์คินก็ไม่ได้เกียจคร้านที่จะแถลงไขให้ชินฟัง
“ความเคียดแค้นที่มีต่อฉัน ดูจะน้อยกว่าหนก่อนนะ”
“…ไร้สาระ มันจะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง”
“ครั้งก่อนที่ฉันปรากฏตัวในรูปลักษณ์ของตัวตลกที่เธอเกลียดชัง เธอทั้งโกรธกริ้ว ทั้งก่นด่าและสาปแช่ง… แล้วดูตอนนี้สิ แม้แต่ดวงตาของเธอยังไม่เปลี่ยนเป็นสีแดงเลยนะ”
“!!!?”
คำพูดแทงใจดำของฮอว์คินทำให้คิ้วของชินกระตุก ทางโอลิเวียเองที่สังเกตเห็นเรื่องนั้นมาตั้งแต่แรกเลยยิ่งเหงื่อตกอย่างกังวลตามไปด้วย เพราะสำหรับเธอที่ให้ความสำคัญกับชินเป็นอันดับหนึ่ง ย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่าตอนนี้ชินไม่ได้กำลังกริ้วโกรธที่ตัวการทำลายทุกสิ่งกลับกลายเป็นอาจารย์ที่เคารพรักไปเสีย
ชินในตอนนี้ไม่ได้กำลังโกรธ… แต่กำลังสับสนอยู่ต่างหาก
“ทั้งที่เป็นคนเดียวกัน แต่พอสบกับรูปลักษณ์ที่แตกต่างก็มากพอจะเปลี่ยนความรู้สึก เธอกลายเป็นพวกที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน… หรือจะเกิดรู้สึกลังเลที่จะฆ่าฉันในตอนที่ยังมีเด็กอยู่ในบ้านกันล่ะ?” ฮอว์คินเอ่ยอย่างแทงใจดำอีกครั้ง คำพูดของเขาคือสิ่งที่ชินกำลังรู้สึกจนทำให้ชินรู้สึกขนลุกเพราะรู้สึกเหมือนถูกเปิดกะโหลกอ่านสิ่งที่อยู่ในหัว
ยิ่งฮอว์คินพูดแบบนั้นในขณะที่เลนส์แว่นสะท้อนแสงจนขาวโพลนยิ่งทำให้รู้สึกขนลุกเข้าไปอีก
แต่อย่างไรเสีย… พอตั้งสติได้ ชินก็ตีค่าคำพูดพวกนั้นว่ามันเป็นแค่การปั่นประสาทเท่านั้น
“ไม่คิดว่ามันสายไปหน่อยเหรอครับที่จะมาสอนปรัชญากับคนที่ถูกคุณช่วงชิงทุกสิ่งไปน่ะ?”
“เธอนี่จริง ๆ เลย… แต่ก็เอาเถอะ ด้วยสถานะของเธอ จะเชื่อคำพูดฉันมันคงเป็นไปไม่ได้ล่ะนะ”
กะไว้อยู่แล้ว… สายตาและน้ำเสียงของฮอว์คินบ่งบอกออกมาแบบนั้นอย่างเสียดาย แววตาของเขาดูเศร้าแบบแปลก ๆ แต่ความถวิลหาในขณะที่มองมายังชินราวกับว่าตัวเขาเองก็ยังคิดว่าชินเป็นลูกศิษย์ผู้น่ารักยิ่งทำให้ชินรู้สึกสับสนหนักกว่าเก่า
ทว่า… เวลาแบบนี้แหล่ะที่ชินต้องยิ่งตั้งสติไว้ เพราะนั่นเองก็อาจจะเป็นการใช้จิตวิทยาเล่นงานชินเพื่อไม่ให้เขากล้าลงมือฆ่าฮอว์คินเองก็ได้เหมือนกัน
ชิน…
กับชินที่กำลังสับสน จะมีก็แต่โอลิเวียที่อยู่ข้าง ๆ นี่แหล่ะที่ใจเย็นที่สุด… แต่ก็ทำได้แค่คอยเป็นห่วงและอยู่เคียงข้างชินเท่านั้น
เพราะอย่างไรเสีย คนที่จะตัดสินใจในตอนท้ายสุดก็มีแค่ชินคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้
“ทำไมถึงได้ทำเรื่องแบบนั้นลงไปกันครับ”
ชินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้สงบลง แม้กระทั่งตอนนี้ดวงตาของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนสี แต่ปืนในมือก็ยังเล็งไปทางฮอว์คินอยู่โดยไร้ซึ่งการสั่นอย่างแน่วแน่
ทางด้านฮอว์คินที่ถูกตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองทำนิ่งไปสักพักเหมือนเรียบเรียงบางอย่างอยู่ในหัวก่อนจะตอบ
“แล้วเธอล่ะชิน… ทำไมถึงได้ตามล้างแค้นอย่างนั้นเหรอ?” ทว่าสิ่งที่ได้จากการตั้งคำถาม กลับเป็นคำถามอย่างเดียวกันเสียได้ นั่นยิ่งทำให้ชินรู้สึกหงุดหงิด
“อย่าเบี่ยงประเด็น ผมถามว่า————”
“เพราะคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของคนที่มีชีวิตรอดเหรอ? หรือเพราะคิดว่านั่นเป็นหน้าที่ขององค์รัชทายาทกันล่ะ?”
แต่ก่อนที่ชินจะได้ต่อว่าอะไรกลับไป ฮอว์คินก็เอ่ยถามขึ้นมาก่อน
“ยังไงฉันก็จะตายอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ให้ฉันได้รู้เรื่องของเธอหน่อยไม่ได้รึไงกัน?”
ฮอว์คินพูดไม่พัก เพราะรู้ว่าหากชินได้กลับมาเป็นฝ่ายตั้งคำถามเขาจะไม่ฟังอะไรตนอีก
แต่อันที่จริงการที่เขาพูดแทรกออกมาก่อนที่ชินจะทันได้พูดมันก็ทำให้ชินไม่อยากจะฟังอยู่แล้ว
…หากชินเป็นคนปกติที่ไม่ได้ถูกสอนมาให้รับฟังมากกว่าพูดตามแบบอย่างที่ราชาควรจะเป็นล่ะก็ เขาก็คงเถียงกลับฮอว์คินและชิงบทบาทผู้เปิดบทสนทนาไปนานแล้ว
แต่สำหรับในตอนนี้… จะให้มาเห็นใจฆาตกรที่ทำตัวเป็นเสมือนเหยื่อมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครคิดจะทำต่อให้มีเมตตาแค่ไหนก็ตามที
ถ้าอยากจะสั่งเสียก็เชิญเลย
ดังนั้น สิ่งที่ชินทำได้ ก็คือการเงียบและรับฟังเพียงอย่างเดียว แต่ก็ตัดสินใจเหมือนกันว่าจะไม่ตอบคำถามใด ๆ ของฮอว์คิน
ทางฮอว์คินเห็นดังนั้นก็ได้แต่ยักไหล่อย่างไม่อาจเลี่ยง แต่ก็คิดไว้แล้วว่าชินน่าจะทำแบบนี้จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ บางทีเขาคงแค่รู้สึกเสียดายที่สิ่งที่ชินมอบให้เขาได้ไม่ใช่การสนทนานั่นแล
“หลังจากนี้ช่วยไปคิดทบทวนเรื่องนี้ให้ดีด้วยล่ะ… เรื่องที่เธอสมควรจะทำจริง ๆ น่ะ” ด้วยเหตุนั้น แม้นี่จะกลายเป็นการพูดเพียงฝ่ายเดียว ฮอว์คินก็ยังจะพูดต่อ
น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความจริงจัง ราวกับว่าสิ่งที่เขาต้องการจะยังคงอยู่แม้ความตายจะพรากตัวเขาไปแล้วก็ตาม
ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับชินแล้ว นั่นไม่ได้ต่างไปจากคำสั่งเสีย คิดแบบนั้นก็พอเข้าที แต่ตามปกติชินไม่ใช่ประเภทที่จะให้ความสนใจกับคำพูดหรือเจตจำนงของศัตรู เรียกได้ว่าทุกครั้งที่คำพูดพวกนี้ออกมาจากปากของเป้าหมายที่ต้องสังหาร ชินก็จะทำเป็นเมินทุกครั้งไปเพราะส่วนใหญ่มันก็มีแต่คำสาปแช่ง
แต่ไม่ใช่กับหนนี้…
“คิดให้ถี่ถ้วนด้วยว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นสิ่งที่เธอต้องการจริง ๆ… คิดให้ถี่ถ้วนด้วยล่ะ”
“…”
จะมีก็แต่ครั้งนี้นี่แล… ที่ชินรู้สึกเหมือนกับว่านี่เป็นบทเรียนสุดท้ายหรือไม่ก็เป็นคำสอนทิ้งทวนก่อนจาก และเขาจะไม่รู้สึกแบบนั้นเลยหากอีกฝ่ายไม่ใช่อาจารย์ที่เขายังให้ความเคารพอยู่
แต่อย่างไรก็ดี… คำพูดของฮอว์คินเองก็มีประเด็นที่ทำให้ชินฉุกคิดอยู่
“พูดเหมือนกับว่าการแก้แค้นของผมยังไม่จบเลยนะครับ?” ด้วยเหตุนั้น พอฮอว์คินพูดสิ่งที่อยากจะพูดจบ ชินจึงถือโอกาสถามสิ่งที่อยากรู้ต่อในทันที
“…ที่จริงเธอก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าการทำเรื่องใหญ่แบบนั้นมันทำด้วยตัวคนเดียวไม่ได้หรอก”
คำตอบของฮอว์คินไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับชินและโอลิเวีย ทั้งสองคนรู้อยู่แล้วว่าตัวตลกไม่ได้ทำเรื่องนี้คนเดียว
…ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ชินกับโอลิเวียไม่ได้คาดคิดถึง
“เบื้องหลังของสิ่งที่ ‘พวกเรา’ ทำไป… มีจุดประสงค์ก็เพื่อเปลี่ยนโลกใบนี้ให้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น” ฮอว์คินกล่าวแบบนั้นพร้อมกับดันแว่นตัวเองขึ้น อาจจะอยากสื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงจัง
“เปลี่ยนโลกให้เป็นอย่างที่ควร? คุณกับพรรคพวกคิดจะสร้างดิสโทเปียรึอย่างไรกันครับ? แบบนั้นมันจะเห็นแก่ตัวกันไปหน่อยไหม?” แต่อย่างไรเสีย มันไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับได้ ชินจึงเถียงหัวชนฝา เพราะการทำแบบนั้นมันไม่ต่างอะไรกับเผด็จการเบ็ดเสร็จที่เที่ยวตัดสินชีวิตคนอื่นด้วยกฎของพวกตัวเองเลยสักนิด
ทว่า… มีอย่างหนึ่งที่ชินเข้าใจผิด แต่ฮอว์คินก็ไม่ได้แก้ในทันที นั่นเพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่อยากจะให้ชินรู้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมาตลอด
“นั่นแหล่ะคือเรื่องที่เธอเข้าใจผิด… เราไม่ได้อยากเปลี่ยนโลกนี้ให้เป็นอย่างที่พวกเราต้องการหรอกนะชิน”
ฮอว์คินพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากยิ่งกว่าครั้งไหนราวกับยังไม่ได้พูดถึงใจความสำคัญ สายตาของเขาเพ่งมองที่ชินมาตลอด แต่รอบนี้มันรุนแรงมากกว่าเดิม ในแง่ของความจริงจังที่สอดคล้องกับน้ำเสียง
“พวกเรา… ‘Midnight’ น่ะ จะเปลี่ยนโลกให้เป็นแบบที่————”
“ “!!!?” ”
ทว่า… ก่อนที่ฮอว์คินจะทันได้พูดจนจบประโยคและเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ในตอนนั้นก็กลับมีกระสุนพุ่งควงสว่านมาจากนอกหน้าต่างทะลวงผ่านเข้ากลางศีรษะของฮอว์คินเข้าให้เสียก่อน แถมดูเหมือนกระสุนดังกล่าวจะมาจากสไนเปอร์ไรเฟิลที่มีพลังทำลายสูงอย่าง Anti-Materiel rifle ที่คนปกติโดนเข้าที่หัวก็คงจะกระจุยไปแล้ว
และสำหรับแวมไพร์ต่อให้เป็นสายเลือดแท้อย่างฮอว์คิน ก็ไม่พ้นหัวถูกเจาะเป็นรูและตายคาที่ล้มคะมำลงกับพื้นในทันทีที่กระสุนพุ่งผ่านเหมือนกัน
นั่นจึงสร้างความตกตะลึงให้ชินกับโอลิเวียเป็นอย่างมาก ทั้งสองคนรีบตั้งสติและก็ถีบพื้นพุ่งเข้าไปหาที่หลบมุมจากวิถีกระสุนที่ออกมาจากนอกหน้าต่าง
ในตอนนั้น ชินก็สังเกตเห็นร่างที่แน่นิ่งไปของฮอว์คินเหมือนกัน และจากที่เห็นว่าศีรษะของเขาถูกเจาะเป็นรูโหว่คงไม่ต้องเดาถึงโอกาสรอด
อาจารย์…
แม้จะเป็นศัตรูที่ควรจะกำจัด อย่างน้อยก็ในความตั้งใจแต่แรกเริ่ม แต่พอได้เห็นสภาพของอาจารย์ผู้ที่เคยสอนตัวเองมานานนับทศวรรษชินก็อดไม่ได้เหมือนกันที่จะรู้สึกเวทนาและเศร้าโศกต่อการตายของเขา ใบหน้าของชินในตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเหยเกจากความรู้สึกหลายอย่างปนเปเข้าด้วยกันจนตัวเขาเองก็ยากจะยอมรับว่าได้เผลอมอบความเมตตาให้กับคนที่เป็นศัตรู
…แต่จะทำอย่างไรได้ ก็ในเมื่อคน ๆ นั้นเคยเปรียบเสมือนกับครอบครัวของชิน ใครกันจะไม่หวั่นไหวเมื่อคนสำคัญถูกฆ่าตายต่อหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่พื้นฐานแล้วเป็นคนมีจริยธรรมสูงส่งอย่างชินด้วยก็ยิ่งแล้วใหญ่
ชิน…
ในขณะเดียวกัน… ความสับสนและเศร้าโศกของชินเองก็สร้างความกังวลและเป็นห่วงให้โอลิเวียไปด้วยอย่างไม่อาจเลี่ยง พอได้เห็นสายตาเจ็บปวดของชินก็พลอยทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย เธอถึงแสดงสีหน้าแบบเดียวกันกับชินไปโดยไม่รู้ตัว
แล้วช่วงเวลาที่ชินรอคอยมาตลอดหลายสิบปี ไล่ตามเงาของศัตรูมาตลอดอย่างเหนื่อยยากลำบากแสนเข็ญก็จบลงเร็วกว่าที่เขาจะรู้ตัวเสียอีก
ไม่สิ… มันเพิ่งจะเริ่มขึ้นต่างหาก
❖❖❖❖❖
เหตุการณ์หลังจากที่ฮอว์คินถูกลอบสังหารโดยใครก็ไม่รู้เป็นสาเหตุให้ชินกับโอลิเวียต้องรีบหนีออกจากที่เกิดเหตุโดยเร็ว เมื่อยืนยันได้ว่าฮอว์คินเสียชีวิตแล้วจริง ๆ ทั้งสองคนก็วางแผนจะรีบออกจากบ้านหลังนั้นแล้วรีบกลับโรงแรมในทันที
ทว่าพอนึกขึ้นมาได้ว่ามีเด็กอยู่บนชั้นสองของบ้านฮอว์คิน ซึ่งชินก็ไม่รู้หรอกว่าเป้นไงมาไงอาจารย์ของเขาถึงได้มีลูกได้ แต่ความจริงที่ว่าเด็กไม่รู้เรื่องอะไรด้วยก็เป็นความจริง ชินกับโอลิเวียถึงยังไม่หนีทันทีแล้วใช้สัมผัสตรวจสอบรอบ ๆ บ้านนานพอสมควร จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีการยิงมาอีกแล้วถึงได้จะกลับโรงแรมโดยจำต้องปล่อยให้ลูกฮอว์คินเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายต่อไปด้วยตัวของตัวเอง
เรื่องที่เกิดขึ้นมันน่าตกตะลึงและสร้างความสะเทือนใจไม่น้อย แต่อย่างไรเสีย สิ่งที่สำคัญกว่าคือพรุ่งนี้เองก็มีเรื่องที่ต้องจัดการเหมือนกัน นั่นคือการเล่นละครเพื่อให้ชงหยวนเชื่อว่าชินไม่มีตราราชันย์นั่นเอง
จะทั้งความเศร้าโศกหรือสับสนที่พรั่งพรูออกมาจึงเป็นอันต้องถูกพับเก็บไปก่อนด้วยประการฉะนี้
ทว่าอย่างไรเสีย… พอชินกับโอลิเวียได้กลับไปนอนแล้วตื่นขึ้นมารับเช้าวันใหม่ ความรู้สึกด้านลบทั้งหลายก็อันตรธานหายไปก่อนที่จะทันรู้ตัวเสียอีกอย่างน่าประหลาดเหมือนกับเรื่องเมื่อคืนเป็นแค่ความฝัน และไม่ว่าจะดีหรือร้ายแต่มันก็ทำให้พวกเขามีสมาธิกับแผนการหลอกล่อชงหยวนจนสัมฤทธิ์ผลอย่างที่ทราบกัน
แต่พอเรื่องราวทางฝั่งของสงครามชิงดินแดนจบลง เรื่องความสับสนทั้งหลายที่เกิดขึ้นรวมถึงสิ่งที่ได้รู้มาจากฮอว์คินก่อนที่จะตายก็โผล่ขึ้นมารบกวนชินอีกครั้ง โดยเฉพาะตอนที่นั่งอยู่คนเดียวบนเที่ยวบินขากลับจากฝรั่งเศสไปยังประเทศเขตที่ 66
ในขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานถึงความทรงจำอันมีค่าที่ได้รับมาตอนไปเที่ยวเล่นในที่ต่าง ๆ นี่คงเป็นอีกครั้งที่ทำให้ชินรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่น ซึ่งมันก็ช่วยไม่ได้เพราะแต่แรกเริ่มเดิมที ตัวเขากับนักเรียนทั่วไปพวกนี้ก็มีเป้าหมายในชีวิตแตกต่างกันชัดเจนอยู่แล้ว
ทว่าความรู้สึกแปลกแยกที่อยู่ในอกของเขาตอนนี้ มันดันทำให้เขาหวนนึกไปถึงฮอว์คินที่ตั้งคำถามกับเขาไว้เมื่อวานซืนไปด้วย
“หลังจากนี้ช่วยไปคิดทบทวนเรื่องนี้ให้ดีด้วยล่ะ… เรื่องที่เธอสมควรจะทำจริง ๆ น่ะ”
คำพูดของฮอว์คินสะท้อนอยู่ในหัวของชินหลายต่อหลายครั้งจนรู้สึกหลอนหู
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชินตั้งคำถามแบบนั้นกับตัวเองก่อนแล้วสบกับคำถามของฮอว์คินเลยทำให้เขากลับมาครุ่นคิด หรือเป็นเพราะฮอว์คินตั้งคำถามนั้นก่อนแล้วกลายเป็นสะเก็ดความสงสัยทิ้งค้างให้กลายเป็นคำถามคาใจแก่ชิน
สิ่งไหนกันนะที่เกิดก่อน? นั่นคือสิ่งที่ชินคาใจ
ไม่สิ… เรารู้คำตอบอยู่แล้วแท้ ๆ
ถึงจะไม่อยากยอมรับก็เถอะ…
ชินไม่โกหกความรู้สึกของตัวเอง ทำแบบนั้นไปก็ได้แค่เอาชนะแต่ไม่อาจก้าวต่อไปข้างหน้าได้…
เขารู้ตัวดีอยู่แล้วว่าตัวเองตั้งคำถามแบบนั้นมาก่อนที่จะถูกฮอว์คินถามเสียอีก
การล้างแค้นพวกนี้คือสิ่งที่สมควรกระทำในฐานะองค์ชายอย่างนั้นเหรอ? การตามล่าคนผิดมาลงทัณฑ์คือหน้าที่ของตัวเขาหรือทำไปเพียงเพื่อความพอใจส่วนตัวเท่านั้นกัน? หลายครั้งชินเฝ้าถามตัวเองแบบนั้นแต่ไม่ได้จริงจังเท่ากับครั้งนี้
และจริงอยู่ที่คำพูดของฮอว์คินมันอาจเป็นกลลวงทางจิตวิทยาเพื่อให้ชินกระทำการบางอย่างก็ได้เหมือนกัน กล่าวคือ ฮอว์คินพูดแบบนั้นเพราะวางแผนจะให้ชินทำบางอย่างตามที่เขาต้องการ เรื่องนี้ชินเองก็รู้และคิดว่าเป็นไปได้เหมือนกัน
แต่เรื่องนั้นมันคงไม่น่าหงุดหงิดเท่าไหร่ หากชินสามารถปฏิเสธคำพูดของฮอว์คินได้เต็มปาก ก็คงยอมรับได้ว่าคำพูดของฮอว์คินเป็นแค่การปั่นประสาทโดยไม่ตะขิดตะขวงใจใด ๆ
ดังนั้น ที่ทำให้ชินครุ่นคิดอยู่นี่ มันก็เป็นเพราะตัวชินเองยังรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าการทำแบบนี้ยังไม่ใช่หนทางที่แท้จริงในการแก้ปัญหา เขาถึงได้เริ่มคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังหลังจากถูกต่อว่ามาโดยอาจารย์ที่เคารพ
ถ้าจะว่ากันตามตรง… เรื่องมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าสิ่งที่เราทำไปทั้งหมดก็เพื่อ ‘ล้างแค้น’ ซึ่งการล้างแค้นมันก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการทำเพื่อตัวเอง
ดังนั้น มันจึงชัดเจนอยู่แล้วว่าเราตามล่าตัวตลก ไม่สิ… ตามล่าพวกตัวตลกก็เพื่อบรรเทาความทรมานจากการสูญเสียสิ่งสำคัญของตัวเองก็เท่านั้น ไม่ใช่การทำเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของท่านพ่อ ทุกคนและเหล่าแวมไพร์แต่อย่างใด
ชินคิดแบบนั้นแล้วก็เผลอถอนหายใจออกมา ก่อนจะท้าวคางมองลอดออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน หมู่เมฆเหล่านั้นทำให้ชินสงบใจได้ครู่หนึ่งก่อนจะวนกลับมาคิดเรื่องเดิม
แล้วต้องทำแบบไหนกันนะถึงจะเป็นการกระทำที่เหมาะสม… สิ่งที่ฉันควรจะทำต่อจากนี้ไปคืออะไรกันแน่?
ชินทิ้งคำถามใหม่ให้ตัวเองแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น
จะว่าไป เป้าหมายของเราตลอดมาน่ะมีแต่การ ‘ตามล่าสังหาร’ เท่านั้นนี่นา
แต่เรากลับลืมเรื่องสำคัญไปอย่างหนึ่ง
นั่นคือการ ‘ค้นหาความจริง’
แต่พริบตาถัดจากนั้นเขาก็พบคำตอบที่เข้าที คิ้วที่ขมวดอยู่ถึงคลายลง
ก็จริงที่ว่าเราพอจะรู้เรื่องราวคร่าว ๆ จากอัลเฟรด (ในกรณีที่หมอนั่นไม่ได้โกหก) ว่าการที่ตัวตลกทำลายอาณาจักรของเราเป็นเพราะมีราชาคนอื่นต้องการเลื่อยขาเก้าอี้ของตัวเต็ง
ตัวเรานั้นมองในมุมของตัวเองมาตลอดว่าเป็นผู้สูญเสีย จึงต้องเรียกร้องความยุติธรรมด้วยความตายของผู้กระทำความผิดอย่างตัวตลก
แต่ว่า… ตัวเราไม่เคยปรารถนาจะค้นหาเรื่องราวและเหตุผลเบื้องหลังเหตุการณ์นี้เลยสักครั้ง
การเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร? เพราะความเกลียดชังของเผ่าพันธุ์อื่นเท่านั้นเหรอ? เพราะเป็นคู่แข่งในฐานะราชาผู้มีสิทธิปกครองโลกเท่านั้นจริง ๆ เหรอ?
มันมี… เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรที่มากกว่านี้รึเปล่า?
คำถามทั้งหมดที่ชินตั้งกับตัวเองรวมลงเป็นคำถามชุดสุดท้ายที่ชินสงสัยที่สุด
คำถามดังกล่าวเกิดขึ้นจากข้อสงสัยของชินเอง รวมถึงข้อความที่ฮอว์คินทิ้งไว้ทั้งหลายก่อนตาย จะทั้งตัวตนของกลุ่มคนที่น่าจะอยู่เบื้องหลังการโจมตีอาณาจักรของชินจนล่มสลายที่ฮอว์คินเรียกว่า ‘Midnight’ หรือเรื่องที่บอกว่าเป้าหมายของพวกเขาคือการเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งมันไม่สมเหตุสมผลเลย
เพราะจากที่บอกว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงโลก ก็แสดงว่าพวกนั้นตั้งใจจะใช้กลไกของระบบศึกชิงสิทธิในการปกครองโลกในการเปลี่ยนโลกให้เป็นอย่างที่ต้องการ นั่นก็หมายความว่าคนพวกนั้นต้องเข้าร่วมกับราชาคนใดคนหนึ่งแล้วโค่นพ่อของชินลงก็เพื่อเพิ่มโอกาสชนะให้ตัวเองแบบนั้นถึงจะสมเหตุสมผล
แต่ทั้งอย่างนั้นพวกมันกลับไม่ยอมฆ่าชิน… นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ทำให้ชินรู้สึกว่ามันแปลก
เพราะหากพวกนั้นมีข้อมูลเหนือกว่าชินถึงขนาดที่ดักซุ่มชินในระหว่างทางกลับได้ ชินก็อนุมานได้เลยว่าพวกมันน่าจะรู้ว่าชินมีโอกาสที่จะเป็นราชาคนที่ 8 สูงในฐานะที่เป็นองค์รัชทายาท จึงควรที่จะรีบกำจัดชินไปให้พ้นทางเสียเมื่อมีโอกาส
และโอกาสแบบนั้นก็หาได้ไม่ยากเลยด้วยซ้ำหากพวกมันต้องการจะทำ แต่คำถามคือ ทำไมพวกมันถึงไม่ทำ แถมยังอุตส่าห์จัดฉากให้ฮอว์คินมาตายต่อหน้าเสียอีกยิ่งน่าประหลาดเข้าไปใหญ่ นั่นแหล่ะคือชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ต่อไม่ลงตัวในความคิดของชิน
ทว่า… ยิ่งได้รู้แบบนั้นมันก็ทำให้ชินตระหนักถึงเรื่องสำคัญ
นั่นคือ เหตุการณ์ที่เผ่าแวมไพร์ถูกกวาดล้าง… สาเหตุเบื้องหลังของเหตุการณ์นั้นอาจจะไม่ได้มีแค่การทำเพื่อศึกชิงสิทธิในการปกครองโลกแต่เพียงอย่างเดียว
ต้องหาคำตอบให้ได้!
และนั่นแหล่ะ คือเหตุผลที่ชินตั้งมั่นกับตัวเองใหม่อีกครั้ง ถึงสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ไป… อันเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าสมควรทำมาตั้งนานแล้ว
หากไม่รู้ว่าเมื่อตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นอย่างแท้จริง… แล้วทำการล้างแค้นอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไปทั้งแบบนี้ล่ะก็
ในวันที่ความตายมาถึง… เราคงไม่อาจเรียกตัวเองได้ว่าเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางแห่งความถูกต้อง และคงไม่อาจเรียกได้ว่ามีเกียรติหรอก!
เพื่อที่จะตัดสินได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ฉันจะต้องรู้เรื่องพวกนี้ให้ได้ก่อน
เพราะงั้น… จะทั้งเรื่องที่ว่า ‘Midnight’ เป็นใคร เกี่ยวข้องยังไงกับการล่มสลายของอาณาจักรเมื่อสิบปีก่อนและตอนนี้วางแผนอะไรอยู่
เรื่องทั้งหมดนั่น… ฉันจะต้องรู้ให้ได้!
ชินจึงได้ตัดสินใจแบบนั้นอย่างแน่วแน่… จากปณิธานที่แท้จริงของตัวเองเป็นครั้งแรก
❖❖❖❖❖
จบบทที่ 1
Declaration of Shadows
❖❖❖❖❖
———— หลายวันต่อมา
ณ คฤหาสน์ร้างฐานทัพลับของอัลเฟรด แห่งเดิมกับที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองร้างห่างไปไม่ไกลจากตัวเมืองหลวงของประเทศเขต 66
หลังกลับมาจากศึกชิงดินแดนที่ฝรั่งเศสและจัดการเรื่องอะไรหลาย ๆ อย่างจบไปแล้ว เขาก็เพิ่งจะมีโอกาสได้พักผ่อนตามลำพัง ทว่าสิ่งแรกที่อัลเฟรดทำกลับเป็นการติดต่อกับ ‘คนบางกลุ่ม’ เพื่ออัพเดทสถานการณ์ให้ฟังผ่านการสนทนาแบบเปิดเฉพาะเสียง
“แหม่… ผมโดนต้มซะเปื่อยเลยล่ะ!”
อัลเฟรดที่กำลังนั่งเก้าอี้ในห้องทำงานโทรม ๆ และยกขาก่ายกับโต๊ะพร้อมกับพูดคุยโทรศัพท์ผ่านหูฟังไร้สายถึงได้ทำเสมือนกับบ่นพึมพำอยู่คนเดียว
แต่จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก… กับน้ำเสียงที่ร่าเริงยิ้มแย้มดีใจเสียจนออกนอกหน้า ทั้งยังแอบแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นจนเผลอโยกเก้าอี้ไปมามันช่างขัดกับสิ่งที่พูดออกมาชอบกล
“แต่เธอดูชอบใจนะ A(เอ)” เห็นแบบนั้นมันจึงอดไม่ได้ที่จะแซว… ชายหนุ่มหนึ่งในกลุ่มสนทนาจึงพูดขึ้นมา
แต่ถึงอย่างนั้น… น้ำเสียงของเขาเองก็ดูจะติดสนุกไม่ต่างจากอัลเฟรดเลยสักนิด
“ก็แหมคุณ O(โอ)… ใครจะไปรู้กันล่ะว่าท่านชินจะซ้อนแผนผมน่ะ แถมยังออกมาสมบูรณ์แบบมากด้วย” อัลเฟรดยังคงเอ่ยต่ออย่างนึกสนุก
“แต่ที่เขาทำแบบนั้นมันก็เป็นเพราะเขาไม่เชื่อใจเธอไม่ใช่เหรอ?”
“แหม่… เรื่องนั้นมันก็ช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับคุณ L(แอล)”
หญิงสาวอีกคน… แอลตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบื่อ ๆ แต่ช่างแทงใจดำจนทำให้อัลเฟรดคิ้วกระตุกและรู้สึกแย่ขึ้นมาเลยทีเดียวเมื่อรู้แบบนั้น
“จะว่าไป… กลายเป็นว่าต้องเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องเก็บฮอว์คินไปซะได้นะแอล” เสียงของชายอีกคนดังขึ้นในหูฟังของอัลเฟรด เขาเอ่ยผ่านไปถึงหญิงสาวอย่างแอล
แต่อย่างไรเสียคำพูดของชายคนนี้… V(วี) เองก็มีนัยยะแห่งความเป็นห่วงแฝงอยู่ในคำพูดอยู่ และไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่พอทุกคนได้ยินสิ่งที่วีพูด คิ้วก็พลอยตกไปตาม ๆ กัน
ทั้งเพราะสูญเสียบุคลากรสำคัญไปแม้จะเพื่อแผนการอันยิ่งใหญ่ และเพราะเป็นห่วงความรู้สึกของแอลที่ต้องปลิดชีพสหายอย่างฮอว์คิน
“ช่างเถอะน่า… เรามาไกลเกินกว่าจะพูดเรื่องนี้แล้วนะ”
“ก็จริงนะครับ”
ได้ยินคำตอบอันแนวแน่ของแอลทำให้อัลเฟรดรวมถึงทุกคนหายเป็นห่วง แต่พอพูดถึงประเด็นนี้ขึ้นมา มันก็พลอยทำให้ทุกคนนึกถึงฮอว์คินตามไปด้วย
“แต่จะว่าไปก็เกือบไปแล้วจริง ๆ นะครับ… ทั้งที่ก็บอกไปแล้วแท้ ๆ ว่าให้ ‘กระตุ้น’ ไม่ใช่ ‘เปิดเผย’ น่ะ” โอจึงพูดประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครั้ง
“สอนลูกศิษย์ให้ใช้ปัญญานำความรู้สึก… แต่สุดท้ายก็เผลอใจอ่อนเสียเองจนได้นะ” วีพูดเหมือนดูถูก แต่น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความนับถือ
“แต่นั่นก็สมกับที่เป็นท่านฮอว์คินแล้วไม่ใช่เหรอครับ…”
เช่นเดียวกับอัลเฟรดและคนอื่น ๆ ด้วยเหตุนั้นพออัลเฟรดพูดจบทุกคนก็เงียบไปราวกับกำลังไว้อาลัยให้ฮอว์คิน
ก่อนที่จะเริ่มเรื่องสำคัญ โดยมีคนเปิดประเด็นเป็นอัลเฟรดอีกครา
“จะว่าไป ในศึกชิงดินแดนฝรั่งเศสครั้งนี้ดูท่าจะมีเรื่องแปลก ๆ ที่อยู่เหนือความคาดหมายและอยู่เหนือข้อมูลของเราด้วยนะครับ”
“หมายถึงเรื่องพลังตราอัศวินของพวกราชันย์อาเธอร์แห่งอังกฤษสินะ”
“ใช่ครับ…”
เรื่องนี้ดูเหมือนแอลที่อยู่ฝรั่งเศสเองก็รู้เรื่องเหมือนกัน อัลเฟรดเลยไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้มากความ แต่ว่า…
แต่ว่า… นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีเรื่องอื่นอยู่อีก
นั่นคือการเคลื่อนไหวของสคัลซึ่งเป็นขุนพลของทางรัสเซียที่โผล่มาในสนามรบเพื่อก่อกวน
เขาไม่น่ามาที่นั่นด้วยตัวเองเลย หรือต่อให้มาด้วยตัวเองแต่จะมาเพื่ออะไรกันล่ะ?
ก็ไม่อยากคิดในแง่ร้ายหรอกนะ… แต่บางทีอาจจะมาเพื่อขัดขวางแผนการในการยึดฝรั่งเศสของเราก็ได้
เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง เราก็จะไม่สามารถยึดครองฝรั่งเศสได้ แล้วตัวตนของท่านชินก็จะถูกเปิดเผย
โชคดีไปที่ท่านชินวางแผนซ้อนแผนของเราเรื่องนั้นเลยไม่เกิดขึ้น… และบางทีแผนซ้อนแผนของท่านชินเองก็อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของเขาด้วยเหมือนกัน
เจตนาของคนที่ทำเรื่องนี้… เราเองก็ต้องตรวจสอบเหมือนกัน
ไม่อย่างนั้นมันอาจทำให้แผนการณ์โดยรวมผิดพลาดขึ้นมาได้
อัลเฟรดครุ่นคิดแบบนั้นอยู่สักพัก แต่ยังไม่ได้เอ่ยปากในทันทีเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะพูดเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังดีไหม
ซึ่งเหตุผลในเรื่องนั้นมันง่ายมาก… นั่นเพราะอัลเฟรดรู้ดีว่าคนที่จะแทรกแซงแผนการที่เขาคิดขึ้นเพื่อซ้อนแผนชงหยวนแล้วยึดครองฝรั่งเศสเสียเองนั้นมีแต่คนที่อยู่ในกลุ่มนี้เท่านั้น
หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ… มีโอกาสที่เกลือจะเป็นหนอนนั่นเอง
พอคิดได้แบบนั้น อัลเฟรดก็เลยตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไร…
“เพราะแบบนั้นแหล่ะครับ… หากราชันย์อาเธอร์กลายเป็นภัยคุกคามและตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ มันจะมีปัญหากับแผนของเราเอา ดังนั้น ตอนนี้ก็คงต้องเปลี่ยนแผนเป็นการจัดการกับเขาก่อนล่ะนะครับ”
“อย่างที่เอว่านั่นแหล่ะ… ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะนะครับ”
โอเห็นด้วยกับอัลเฟรด แน่นอนว่าคนอื่น ๆ เองก็เช่นเดียวกัน
เพราะทุกคนต่างก็ได้เห็นจากวิดิโอบันทึกแล้วว่าพลังของตราอัศวินของบริพารราชันย์อาเธอร์นั้นมันสูงผิดปกติ และถ้ากลายเป็นว่านั่นจะทำให้ตัวราชันย์อาเธอร์ได้เปรียบในสงคราม พวกอัลเฟรดก็ต้องรีบชิงตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม
เพราะไม่อย่างนั้น… แผนการทั้งหมดที่วางไว้ก็จะสูญเปล่า
❖❖❖❖❖
———— ในขณะเดียวกัน, ศูนย์บัญชาการใหญ่ URI สาขาเขตที่ 66
URI หรือ Union Regions of investigation คือหน่วยสอบสวนกลางที่มีอำนาจในการสืบสวนกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทั้งในประเทศ นอกประเทศหรือระหว่างประเทศ เรียกว่าเป็นองค์กรคล้ายคลึงตำรวจที่มีอำนาจครอบคลุมแทบจะทุกอย่างเลยทีเดียว
แถมด้วยกำลังพลและเทคโนโลยีชั้นหนึ่งที่ถูกแบ่งปันมาจากประเทศเขตที่เป็นมหาอำนาจทั่วโลก จึงยิ่งทำให้องค์กรนี้เป็นยิ่งกว่าตำรวจ แต่ยังเป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่พอจะคานอำนาจกับรัฐบาลของบางประเทศได้เลยทีเดียว
และหน่วยงานดังกล่าวเองก็มีสาขาย่อยอยู่ที่ประเทศเขตที่ 66 เช่นกัน ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวงนี่แล
ตึกของสาขาย่อยทุกแห่งจะมีความเป็นเอกลักษณ์ตรงที่เป็นตึกกระจกแก้วกันกระสุนรูปทรงกรวยแหลมที่มีฐานหกเหลี่ยม และจะเหมือนกันหมดที่ชั้นบนสุดของตึกเป็นห้องทำงานของหัวหน้าสาขาที่ให้อารมณ์เหมือนพีระมิดเพราะอยู่ชั้นล่างถัดจากชั้นบนสุดแค่ชั้นเดียว
ที่จริงก็ไม่ใช่ทุกที่ที่จะมีเอกสารกระจายเกลื่อนกลาดเต็มทั้งพื้นและโต๊ะ บางทีนี่อาจจะเป็นเอกลักษณ์ของสาขานี้สาขาเดียวก็ได้กระมัง
คิดดูแล้วก็อาจจะดูแปลกที่คนเป็นหัวหน้ามีหน้าที่การงานใหญ่โตจะทำห้องตัวเองรกขนาดนี้ แต่ถ้าเจ้าตัวเป็นคนแปลก ๆ เรื่องนี้ก็อาจจะปกติก็ได้ แถมเจ้าตัวตอนนี้ก็ยังทำเรื่องแปลก ๆ อย่างการยืนมองลอดผ่านผนังที่เป็นกระจกกันกระสุนออกไปนอกหน้าต่างราวกับกำลังชมวิวทิวทัศน์อย่างเพลิดเพลินทั้งที่อยู่ในเวลางาน
“ถ้างั้น… แค่นี้ล่ะนะครับเอ”
หัวหน้าหน่วยสืบสวนของ URI ประจำเขตที่ 66 ชายหนุ่มรูปงามผมขาวผู้ซึ่งเป็นคนแปลก ๆ ดังกล่าวหรือออก้า วาเลนไทน์วางหูโทรศัพท์ไร้สายแบบไม่ทิ้งร่องรอย คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น
เอาล่ะ… หลังจากนี้คงจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ ๆ ล่ะนะ
อาจถึงขนาดที่สั่นคลอนโลกทั้งใบได้เลย
หลังได้รับข้อมูลอะไรหลาย ๆ อย่างมา ออก้าก็ยืนครุ่นคิดด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พลางผสานมือไว้ด้านหลังยิ่งทำให้รู้สึกอู้งานเข้าไปใหญ่ หากไม่ติดว่าเขากำลังคิดเรื่องอันตรายอยู่ในหัวล่ะก็
นอกจากนี้…
ก๊อก ๆ!
“หัวหน้าครับ เด็กคนนั้นมาแล้วครับ” ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดถึงอนาคตอันใกล้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะมาจากลูกน้องคนสนิท มาพร้อมกับเด็กนักเรียน ม.ปลาย ชายในชุดนักเรียนคนหนึ่ง
“เข้ามาเลยครับ”
ออก้าขยับหันกลับไปยังประตูห้องที่เปิดต้อนรับเด็กนักเรียนชายคนดังกล่าวด้วยสาเหตุบางอย่าง พร้อม ๆ กับคำเชื้อเชิญนั้นเลยทำให้เด็กนักเรียนชายคนนั้นก้าวเข้ามาในห้องและยืนตัวตรงเคารพ
“ชินยะ นัวรอยจากโรงเรียนเซนต์ลอว์เรนซ์ครับ… จะมาฝึกงานตั้งแต่วันนี้ ขอฝากตัวด้วยนะครับ”
นักเรียนชาย… ชินเอ่ยพร้อมโค้งให้ออก้าเล็ก ๆ พร้อมกับพนมมือทักทายเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่
“ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรนักหรอก… มาสนิทกันไว้ดีกว่านะครับ” ออก้าเองก็ทำแบบเดียวกับชิน ด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกับที่ชินแสดงออกอย่างเป็นมิตร
…อย่างน้อยก็สำหรับหน้าฉาก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคนละอย่างจากเจตนาแท้จริง
เช่นเดียวกับชินที่ทำอย่างเดียวกัน
เอาล่ะ URI… ขอฉันล้วงข้อมูลหน่อยเถอะ!
Chapters
Comments
- ตอนที่ 47 มิถุนายน 19, 2022
- ตอนที่ 46: การประลองแบบตัวต่อตัว พฤษภาคม 7, 2022
- ตอนที่ 45: เพื่อนร่วมฝึกงาน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 44: วิธีสร้างข้อผูกมัด มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 43: ข้อเสนอที่น่าลำบากใจ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 42: สิ่งที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว (เริ่มบทที่ 2) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 41: ตัวจริงเบื้องหลังเรื่องราว (จบบทที่ 1) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 40: ผลตัดสินศึกสุดอลหม่าน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 39: ศึกตัดสินอันอลหม่าน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 38: การต่อสู้ของลูกผู้หญิง มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 37: อดีตของจิน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 36: แองกริคราวน์ผู้ถูกไล่ล่า มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 35: สถานการณ์ที่เริ่มผิดปกติ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 34: เริ่มต้นทัศนศึกษา มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 33: การโหวตเลือก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 32: ความเข้าใจผิด มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 31: เบาะแสแรก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 30: ปณิธานของชงหยวน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 29: ไฟสุมขอนยังคงร้อนอยู่ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 28: คาบเรียนพิเศษ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 27: การต่อสู้ระหว่างราชา มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 26: กำลังเสริมของทั้งสองฟาก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 25: ยุทธการสายฟ้าแลบ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 24: คณะกรรมการจัดงาน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 23: ความลังเล มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 22: คู่หมั้นอันตราย มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 21: นักเรียนใหม่ (เริ่มบทที่ 1) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 20 : ก่อนรุ่งสางของคืนวันที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล (จบ Prologue) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 19: Overlord มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 18: ผีดูดเลือดผู้คลุ้มคลั่งจากโลหิต มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 17: แองกริคราวน์หลั่งเลือด มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 16: วลาดจอมเสียบ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 15: ข่าวร้ายกลายเป็นจริง มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 14: ผู้(ถูก)พิพากษา มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 13: เป้าหมายแรก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 12: ความเป็นจริงที่ค่อยๆที่ถูกแง้มให้เห็น ตอนจบ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 11: ความเป็นจริงที่ค่อยๆที่ถูกแง้มให้เห็น ตอนกลาง มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 10: ความเป็นจริงที่ค่อยๆที่ถูกแง้มให้เห็น ตอนแรก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 9: เค้าลางก่อนพายุ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 8: ตกกระไดพลอยโจน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 7: เขตที่ 84 มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 6: ฝันกลางวัน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 5: ยามเช้าดังเช่นทุกวัน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 4: ระเบิดกัมปนาท มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 3: เส้นแบ่งของโลก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 2: ชีวิตประจำวันที่ควรจะเป็น มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 1: ยามเช้าแสนธรรมดาดังเช่นทุกวัน มีนาคม 13, 2022
MANGA DISCUSSION