ตอนที่ 13: เป้าหมายแรก
เช้าวันต่อมาหลังเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง ตามกำหนดการคือวันที่ต้องกลับมาเรียนตามปกติ ชีวิตปกติใต้แสงอาทิตย์จึงกลับมาอีกครั้ง
ชินกับโอลิเวียแยกกันตอนเช้าไปโรงเรียนด้วยรถไฟคนละคันดังเช่นทุกที
“ ช่วงหลังมานี้ การเคลื่อนไหวของ UR เข้มงวดขึ้นนะคะ เห็นได้จากการเพิ่มกำลังคุ้มกันสถานที่ราขการ รวมถึงสถานทูตในประเทศต่างๆ ”
ชินเองก็ยังคงสวมหูฟังไร้สายที่ต่อเข้ากับโฮโลวอชของตัวเองเพื่อฟังข่าวสารดังที่ทำเป็นประจำ
“ นั่นสินะครับคุณเพ็ญ… ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงเป็นเพราะช่วงหลังมานี้เหตุจลาจลเกิดขึ้นมากผิดปกติ นักวิชาการหลายท่านก็คาดการณ์ว่าอาจเป็นคลื่นเล็กๆที่จะนำไปสู่การก่อการร้าย ”
“ น่ากลัวเหมือนกันนะคะถ้ากลายเป็นแบบนั้น ”
ชินตั้งใจฟังข่าวดังกล่าวเป็นพิเศษ เมื่อผู้สื่อข่าวกล่าวถึง “ เหตุผิดปกติ ” และโดยเฉพาะ “ UR ” ซึ่งเป็นหนึ่งในศัตรูตัวฉกาจของชิน
“ อย่างในเขตประเทศไทยของเราตอนนี้เอง URI ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการวางกองกำลังหลายจุดในเมืองแล้วครับ แม้ที่เห็นจะเพิ่มความปลอดภัยให้พวกเราเพื่อไม่ให้เกิดเหตุเหมือนกับตอนนิวเอจซิตี้หรือยูเนี่ยนทาวเวอร์ แต่ก็สร้างความกังวลให้เช่นกันว่าสิ่งที่พวกเขาทำคือการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้… มันจะเกิดเหตุการณ์น่ากลัวแบบนี้ขึ้นอีกงั้นเหรอ? ด้วยเหตุนั้นเราเลยเชิญรองหัวหน้าหน่วยสืบสวนประจำเขตที่ 66 ของเรามาตอบคำถามเหล่านั้น สวัสดีครับคุณเซดริก วอชิงตัน ”
ผู้สื่อข่าวส่งไม้ต่อให้กับผู้ให้สัมภาษณ์นามเซดริก แม้ว่าชินจะกำลังฟังและไม่ได้เห็นผู้ถูกสัมภาษณ์ แต่ใบหน้าของชายคนนี้ก็ยังลอยเข้ามาอยู่ในหัวได้ เพราะเขาเป็นหนึ่งในคนที่ชินจับตามองอยู่
“ สวัสดีครับคุณสิรศร… เอ่อ สำหรับคำถามเมื่อซักครู่ ผมตอบได้เลยว่าเพื่อความปลอดภัยของประชาชน เราต้องป้องกันไว้ก่อนครับ ” เซดริกตอบคำถามด้วยน้ำเสียงฉะฉาน กระนั้นก็ไม่ได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวตรงๆแต่อย่างใด
“ นั่นหมายความว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบที่ว่าขึ้นอีกงั้นเหรอครับ? อันนี้พอจะตอบได้ไหมครับ? ” ผู้สื่อข่าวพยายามจี้คำถามเดิมตามสไตล์เฉพาะตัวของเขา แต่ทางเซดริกยังคงเยือกเย็นแม้ไม่ต้องดูชินก็รู้
“ เรื่องนั้นยังคงอยู่ในขั้นตอนสืบสวนครับผม แต่ในส่วนของขบวนการของนายเฮเดอร์ สมิธนั้นเรายืนยันเลยว่าพวกเราจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมถึงเตรียมส่งตัวกลับประเทศเรียบร้อยแล้วครับ ”
“ โอ้ ได้ยินแบบนั้นก็โล่งใจไปเปราะหล่ะครับ ”
ผู้สื่อข่าวได้ยินก็หัวเราะ ดูเหมือนเขาจะเข้าใจแล้วว่าเซดริกตอบกลับมาในความหมายที่บ่งบอกว่า “ ไม่สามารถพูดได้มากกว่า ”
“ ยังไงก็ตามครับ ผมเองก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าภัยคุกคามสันติภาพจะมีอยู่แค่นายเฮเดอร์ในเมืองนี้… ด้วยเหตุนั้น ถ้ารู้เมื่อไหร่ เราจะจับพวกมันให้ได้ในเร็วๆนี้แน่นอนครับ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครก็ตาม ”
“ มีตำรวจที่ขยันขันแข็งแบบคุณ บ้านเราเมืองเราก็สบายใจหล่ะนะคะ ”
“ แหมๆ แต่โดยหลักการแล้วผมไม่ใช่ตำรวจหรอกกนะครับ ”
ผู้สื่อข่าวชายหญิงรวมเซดริกเริ่มเบี่ยงประเด็นออกไป เป็นสัญญาณเริ่มการจบสัมภาษณ์
แต่ว่า… ข้อมูลเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ชินคิดแบบนั้นแล้วก็เริ่มเก็บหูฟังใส่กระเป๋า พร้อมกันนั้นก็เดินลงจากรถไฟฟ้า เนื่องด้วยถึงสถานีที่จะลงพอดี แม้ภายในหัวของเขาจะยังคงแล่นอยู่ราวรถไฟเหาะก็ตาม
URI เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว…
ตั้งแต่เมื่อก่อน มีสองขั้วอำนาจใหญ่ที่คอยกุมอำนาจอยู่
หนึ่งคือ UR ที่คอยรักษาความสงบ เหล่าผู้เรียกตัวเองว่า “ผู้รักษาสันติภาพ”
และเหล่าผู้มีอิทธิพลมืดยามค่ำคืน โลกยามราตรีที่เต็มไปด้วยสิ่งโสมม เปื้อนเลือดและน่าสะอิดสะเอียนเกินกว่าจะกล่าวถึง
“ The Singularity ” คือชื่ออย่างเป็นทางการที่ UR และพวกโลกมืดทั้งหลายใช้เรียกแทนสังคมมืดของตัวเอง
สังคมมืดที่มีการค้าขายและมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างหลวมๆ ก่อเกิดเป็นองค์กรขนาดย่อมเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นมีคนที่คอยจัดการคู่ค้าอย่างลับๆ ที่รู้จักกันดีอย่าง “นักฆ่า”
และมีนักฆ่าที่คอยตามล่าคนที่ทำผิดมารยาทสังคมในโลกมืดอยู่ด้วย ซึ่งคนแบบนั้นก็คือ ฉันที่ถูกเรียกว่า “นักล่าค่าหัวอิสระ” ที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับองค์กรหรือแก๊งไหนเป็นพิเศษ เหมือนกับทำเป็นรายได้เสริม
แต่แน่นอนว่าในทางปฏิบัติมันไม่ได้ง่ายๆเหมือนกับงานพิเศษหลังเลิกเรียนแบบนั้น แม้ค่าตอบแทนต่องานจะสูงพอที่จะซื้อบ้านตากอากาศได้ในแต่ละครั้ง แต่แน่นอนว่าแต่ละงานมันเสี่ยงชีวิตเอามากๆ
เรื่องความยากง่ายนั้นเอาไว้ว่ากันทีหลัง… ยังไงก็ตาม มันทำให้เรามีทุนหนา แต่เพราะทำบ่อยเกินไปเลยเป็นที่จับตามอง
ในโลกของ The Singularity เองก็คงมีสายของ UR อยู่แล้ว เพราะงั้นโดยหลักการเจ้าพวกนั้นย่อมมองคนที่ผลงานโดดเด่นอย่างเรากับโอลิเวียเป็นอันตราย
กับทาง The Singularity เองก็เถอะ… พวกเราเองก็ถูกเพื่อน?
หมายถึงเพื่อนร่วมอาชีพเตือนเหมือนกันว่าให้พักงานไปบ้าง เพราะหลายฝ่ายเริ่มเห็นเราเป็นตัวเกะกะแล้ว
พูดง่ายๆ สถานการณ์ของเราในตอนนี้เป็นที่จับตามองจากทั้ง UR ที่อยากจะรีบจับกุมเราเพราะเป็นภัยกับความมั่นคงโดยตรงในความคิดของพวกเขา
กับถูกเพ่งเล็งจาก The Singularity ส่วนใหญ่ที่เห็นเราเป็นตัวเกะกะ
เพราะงั้นนอกจากการหาข่าวที่เกี่ยวกับการล้างแค้นจึงไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ แถมเพราะเลิกงานล่าค่าหัวไปได้ซักพักแล้ว ไฟที่คุกรุ่นทาง The Singularity จึงพอเย็นลงบ้าง
แต่กับ UR นั้น พวกมันยังคงไล่ล่าเราอย่างหนักไม่เปลี่ยนแปลง
กับเซดริก วอชิงตัน ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อกี้เองก็ด้วย จากเหตุการณ์ที่เราจัดการเฮเดอร์ไป เจ้าหมอนั่นคงรู้แล้วว่าเราอยู่ที่เมืองนี้
อย่างน้อยก็อาจจะคิดว่าเราอยู่ชั่วคราว เพราะเมื่อก่อนเราก็ทำงานหลายที่นี่นะ
จากคำให้สัมภาษณ์มันก็ชัดเจนขนาดนั้น ว่าคิดจะหาทาง “รู้” ตัวจริงของเรา
มันกำลังสืบเรื่องของเราอยู่… แต่เรื่องนั้นก็ต้องขอโทษด้วยเพราะคงไม่ยอมให้ทำแบบนั้นง่ายๆ
กับเรื่องของทั้งสองฝั่งที่ยังลุ่มๆดอนๆอยู่ ในตอนนี้กลับมีเรื่องของศึกชิงดินแดนเพิ่มเข้ามาอีก
ถ้าให้พูดตรงๆก็น่าหนักใจอยู่… แต่จะทำตัวอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด
เพราะไม่อย่างงั้น โอลิเวียจะพลอยลำบากไปด้วย
ชินคิดเช่นนั้นด้วยอารมณ์เคร่งเครียดไม่น้อย แต่แน่นอนว่าไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า
เช่นไรก็ตาม เขาจมอยู่กับความคิดเช่นนั้นจนกระทั่งถึงห้องเรียนเลยทีเดียว
“ โย่วชิน! ปิดเทอมเป็นไงมั่ง! ” ชินนั่งลงเก้าอี้ของตัวเอง ไม่ทันไรเคนเนธ เพื่อนสนิทชายก็วิ่งปรี่เข้ามาทักด้วยการตบหลังเหมือนเคย
“ ปิดเรียนวันสองวันนี่เรียกปิดเทอมเหรอเนี่ย ” ชินว่าพลางถอนหายใจอย่างหน่ายๆ เพราะความร่าเริงของชายคนนี้ทำเอาชินที่กำลังเหนื่อยไปไม่เป็น
“ ก็แหม วันไหนหยุดยาวพอจะเล่นเกมได้ นั่นมันก็ปิดเทอมหมดแหล่ะ ”
“ …แล้วการบ้านหล่ะ ”
“ หง่ะ ”
เคนเนธยังคงว่าอย่างร่าเริง แต่พอถูกชินท้วงเรื่องการบ้านเข้าให้ เคนเนธก็ทำหน้าเหมือนกับเพิ่งนึกเรื่องสำคัญออก
“ ทะทะ ทำไงดีฟะเนี่ย… งานของอาจารย์เนลสุดโหดซะด้วย ” เคนเนธทำสีหน้าเศร้าสร้อย หากเขาเป็นเด็กผู้หญิง นั่นก็เป็นท่าทางที่อยากจะเข้าไปปลอบ แต่พอเป็นผู้ชายมันกลับดูน่าหงุดหงิดแทน
ลืมสนิทเลยสินะหมอนี่… ชินคิดอย่างระอา แต่กระนั้นก็ยังส่งงานที่ว่าให้เคนเนธทางโฮโลวอชอยู่ดี
“ นะ นายนี่มันพระผู้ช่วยชัดๆ ขอบคุณมากนะชิน!!! ” เคนเนธร้องตะโกนด้วยความดีใจทั้งน้ำตาก่อนจะพุ่งเข้ามากอดชิน แต่ชินก็ใช้มือยันหน้าเขาไว้ได้ก่อน
“ ไม่ต้องเลยเฟ้ย ”
ชินว่าแบบนั้นแล้วก็ถอนหายใจ แต่ดูเหมือนความร่าเริงของเคนเนธจะไม่มีที่สิ้นสุดเพราะเขายังคงกะจะเข้ามากอดอยู่ นั่นเป็นตอนที่เกวนเข้ามาในห้องแล้วเดินผ่านทั้งสองคนพอดี
“ พวกนายร่าเริงกันแต่เช้าเลยนะเนี่ย ” เกวนทักทายแบบนั้นทั้งห้องก็หันเหความสนใจมาทางเธอ
แม้จะไม่เท่ากับเหล่าเอลฟ์ แต่เกวนก็นับได้ว่าเป็นสาวงามอยู่ แถมยังเข้ากันได้ดีกับทุกคนในห้อง นั่นจึงเป็นปฏิกิริยาปกติของเพื่อนๆที่มีต่อเธอ
“ อย่าไปรบกวนชินสิ เคนเนธนี่หล่ะก็ ”
คำพูดสั้นๆของเธอทำให้เคนเนธผละออกจากชินอย่างหงอยๆ
เป็นหมารึไงฟะเจ้าหมอนี่… ชินคิดแบบนั้นแต่ไม่ได้พูดออกไป เพราะแน่นอนว่ามันเสียมารยาทสุดๆ
“ อรุณสวัสดิ์เกวน ”
“ อื้ม อรุณสวัสดิ์นะชิน! ”
ชินกับเกวนทักทายกันอย่างเป็นธรรมชาติด้วยรอยยิ้มดังเช่นทุกที…
…เสมือนว่าเรื่องเมื่อวานไม่ได้เกิดขึ้น
❖❖❖❖❖
การเรียนในตอนเช้าและบ่ายผ่านไปอย่างสงบสุขดังเช่นทุกที
สายลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง เที่ยงวันที่ร่วมโต๊ะอาหารกันหลายคนรวมเคนเนธกับเกวน ตอนเย็นที่เป็นเวรทำความสะอาด หากไม่นับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับโอลิเวีย ที่นี่คือที่ที่ชินรู้สึกสบายใจที่สุดเพราะมันคล้ายกับจะเติมเต็มช่องว่างในจิตใจของเขาได้
เช่นไรก็ตาม แม้ดวงตะวันจะเจิดจ้า แต่ความมืดมิดยามราตรีจะมาเยือนเป็นของคู่กันเสมอ
หลังจากที่เลิกเรียน ชินแอบเดินเข้าไปกระซิบบางอย่างกับเกวนเพื่อเปลี่ยนสถานที่นัดพบตามกำหนดการที่ว่า เวลา 18.30 น. ของวันนี้จะต้องนัดพบกันเพื่อวางแผนในการบุกยึดดินแดนเสียใหม่ เพราะชินมีส่วนทำให้แผนของอัลเฟรดคลาดเคลื่อน
ด้วยเหตุนั้น สถานที่นัดพบจึงเปลี่ยนจากตึกร้างเมื่อวานเป็นเซฟเฮาส์หลังหนึ่งของชิน ซึ่งก็คือฐานลับใต้โรงงานร้างแห่งเดียวกับที่ชินไปมาล่าสุด
❖❖❖❖❖
หลังจากเวลานัดมาถึง เหล่าเพื่อนพ้อง?ใหม่ก็ถูกต้อนรับให้เข้ามาอยู่ในห้องเตรียมการ ที่ซึ่งมีโต๊ะใหญ่ตรงกลางไว้วางแผน รายล้อมด้วยแผนที่โฮโลแกรม อาวุธและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
อัลเฟรด ไดอา หมิงเซียน ริวและเกวนที่เป็นคนนำทางมายังฐานลับแห่งนี้ค่อยๆถอดหน้ากากตัวเองออก พร้อมกับมองไปรอบห้องด้วยความตกตะลึง
“ โอ้ว นี่มันโคตรเจ๋งเลยนี่หว่า ” ริวทำตาราวเป็นประกายเมื่อมองไปรอบๆห้อง
“ มีของดีเต็มไปหมดเลยนะคะ… ต้องบอกว่าสมแล้วที่เป็น Angry Crown ”
แม้แต่หมิงเซียนที่ไม่ค่อยพูดมากเท่าไหร่นักยังเอ่ยปากชม รวมถึงคนอื่นที่ไม่ได้เอ่ยปากตรงๆอย่างอัลเฟรด ไดอาหรือเกวนเองก็คงคิดแบบเดียวกันอยู่
“ สมเป็นท่านชินเลยครับ ”
แต่ดูเหมือนสายตาของอัลเฟรดจะมีนัยยะยิ่งกว่าคนอื่น เขาพูดแบบนั้นพลางมองมาทางชินด้วยสายตาชื่นชมแต่เป็นคนละแง่กับคนที่เหลือ เพราะมันดูคมกว่าคนอื่นนัก
อนึ่ง สาเหตุที่ชินเชิญพวกเขามายังฐานลับนั้นมีสองสาเหตุ… อย่างแรกคือเพื่อโอ้อวด เขาทำเพื่อแสดงอำนาจและกำลังทรัพย์ที่ตนมีในครอบครอง เป็นการข่มขู่เพื่อสร้างความกดดันทางจิตวิทยาอย่างนึง และนั่นจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับชินไปด้วยในตัว
และอย่างที่สองก็คือ… แม้จะยังเชื่อใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อีกฝ่ายก็เป็นพวกพ้อง การมีฐานลับที่ปลอดภัยในการวางแผนงานเป็นสิ่งจำเป็น ยกตัวอย่างเช่นตึกร้างครั้งก่อนนั้น หากว่ากันตามตรงเป็นสถานที่เสี่ยงต่อการถูกดักฟังไม่น้อย การประชุมในที่ปิดแบบนี้จึงปลอดภัยกว่าหรือปลอดภัยที่สุด
“ น้ำชาค่ะมาสเตอร์ ”
“ ขอบใจ ”
ในระหว่างที่พวกอัลเฟรดกำลังตกตะลึงกัน ชินก็นั่งลงตรงหัวโต๊ะ พร้อมกับชาที่นำมาเสิร์ฟโดยโอลิเวียในชุดออกปฏิบัติการณ์
ทางอัลเฟรดเองก็นั่งเก้าอี้ที่ชินเตรียมไว้ให้แล้ว เช่นเดียวกับทุกคนที่ค่อยปรับอารมณ์เป็นจริงจัง
“ อัลเฟรด ฉันมีคำถาม ”
“ เรื่องอะไรเหรอครับ? ”
ชินเริ่มเปิดประเด็นก่อนหลังจากจิบชา นั่นเป็นตอนที่ทุกคนนั่งกันหมดแล้ว รวมถึงโอลิเวียเองก็นั่งข้างๆชินเช่นกัน
อัลเฟรดนั่งขนาบข้างชินตรงหัวโต๊ะเช่นเดียวกับโอลิเวีย ตามด้วยไดอาและริวที่นั่งข้างโต๊ะ ส่วนถัดจากโอลิเวียซึ่งนั่งอยู่มุมโต๊ะคือไดอาและเกวนตามลำดับ
“ ฉันขอถามในกรณีที่ผู้นำไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์นะ ”
“ แต่ก็เป็นไปตามที่ท่านคิดแหล่ะครับ… เหล่าผู้นำของแต่ละเขตประเทศไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์แม้แต่น้อย เพราะจะว่าไปแล้ว ใช่ว่า “ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำ” จะเป็น “ผู้นำ” เสมอไปนี่นะครับ ”
ชินได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจได้ในทันที พร้อมกับตระหนักถึงสิ่งที่เรียกว่า นิยามความเหมาะสมที่โลกใบนี้น่าจะใช้เลือกผู้นำไปในตัว
อุดมการณ์และความสามารถ หากกล่าวถึงโดยรวมต้องมีสองสิ่งนี้เป็นตัวแปรหลักในคุณสมบัติของผู้นำอย่างแน่นอน ทว่าในสังคมการเมืองปัจจุบัน ไม่สิ… จะอดีตหรืออนาคตก็ตาม การมีสองสิ่งนี้ในตัว เป็นดั่งโซ่ตรวนที่จำกัดกรอบการกระทำ และจะทำให้การเอาตัวรอดในโลกที่ต้องแก่งแย่งชิงอำนาจเป็นไปได้ยาก
ด้วยเหตุนั้น หากกล่าวในอีกแง่นึง จึงไม่ใช่ “ผู้นำ” ทุกคนที่ควรค่าแก่การถูกเคารพ นั่นคือประเด็นหนึ่งที่น่าให้ขบคิด
“ แต่ถ้างั้นเรื่องมันก็แปลกไปหน่อย… ถ้าเป็นแบบนั้นศึกชิงแดนมันก็เหมือนเป็นการละเล่นแค่ในนามหน่ะสิ ถึงจะได้สิทธิครองโลก แต่ไม่ได้สิทธิปกครองเบ็ดเสร็จเหมือนกับผู้นำอย่างประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี แล้วจะต่อสู้ไปทำไมกันหล่ะ? ”
กับคำถามของชินทำให้อัลเฟรดที่อยู่ใกล้ๆผุดยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง
“ เรื่องนี้มันค่อนข้างซับซ้อนหน่ะครับ แต่ถ้าจะให้จำกัดความด้วยคำง่ายๆก็คงเป็น… “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” หล่ะนะครับ ”
“ … ” คำอธิบายที่คลุมเครือทำให้ชินจ้องอัลเฟรดไม่วางตา แต่เขาก็ไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใด
อัลเฟรดดันแว่น ก่อนจะเปิดปากอธิบายต่อ
“ อย่างที่เคยอธิบายไปก่อนหน้านี้ครับ ว่าเป็นเพราะราชาของพวกเรา ท่านเอลานอร์ได้เปลี่ยนโครงสร้างการปกครองให้แต่ละเขตปกครองตัวเองแม้จะไม่มีผู้ถือครองตราราชันย์ นั่นถึงทำให้อำนาจในทางปฏิบัติของตราราชันย์ลดลงมาก… หากว่ากันแค่ผลลัพธ์ ผมว่าในจุดนี้ท่านเอลานอร์ก็ทำสำเร็จหล่ะนะครับ ”
“ ก็ดูท่าจะเป็นอย่างงั้น ”
ชินตอบแบบหน่ายๆนิดหน่อย แต่ก็เริ่มชินกับการเกริ่นเกินความจำเป็นของชายคนนี้แล้ว เลยไม่ได้ว่าอะไร อัลเฟรดจึงพูดต่อในทันที
“ เพราะงั้นสภาพการณ์ในตอนนี้เลยกลายเป็นฉากหน้ามีผู้นำเขตประเทศปกครองตัวเอง ส่วนเบื้องหลังจะถูกคุมโดยผู้ปกครองที่มีตราราชันย์แทนยังไงหล่ะครับ ”
กลายเป็นรัฐบาลนอมินีจริงๆหล่ะสินะ
ชินคิดเช่นนั้นอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจนัก เพราะมันก็ตรงกับสิ่งที่สันนิษฐานไว้ก่อนถาม
“ แม้ขอบเขตที่ทำได้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่เพราะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องด้วยจากการยึดครองเขตประเทศอื่น เหล่าผู้นำจึงต้องทำตามตราราชันย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีผลต่างทางด้านผลประโยชน์เล็กน้อย แต่โดยรวมก็เป็นความสัมพันธ์แบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าครับ ”
“ นายด้วยเหรอ? ”
พอถูกชินถามจี้จุดไปแบบนั้น อัลเฟรดก็ผุดยิ้มออกมาอีกอย่างไร้ความเกรงกลัว
บางทีก็ไม่รู้เลยแฮะว่าหมอนี่คิดอะไรอยู่… ชินคิด
“ ในตอนนี้ผมปกครองอยู่เพียง 2 เขตประเทศเท่านั้น นั่นคือเขต 66 และเขต 60 ครับ… ยังไงก็ตามพวกเขาก็ยังฟังคำสั่งผมอยู่แม้ผลประโยชน์ที่ได้จากการรวมกลุ่มสองประเทศจะยังไม่มากก็ตาม ”
“ …ผลต่างเล็กน้อยสินะ ”
ชินพูดราวประชดประชัน แต่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่ในห้องจะตามสองคนนี้ไม่ทัน ยกเว้นโอลิเวียคนเดียวที่เข้าใจ
แม้อัลเฟรดจะบอกว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงร่วมมือระหว่างผู้นำกับผู้ครองตราราชันย์ก็ตาม แต่กระนั้นผลประโยชน์ที่จะได้จากตัวตราราชันย์เอง หากว่ากันตามตรงแล้วมันแทบไม่มีเลย แถมประเทศที่อยู่ใต้ปกครองบางครั้งหากเป็นประเทศคู่แข่งหรือเป็นอริกัน เช่นไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายในใดๆได้
กล่าวคือไม่ว่าจะเกิดผลดีหรือผลเสียจากการได้ดินแดนเพิ่ม ตราราชันย์ก็ไม่ได้เสียผลประโยชน์เลยแม้แต่นิดเดียว
“ แหมๆ มันก็ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียวนะครับ… อย่างน้อยตอนมีปัญหา คนที่คอยไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ให้ลงตัวโดยไม่ให้เกิดเรื่องก็ผมนี่แหล่ะครับ ”
“ ถ้าเป็นในแง่นั้นก็ค่อยมีประโยชน์ขึ้นหน่อย ”
ชินพยักหน้ารับเล็กๆกับคำอธิบายที่เหมือนข้อแก้ตัวของอัลเฟรด
หากว่ากันตามตรง ผู้ปกครองดินแดนหรือราชันย์นั้นนับได้ว่าเป็นบุคคลอาวุโสที่ประเทศสมาชิกต้องเชื่อฟังอย่างเลี่ยงไม่ได้
หากพูดถึงเรื่องคุณสมบัติที่โลกใบนี้เลือกมาเป็นผู้มีสิทธิครองบัลลังก์… คิดว่าเจ้าหมอนี่หรือใครก็ตามที่มีตราราชันย์น่าจะไกล่เกลี่ยได้อย่างเป็นธรรม
และต่อให้ไม่คิดถึงเรื่องคุณสมบัติดังกล่าว ยังไงเรื่องที่ต้องไกล่เกลี่ยอย่างเป็นธรรมก็เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเหตุการณ์ผู้นำทรยศไปพึ่งราชันย์คนอื่นเอาก็ได้
เพราะงั้นถ้าว่ากันในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การมีผู้อาวุโสคอยเป็นตัวกลางให้ก็นับว่ามีประโยชน์ในระดับนึง
แต่ก็อย่างว่าแหล่ะนะ… ยังไงมันก็เป็นผลประโยชน์ที่เรียกไม่ได้หรอกว่าเป็น “ผลต่างเล็กน้อย”
แป๊ะ!
“ นี่ๆ ฉันว่าเรามาเริ่มวางแผนได้แล้วมั้ง ”
เสียงปรบมือเข้าด้วยกันของไดอาทำให้ชินที่กำลังครุ่นคิดหันกลับมาสนใจวงสนทนา
ทางชินนั้นแค่สนใจโครงสร้างในปัจจุบันเท่านั้น หากว่ากันตามตรง ชินลืมไปเสียแล้วว่าตัวเองกำลังจะต้องประชุมแผนการยึดดินแดนกับคนเหล่านี้
“ นั่นสินะครับ เพราะจะว่าไปมันก็เป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนกัน ” อัลเฟรดว่าแบบนั้น ก่อนจะเคาะโต๊ะเพื่อแสดงแผนที่บริเวณเขตประเทศรอบๆ เขตที่ 66 ที่ซึ่งพวกเขากำลังอยู่
อนึ่ง ในส่วนวิธีการใช้ ชินสอนเขาก่อนหน้าจะประชุมแล้ว
นั่นทำให้สายตาของทั้งกลุ่มจับจ้องไปยังกลางโต๊ะ
“ เป้าหมายปัจจุบันของเราคือเขตประเทศที่ 62 ครับ ”
“ อินโดนีเซียงั้นสินะ ”
“ ใช่แล้วครับ ” อัลเฟรดว่าพลางมาร์คตำแหน่งเป้าหมายตามที่เอ่ย
“ เพราะว่าเขตที่ 60 กับ 62 มีบางส่วนที่เป็นเขตแดนติดกัน คิดว่าทางนั้นคงวางกำลังไม่ให้บุกรุกได้ง่ายๆ เพราะงั้นพวกเราเลยใช้แผนการเบนความสนใจ นั่นคือการจู่โจมเขตที่ 84 ซึ่งเป็นเขตของคนอื่น เพื่อให้เขาคิดว่าเราวุ่นอยู่กับการโจมตีของทางนั้นอยู่ ”
“ เพื่อให้มันการรักษาความปลอดภัยลงสินะ แต่ว่าแบบนั้นมันก็เข้าทางอีกฝ่ายด้วยไม่ใช่เหรอ? อีกฝ่ายอาจคิดว่าเป็นโอกาสในการโจมตีเราเพราะมัวแต่เน้นโจมตีอีกที่ก็ได้ ”
“ เป็นคำถามที่ดีครับ นั่นทำให้ผมนึกเรื่องสำคัญที่ลืมบอกกับคุณไป ”
กับคำถามจี้จุดของชิน อัลเฟรดกลับยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่คำตอบที่ออกมากลับทำให้ชินยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
“ นี่ไม่เหมือนสงคราม เพราะเป็นศึกของคนกลุ่มน้อย ดังนั้นในแต่ละศึกมันจึงไม่ใช่ศึกสองทางครับ ”
“ …เข้าใจหล่ะ ”
ตอนนี้ทุกประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ทุกประเทศต้องการจะยึดทุกประเทศมาไว้ในมือ
ดังนั้นโอกาสที่จะมีหลายประเทศเข้าบุกยึดสถานที่เดียวพร้อมกันย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก
ดังนั้นหากไม่มีเป้าหมายในการโจมตีที่จะหวังผลได้ การเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็นจึงเป็นเรื่องโง่เขลา
และจากที่พูดแบบนั้น อัลเฟรด… หมอนี่คงคำนวณแล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่มีกองกำลังพอในการบุกที่เหลือ นั่นอาจเป็นตัวแปรนึงที่ทำให้คิดแผนนี้ขึ้น
ถ้าไม่ใช่แบบนั้นก็มีเหตุผลอื่นที่ไม่มีเวลามากังวลกับประเทศที่อัลเฟรดกำลังปกครอง
ในความหมายก็คือ อาจมีศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าอัลเฟรดกำลังจ้องเล่นงานอยู่เลยไม่มีเวลาสนใจก็เป็นไปได้
เพราะงั้น… ตอนนี้ศัตรูแท้จริงก็คงกำลังคิดว่าอัลเฟรดกำลังคิดจะยึดเขตที่ 84 ซึ่งเป็นสมาชิกของเขตใหญ่
นั่นทำให้คิดว่าอัลเฟรดกำลังรับมือปัญหาใหญ่กว่าตัวเอง จึงไม่น่าจะบุกตัวเองในเร็วๆนี้ จึงหันไปป้องกันศึกทางอื่นแทน
“ เราทำการบุกยึดเขตที่ 84 มาตลอด 2 สัปดาห์แล้วครับ ซึ่งเวลาราวๆนี้นี่แหล่ะคือศึกตัดสินที่จะยึดอินโดนีเซียได้ตามแผน ”
“ แต่ฉันก็ดันชนะผู้ปกครองเขตได้ก่อนสินะ ”
“ ถูกต้องตามนั้นเลยครับ ”
อัลเฟรดว่าแบบนั้นพลางยิ้มแหยๆราวกับเป็นตัวแทนของคนในกลุ่ม เพราะคนอื่นนอกจากเขาทำหน้าลำบากใจกันออกมา
“ ข่าวสารวงในหน่ะไปเร็วมากครับ ป่านนี้พวกนั้นคงรู้แล้วว่า Angry Crown โค่นผู้ปกครองเขตที่ 84 ได้… ”
“ พอจะคาดเดาการกระทำของศัตรูได้ไหม ”
กับคำถามของชิน อัลเฟรดก็ทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะดันแว่น
“ เรื่องนั้นก็ขึ้นอยู่กับความคิดอีกฝ่ายครับ ว่าเขาจะคิดว่า Angry Crown อยู่ฝ่ายเดียวกับผมหรือไม่ ”
“ งั้นก็จบกัน ”
ชินว่าพลางถอนหายใจ แต่อัลเฟรดยังไม่หยุดเท่านั้น เขาซูมไปยังจุดอื่น ดูเหมือนจะเป็นประเทศออสเตรเลียที่อยู่ถัดไปจากอินโดนีเซียที่เป็นเป้าหมาย
“ มีข่าววงในบอกมาครับ ว่าวันนี้รัสเซียจะยึดออสเตรเลีย ซึ่งมีผู้ปกครองคนเดียวกับอินโดนีเซีย ”
คำพูดของอัลเฟรดทำให้สีหน้าของทุกคนดีขึ้น นั่นเพราะทุกคนเข้าใจเจตนาของอัลเฟรดในทันที นั่นรวมถึงชินกับโอลิเวียด้วย(แม้ทั้งสองคนจะไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเป็นพิเศษก็ตาม)
“ ข่าวมีความเชื่อถือเพราะมาจากสายของผม ดังนั้นโอกาสที่จะยึดอินโดนีเซียได้อาจมีแค่วันนี้แล้วก็ได้ ”
“ เข้าใจหล่ะ ”
ชินพยักหน้าราวกับยอมรับแผน แน่นอนว่าชินยอมรับในกรณีที่ว่าข่าวสารที่ได้รับมาเป็นความจริง
แต่สำหรับชิน นี่ก็เป็นการประเมินสถานการณ์อีกทางเช่นกัน ว่าชายชื่ออัลเฟรดจะมีความสามารถมากพอให้ร่วมมือได้หรือไม่
“ จะได้ลุยแล้วสินะ ” ริวกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพลางชกหมัดทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างเร่าร้อน
“ พวกมิวจะปลอยภัยไหมนะ ” ต่างกับทางเกวน เธอพูดชื่อที่น่าจะเป็นสหายซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองมาเลเซียอยู่
ก็สมกับเป็นเธอดีหล่ะนะ… ชินคิด
“ ถ้าเช่นนั้น ก่อนที่คืนนี้จะจบลง เรามายึดอินโดนีเซียให้ได้กันเถอะครับทุกคน ”
“ “ “ โอ้! ” ” ”
อัลเฟรดออกคำสั่งง่ายๆราวกับกำลังเล่นเกมจำลองสงคราม แต่กระนั้นริว ไดอาและเกวนก็ยังตอบกลับอย่างเร่าร้อนและไร้ข้อกังขา ราวจิตต่อสู้ถูกกระตุ้นด้วยคำพูดเพียงแค่นั้น
หากนับในแง่ความน่าเชื่อถือ อัลเฟรดอาจมีความเป็นผู้นำในระดับนึง เพราะนั่นก็ถึงขนาดรวมกำลังใจของคนในกลุ่มได้ในเวลาอันสั้น
แต่เรื่องที่ศึกใหญ่มาถึงเร็วกว่าที่คิดนั้นเป็นเรื่องจริง ทุกคนจึงลุกขึ้นในทันทีเพื่อเตรียมตัว
ทว่า… ก่อนหน้าที่จะได้เริ่มเคลื่อนไหว กำแพงทั้งสามทิศก็ปรากฏภาพโฮโลแกรมแจ้งเตือนในพริบตา เป็นคำพูดแจ้งเตือนสุดคลาสสิคอย่าง “Caution!”
และในส่วนของโฮโลแกรมด้านที่ติดอยู่กับกำแพงด้านหลังของชิน ปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิด 4 ตัว เป็นกลุ่มคนสวมชุดเกราะจำนวนหลายสิบคน พร้อมด้วยอาวุธปืนกลราวกับจะมาทำสงคราม ซึ่งสถานที่ที่ปรากฏภาพนั้นก็ไม่ใช่ที่ไหน หากแต่เป็นสถานที่รอบๆโรงงานร้างแห้งนี้
“ รู้ตัวแล้วเหรอ ” ชินพูดเช่นนั้นด้วยน้ำเสียงกังวลพลางขมวดคิ้วแน่น
“ เอ๊ะ อะไร? เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ”
ราวกับเป็นตัวแทนของทุกคน เกวนมองไปรอบๆด้วยความตกใจ แต่ดูเหมือนเธอเองก็ไม่ได้เสียความเยือกเย็นเกินจำเป็นเช่นกัน
“ พวกนั้นคือหน่วยรบพิเศษที่ขึ้นตรงกับ URI ค่ะ ดูเหมือน UR จะตามล่าเรามานานพอสมควรแล้ว ” โอลิเวียว่าแบบนั้นในขณะที่ดีดตัวยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับชิน ในขณะที่อธิบายไปด้วยเธอก็เริ่มสวมอุปกรณ์ต่างๆที่อยู่ในห้องเป็นชุดพร้อมออกรบ
“ หน่วยรบพิเศษที่ประกอบขึ้นจากอดีตสมาชิกหน่วยคอมมานโด สเปซนาซและอื่นๆ ใช้ในจุดประสงค์อย่างเดียวคือจับตายเป้าหมายที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง หากนับแค่การรบแบบบุคคลที่ไม่เน้นทำลายล้างเป้าหมายอย่างหน่วย RC-Force แต่เน้นการจู่โจมระยะประชิดจนถึงระยะกลางหน่วยนี้ก็เป็นหน่วยที่แข็งแกร่งที่สุดค่ะ ”
ความกระตือรือร้นของโอลิเวียและชินกระตุ้นให้ทั้งกลุ่มสวมกลับมาสวมหน้ากากตามไปด้วย
“ Judgement Special Force นั่นแหล่ะชื่อของพวกมัน ”
ชินเป็นคนแรกที่แต่งกายเสร็จสิ้น รูปลักษณ์ภายนอกที่สวมหน้ากากตัวตลกพิโรธสะกดสายตาของทุกคนในกลุ่มยกเว้นโอลิเวียที่ถูกสะกดคนละความหมาย
“ เห็นกี่ทีก็ยังไม่อยากเชื่อเลยนะว่าชินจะเป็น Angry Crown ไปได้ ” เกวนเดินเข้ามาหลังจากที่สวมหน้ากากกระต่ายสีขาวเสร็จแล้ว
“ ผิดหวังเหรอ? ” ชินถามด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น หลังจากถูกแปลงเสียงด้วยอุปกรณ์ของหน้ากาก มันยิ่งดูออกยากไปอีก
“ ไม่เลยซักนิด แค่แปลกใจเฉยๆเอง ” เกวนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนละมุล ดูเหมือนเธอจะแอบดีใจด้วยซ้ำไป
เป็นความดีใจในแง่ที่ว่า “รู้ความลับสุดยอดของผู้ชายที่ตัวเองสนใจเข้าซะแล้ว” แต่แน่นอนว่าชินไม่อาจรู้ได้
“ งั้นเหรอ ”
ชินตอบกลับด้วยน้ำเสียงค่อนไปทางแปลกใจเสียมากกว่า
“ มาสเตอร์ เอายังไงต่อดีคะ ” โอลิเวียขยับเข้ามาใกล้จนตัวแทบจะแนบชิด แต่เพราะส่วนสูงที่ต่างกันเลยดูเหมือนออดอ้อนเสียมากกว่า แม้จะเป็นในเวลาแบบนี้ก็ตาม
และแน่นอน ชินเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมโอลิเวียถึงเข้าประชิดอย่างจงใจเอาตอนหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้
แถมพวกอัลเฟรดยังทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องราวกับจะแกล้งกัน ทำเอาชินอดสงสัยไม่ได้
ทว่าในตอนนี้ มีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการก่อน
“ นี่เป็นปัญหาของฉัน… ฉันจะจัดการพวกนั้นเองคนเดียว ” ชินว่าพลางกระชับถุงมือขวาของตัวเองด้วยมือซ้าย
ชินที่พูดแบบนั้นด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์แลสงบนิ่ง สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนในห้องจนสีหน้าเปลี่ยนไป
ยกเว้นโอลิเวียที่รู้อยู่แล้ว… กระนั้นสายตาภายใต้หน้ากากของเธอกลับเต็มไปด้วยความเป็นห่วงมากยิ่งกว่าใคร
❖❖❖❖❖
Facebook Page : https://www.facebook.com/HatthAnant
Chapters
Comments
- ตอนที่ 47 มิถุนายน 19, 2022
- ตอนที่ 46: การประลองแบบตัวต่อตัว พฤษภาคม 7, 2022
- ตอนที่ 45: เพื่อนร่วมฝึกงาน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 44: วิธีสร้างข้อผูกมัด มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 43: ข้อเสนอที่น่าลำบากใจ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 42: สิ่งที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว (เริ่มบทที่ 2) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 41: ตัวจริงเบื้องหลังเรื่องราว (จบบทที่ 1) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 40: ผลตัดสินศึกสุดอลหม่าน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 39: ศึกตัดสินอันอลหม่าน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 38: การต่อสู้ของลูกผู้หญิง มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 37: อดีตของจิน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 36: แองกริคราวน์ผู้ถูกไล่ล่า มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 35: สถานการณ์ที่เริ่มผิดปกติ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 34: เริ่มต้นทัศนศึกษา มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 33: การโหวตเลือก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 32: ความเข้าใจผิด มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 31: เบาะแสแรก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 30: ปณิธานของชงหยวน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 29: ไฟสุมขอนยังคงร้อนอยู่ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 28: คาบเรียนพิเศษ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 27: การต่อสู้ระหว่างราชา มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 26: กำลังเสริมของทั้งสองฟาก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 25: ยุทธการสายฟ้าแลบ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 24: คณะกรรมการจัดงาน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 23: ความลังเล มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 22: คู่หมั้นอันตราย มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 21: นักเรียนใหม่ (เริ่มบทที่ 1) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 20 : ก่อนรุ่งสางของคืนวันที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล (จบ Prologue) มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 19: Overlord มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 18: ผีดูดเลือดผู้คลุ้มคลั่งจากโลหิต มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 17: แองกริคราวน์หลั่งเลือด มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 16: วลาดจอมเสียบ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 15: ข่าวร้ายกลายเป็นจริง มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 14: ผู้(ถูก)พิพากษา มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 13: เป้าหมายแรก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 12: ความเป็นจริงที่ค่อยๆที่ถูกแง้มให้เห็น ตอนจบ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 11: ความเป็นจริงที่ค่อยๆที่ถูกแง้มให้เห็น ตอนกลาง มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 10: ความเป็นจริงที่ค่อยๆที่ถูกแง้มให้เห็น ตอนแรก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 9: เค้าลางก่อนพายุ มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 8: ตกกระไดพลอยโจน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 7: เขตที่ 84 มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 6: ฝันกลางวัน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 5: ยามเช้าดังเช่นทุกวัน มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 4: ระเบิดกัมปนาท มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 3: เส้นแบ่งของโลก มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 2: ชีวิตประจำวันที่ควรจะเป็น มีนาคม 13, 2022
- ตอนที่ 1: ยามเช้าแสนธรรมดาดังเช่นทุกวัน มีนาคม 13, 2022
MANGA DISCUSSION