เกวน… โกหกน่า
หลังจากที่กลุ่มคนอันเป็นปริศนาซึ่งส่งจดหมายเชิงข่มขู่มายังชินได้เริ่มการเปิดเผยตัวตน สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อตัวจริงของหญิงสาวที่สวมหน้ากากกระต่ายสีขาวกลับกลายเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขาไปเสีย ทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนของชินอีกต่างหาก
ทั้งที่คิดว่าวันนี้จะไม่มีอะไรให้ตกใจไปมากกว่านี้ได้แล้วซะอีก… ชินคิดราวกับบ่นอุบอยู่ในใจ ในขณะที่สังเกตท่าทีของเกวน
เกวนที่ยืนเยื้องขวาของกลุ่ม 5 คน และอยู่ซ้ายสุดจากมุมของชิน มือขวาที่ถูกทิ้งอย่างอ่อนแรงถูกมือซ้ายเอื้อมจับราวกับต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไปจากชิน ส่วนทางชินมองเห็นจากตรงที่เขายืนอยู่ได้เลยว่ามือของเกวนกำลังสั่น สายตาของเธอเองก็หลบชินอยู่
เป็นท่าทางของคนที่รู้สึกผิด? หรือว่าแค่กังวลว่าถูกรู้ความลับเข้า? จนถึงตรงนี้ชินก็ไม่อาจชี้ชัดได้
“ จะว่าไป เกวนกับคุณชินเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันสินะครับ บังเอิญจังเลยเนอะ ” หนุ่มแว่น… อัลเฟรดยิ้มพลางมองสลับระหว่างเกวนกับชิน นั่นทำให้ชินหรี่ตามองอัลเฟรดกลับด้วยความสงสัย ทว่าทางเกวนกลับหลุบตามองลงต่ำยิ่งกว่าเดิม
“ งั้นก่อนอื่น ผมคงจะต้องขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการก่อนนะครับ ”
อัลเฟรดว่าก่อนที่จะยืนขึ้นและโค้งคำนับให้ชินอย่างผู้ดีก่อนแนะนำตัว
“ อย่างที่ได้อธิบายไปก่อนหน้า… ผมอัลเฟรด รัสเซิล ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลขุนนางครับ ” อัลเฟรดว่าจบก็นั่งลงทันที เปิดโอกาสให้หญิงสาวผมบลอนด์ที่ยืนอยู่ทางขวาของเขาแนะนำตัวต่อ
“ สวัสดีค่ะ ฉันชื่อไดอาน่า โคแลนดร้า เรียกสั้นๆว่าไดอา ก็ได้นะ ”
สาวผมบลอนด์… ไดอาก้าวออกมาด้านหน้าเล็กน้อยพลางโบกมือให้ชินก่อนการแนะนำตัว ซึ่งเป็นมิตรและดูจริงใจกว่าอัลเฟรด บุคลิกภายนอกของเธอดูเป็นพี่สาวใจดี
“ ฉันชื่อหมิงเซียน ฝากตัวด้วย ”
ถัดมาคือผู้หญิงที่อยู่ทางซ้ายของอัลเฟรด เด็กสาวผมบ๊อบตัวเล็ก มองมาทางชินด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะแนะนำตัวสั้นๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นคนไม่ค่อยพูด
“ …ริว ”
เช่นเดียวกับชายอีกคนที่บุคลิกดูไม่น่าคบที่สุด และเป็นคนเดียวกับที่ใช้หอกโจมตีชินก่อนหน้านี้ ริว… ชายที่แนะนำตัวหลังมองชินด้วยสายตาหงุดหงิดไม่หาย
นั่นทำชินกับอัลเฟรดถอนหายใจออกมาพร้อมกันด้วยความเหนื่อยหน่ายโดยบังเอิญ
ส่วนคนสุดท้ายอย่างเกวน มือของเธอสั่นแรงมากขึ้นเรื่อยๆราวกับนักโทษที่รอการลงทัณฑ์อย่างหวาดกลัว แต่กระนั้นเธอก็ยังพยายามเปล่งเสียงออกมา
“ …ฉัน ”
“ ไม่เป็นไรหรอก ”
ชินที่เห็นแบบนั้นพยายามใช้น้ำเสียงให้ดูอ่อนโยนที่สุด พร้อมกับมองเกวนด้วยสายตาแบบที่เคยมองเธอมาตลอด… “สายตาที่มองคนทั่วไป”
แต่สำหรับเกวน สายตานั่นกำลังสื่อว่าแม้จะยังไม่ได้ปรับความเข้าใจให้ถูกต้อง แต่ชินก็ไม่ถือโทษโกรธเคืองเธอ นั่นทำเกวนใจชื้นขึ้นเยอะ
“ ทางฉัน พวกนายคงจะรู้อยู่แล้ว แต่ก็จะขอแนะนำตัวอีกรอบ… ชินยะ นัวรอย ” ชินว่าพร้อมกับมองไปยังจุดที่อัลเฟรดนั่งอยู่
สายตาบ่งบอกทางอ้อมว่า ตอนนี้ได้ฤกษ์ที่จะบอกสาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เพื่อยืมมือชินเสียที
ทว่าก่อนหน้านั้น…
“ แต่ว่าก่อนหน้านั้น… ”
เสียงของหญิงสาวอีกคนดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังของชิน ทำเอาพวกอัลเฟรดตั้งท่าพร้อมรบอีกครั้ง
แต่พอเธอเดินลอดออกมาจากเงาของตึก มายืนเคียงกับชิน พวกเขาก็คลายความกังวลลงเล็กน้อย เพราะที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาคือ หญิงสาวเอลฟ์ผู้มีเรือนผมสีเงินสะท้อนแสงจันทร์
“ ขออภัยที่แนะนำตัวช้านะคะ เจ้าพวกคนไร้มารยาททั้งหลาย… ดิฉันโอลิเวีย ลาสฟอร์เทรส คู่หูและข้ารับใช้ของชินค่ะ ”
โอลิเวียที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเริ่มแนะนำตัว พร้อมกับมองพวกอัลเฟรดด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สายตานั่นรุนแรงเสียยิ่งกว่าชินเสียอีก เพราะมันถึงกับทำให้พวกอัลเฟรดทุกคนกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว
ในอีกทางนึง… ชินที่เห็นการปรากฏตัวของโอลิเวียจากด้านข้างก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาทันที
“ ตามมาตั้งแต่แรกงั้นเหรอ ”
“ …ขออภัยที่ขัดเจตนาดีของคุณนะคะชิน แต่ยังไงดิฉันคงปล่อยให้คุณไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ ”
โอลิเวียตอบกลับน้ำเสียงกึ่งหงุดหงิดของชินไปตามปกติ น้ำเสียงของเธอบ่งบอกมาทางชินว่าการช่วยเหลือทุกอย่างข้างกายของชินเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ?
แต่สำหรับชิน… เขาอุตส่าห์ตั้งใจมาที่นี่คนเดียว เพราะไม่อยากดึงโอลิเวียมายังจุดที่เป็นอันตราย และไม่รู้ว่าสภาพการณ์ในอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร
แต่สุดท้าย… ดูเหมือนยัยนี่จะอยากเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันมากกว่าสินะ
ตามไม่ทันจริงๆด้วยแฮะให้ตายสิ
ชินยิ้มแห้งๆและยอมรับความซับซ้อนทางความคิดของโอลิเวีย รวมถึงความสามารถในการพรางตัวของเธอไปพร้อมกัน
“ ถึงจะน่าตกใจไปหน่อย… แต่แบบนี้ก็ง่ายกับการอธิบายไปอีกแบบหล่ะนะครับ ”
ทางอัลเฟรดเปลี่ยนสีหน้าอีกครั้งในพริบตา ดูเหมือนควาสมามารถในการควบคุมอารมณ์ตัวเองของเขาจะสูงพอตัว ไม่นานนัก สายตาของเขาก็เริ่มกลับมาแสดงถึงความมั่นใจอีกครั้ง
“ จะง่ายหรือไม่ ทางเราจะเป็นคนตัดสินเอง ”
“ นั่นสินะครับ ”
กับคำตอบกลับแสนเย็นชาของชิน อัลเฟรดดันแว่นของตัวเองก่อนจะมองมาทางชินและโอลิเวียอีกครั้งด้วยสายตาไม่คิดอะไรมาก
“ งั้นก่อนอื่น ผมอยากจะขอเล่าเรื่องอะไรซักหน่อย ”
ก่อนจะเริ่มใส่อารมณ์ลงในน้ำเสียง บ่งบอกถึงความจริงจังของเรื่องที่จะพูด
“ เมื่อนานมาแล้ว… โลกใบนี้ได้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับสรรค์สร้างท้องทะเลและผืนดิน นอกจากนั้นยังสร้างเผ่าพันธุ์ทั้งหลายขึ้นมาประดับประดา จากสัตว์เซลล์เดียววิวัฒขึ้นมาเป็นสัตว์บก เรื่อยมาจนสุดท้ายก็ถือกำเนิดเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญาทั้งหลาย ผ่านเรื่องราวต่างๆ สร้างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของตัวเองไว้มากมายจนกลายเป็นดังทุกวันนี้ คิดว่าคุณก็คงทราบดีอยู่แล้ว เพราะนั่นเป็นเรื่องราวที่รู้กันของโลกใบนี้ ”
เล่าย้อนความยังกับนิทานเด็กแบบนี้ตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่?
ก็อยากจะขัดออกมาแบบนั้น แต่สำหรับอีกฝ่ายคงไม่มีเหตุผลที่จะทำแบบนั้นหรอก
ถ้าอัลเฟรดคนนี้ตั้งใจจะขอความช่วยเหลือจากเราจริง การพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับใจความคงมีแต่ผลเป็นลบ
ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจ… แต่ก็คงต้องฟังต่อไปเท่านั้น
ชินคิดแบบนั้นในขณะที่สังเกตอีกฝ่ายไม่เลิก แต่ทางโอลิเวียกลับหาวออกมาอย่างจงใจแม้ท่าทางที่ยกมือขึ้นป้องปากจะดูสูงศักดิ์ แต่ท่าทางแบบนั้นดูยังไงมันก็ยังเสียมารยาทอยู่ดี
และแน่นอนว่านั่นเป็นการจงใจ ทว่าอัลเฟรดไม่ได้สนใจ เขาเล่าต่อไปทันที แต่ด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้นไปอีก
“ แต่ว่าความจริง มันมีมากกว่านั้น… ในตอนที่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาถือกำเนิดขึ้น โลกใบนี้ไม่เพียงแค่อวยพรด้วยการมอบปัญญา แต่ยังมอบสิทธิ์การปกครองโลกให้กับมนุษย์บางส่วน ”
“ สิทธิ์การปกครอง ” ชินเผลอทวนคำพูดนั้นพร้อมกับขมวดคิ้วแน่นโดยไม่รู้ตัว
ในจุดนั้น ชินไม่ได้รู้เลยว่าที่ตัวเองรำพึงออกมาแบบนั้น เป็นเพราะว่าตัวเขาเองก็พอจะตระหนักถึงบางสิ่งมานานแล้วเช่นกัน
“ สิทธิ์ในการปกครองโลกจะปรากฏขึ้นกับผู้ที่เหมาะสม… ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้ปกครองผืนดินที่ถือกำเนิดจากโลก เป็นตัวแทนของโลกในการชี้นำเหล่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาไปในทางที่ถูกที่ควร พวกเขาถูกเลือกให้ปกครองในดินแดนใดดินแดนหนึ่ง เราเรียกพวกเขาเหล่านั้นว่า ผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ เป็นผู้ที่มีสิทธิขาดในการปกครองดินแดนอย่างแท้จริงเลยทีเดียว ”
ผู้มีสิทธิครองบัลลังก์? ไม่ใช่ผู้ครองบัลลังก์เหรอ?
ถ้าเชื่อตามที่หมอนี่พูดมา มันก็ฟังดูย้อนแย้งนิดหน่อย
เพราะหมอนี่บอกเองว่ามีสิทธิในการครองดินแดน มันก็ถือเป็นผู้ครองดินแดนไม่ใช่เหรอ?
แต่กลับใช้คำที่มีความหมายคล้ายกับ “ผู้ท้าชิง” แบบนั้น มันฟังดูแปลกๆพิกล
“ เหล่าตัวแทนในยุคแรกทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีเยี่ยม แต่คุณก็รู้… ปัญญามาพร้อมกับความกระหายและบาป พวกเขาหลายคนถูกโลภเข้าครอบงำ เมื่อมีอำนาจอยู่ในมือจึงอยากที่จะได้อำนาจมาครองมากขึ้นไปอีก พวกเขาจึงทำสงครามกัน แย่งชิงสิทธิปกครองดินแดน… ว่าง่ายๆก็คือการล่าอาณานิคมนั่นแหล่ะครับ ”
อัลเฟรดว่าพลางยิ้มแห้งๆ ไม่ทราบว่ามีความนัยอย่างไร แต่เขาก็เล่าต่อในทันที
“ สงครามที่ว่านั่นจบลงโดยเหลือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือ ผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ คนสุดท้าย… แล้วผลลัพธ์เป็นยังไงหน่ะเหรอครับ? ” อัลเฟรดเว้นช่วงก่อนจะเล่าต่อ มองมาทางชินและโอลิเวียราวกับหวังความตกตะลึงจากพวกเขา
“ ผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ ที่เหลือเป็นคนสุดท้ายนั่น… กลายเป็นผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวของโลก ใช่! เขาได้กลายเป็นราชาผู้ปกครองโลกทั้งใบยังไงหล่ะครับ ”
แต่ดูเหมือนอัลเฟรดจะต้องผิดหวัง เพราะทั้งสองคนไม่มีท่าทีตกตะลึงแม้แต่น้อย
คงคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อหล่ะสินะ อัลเฟรดแอบคิดเช่นนั้นในใจ ก่อนจะเล่าต่อ
“ นั่นเลยทำให้เรารู้ครับว่า ผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์นั่นมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นมากมายขนาดไหน… แต่อำนาจของเขาก็ไม่ล้นฟ้าซะทีเดียว เพราะ 100 ปีให้หลัง ผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์คนใหม่กลับปรากฏตัวขึ้นทั่วโลกและดินแดนได้ถูกแบ่งแยกอีกครั้ง… และนั่นทำให้พวกเรารู้เช่นกันว่า โลกใบนี้ไม่ได้ให้โอกาสผู้ชนะยืนบนแท่นรางวัลนานมากนัก ” อัลเฟรดว่าพร้อมกับมองมาทางชิน สายตาของเขาราวกับต้องการถามว่า เป็นยังไงบ้างครับ?
แต่แน่นอน มันทำชินหงุดหงิด
“ ไอ้นิทานเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะขอร้องฉันยังไง ” ชินทนฟังมานานพอสมควร เขาเริ่มอดที่จะขัดเนื้อหาที่ฟังดูไร้มูลนี้ไม่ได้ จนต้องพูดแบบนี้ออกมา
“ สงครามโลกเมื่อพันปีก่อน ถ้าผมบอกว่าความจริงแล้วเบื้องหลังของสาเหตุความขัดแย้ง มีที่มามาจากผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ทั้งหลายหล่ะครับ? ” อัลเฟรดว่าพลางมองชินด้วยสายตาที่ไม่ลดละความพยายาม
“ หมายความว่ายังไง? ”
“ ถ้าผมจะบอกว่าสงครามครั้งนั้นมีสาเหตุมาจากผู้มีสิทธิครองบัลลังก์ต้องการสิทธิในการปกครองโลกหล่ะครับ ”
“ ขอพูดตรงๆนะ… ไร้สาระมาก ”
ชินพูดพร้อมกับขมวดคิ้วมากยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างแรง
ทางพวกอัลเฟรดทุกคนบ้างก็ทำสีหน้าราวกับว่าเข้าใจชิน แต่บ้างก็ทำหน้าเสียดาย โดยเฉพาะเกวนกับอัลเฟรด เพราะทุกคนล้วนผ่านสถานการณ์ที่ว่า “ต้องยอมรับความจริงนี้ให้ได้” มาแล้ว
“ ขอถามอย่างนึงหน่อยนะคะ ”
“ โอ้ เชิญเลยครับคุณผู้หญิง ”
กับโอลิเวียที่ยกมือขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยขออนุญาตราวกุลสตรี แน่นอนว่าท่าทางแบบนั้นชายใดก็ไม่อาจปฏิเสธ
“ ถ้าหากที่คุณพูดมาทั้งหมดเป็นความจริง… งั้นหลักการของโลกนี้ที่เรารู้มาตลอดก็เป็นเรื่องผิดสินะคะ เช่นนั้นหากเรียบเรียงมันเสียใหม่ก็จะได้ความว่า… โลกใบนี้ได้ทำการสุ่มผู้ปกครองดินแดนบางส่วนขึ้นมา พวกเขาทำการสู้กันจนเหลือคนสุดท้ายทั้งที่ไม่จำเป็นเพราะหวังเพียงอำนาจ ได้ดึงผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องมาร่วมสงครามที่ตัวเองได้รับผลประโยชน์อยู่คนเดียว จนเข้าเงื่อนไขที่ว่าได้ตัวผู้ปกครองคนสุดท้าย เขาก็จะได้ปกครองดินแดนทั้งหมดซึ่งในอีกความหมายนึงก็คือได้ปกครองโลกทั้งใบในระยะเวลาหนึ่ง โลกใบนี้ก็จะทำการสุ่มผู้ปกครองดินแดนใหม่อีกรอบ เป็นวังวนไม่รู้จบ… เป็นแบบนั้นสินะคะชิน ”
โอลิเวียร่ายเสียยืดยาวก่อนหันไปทางชิน… ดูเหมือนที่เธอพูดมาทั้งหมดจะเพื่อสรุปความให้ชินเท่านั้น ไม่ได้สนใจจะถามอัลเฟรดจริงๆแต่อย่างใด
แน่นอนว่าทางชินเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่ต้องให้โอลิเวียอธิบาย แต่ที่กลายเป็นแบบนี้ เห็นทีจะเป็นเพราะโอลิเวียเองก็หงุดหงิดกับการเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงไปยังใจความสำคัญที่ชินต้องการไม่ได้เสียทีต่างหาก
“ ก็แบบนั้นแหล่ะนะครับ… ตามปกติแม้จะเป็นวังวนแบบนั้น แต่อำนาจทั้งหลาย สุดท้ายก็จะกระจายคืนกลับไปเหมือนเดิม เพราะอำนาจไม่ได้ผูกขาดอยู่คนเดียวตลอด ”
เรื่องนั้นก็รู้อยู่แล้ว ตั้งใจจะบอกอะไรกันแน่?
“ แต่ว่านะครับ… ทางหากว่าเกิดเรื่องที่อำนาจดันถูกผูกขาดอยู่คนเดียวตลอดขึ้นหล่ะครับจะเป็นยังไง? ”
คำถามใหม่ของอัลเฟรดที่ยิงใส่ชิน ทำให้ชินขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ ถ้าเรื่องมันกลายเป็นว่า แม้จะมีผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ใหม่ๆถือกำเนิดขึ้น แต่กลับไม่สามารถโค่นล้มอำนาจเก่าได้จะเป็นยังไงกันหล่ะครับ? ”
ชินยิ่งขมวดคิ้วเข้าด้วยกันมากขึ้น แต่หนนี้ไม่ใช่เพราะความหงุดหงิด หากแต่ชินคลับคล้ายเหมือนกำลังจับจุดบางอย่างได้ต่างหาก
“ และเหตุการณ์ที่ว่า ก็ได้ถูกสร้างโดยราชาผู้มีอัจฉริยภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของแวมไพร์อย่างพวกเรา
…ท่านราชาเอลานอร์ ดักลาส โซลเลน ราชาคนสุดท้ายของอาณาจักรแวมไพร์ยังไงหล่ะครับ ”
ภายในหัวของชินเรื่องเชื่อมโยงเรื่องราวเข้าด้วยกัน หากนี่เป็นการต่อจิ๊กซอ ชินก็ใกล้จะเห็นรูปร่างโดยรวมของมันแล้ว
อนึ่ง มือของโอลิเวียได้เอื้อมมากุมมือของชินตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ชินเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม เลยส่ายหน้าบอกเธอว่าไม่ได้เป็นอะไร โอลิเวียจึงปล่อยมือ
…ท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่เป็นที่สังเกตของเกวนอยู่
“ ตามประวัติศาสตร์ เขาถูกเขียนให้เป็นราชาที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่นิยมชมชอบเพราะผูกขาดอำนาจไว้เพียงผู้เดียวมานานเทียบเท่าสหัสวรรษ… แต่ความจริงแล้วท่านราชาเอลานอร์นั้น คือผู้ปกครองที่มีจิตใจคุณธรรมไม่ด้อยไปกว่าใครเลย หลังจากชนะสงครามโลกเมื่อพันปีก่อน เขาได้ทำการแบ่งเขตอำนาจออกเป็นหลายเขตพร้อมตั้งชื่อสามัญและหมายเลขให้ และในโลกเบื้องหลังเขาได้เปลี่ยนกฎเกณฑ์การแย่งชิงสิทธิ์ปกครองดินแดนใหม่ ให้เป็นการชิงดินแดนในเงามืดที่ห้ามดึงคนนอกเข้ามาเกี่ยว เพราะเขาต้องการให้มีผู้เสียสละน้อยที่สุด… และหากจะว่าไป การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองให้แต่ละประเทศปกครองตัวเองก็คือการบังคับให้ศึกชิงแดนเป็นแบบนั้นไปด้วย ”
เข้าใจหล่ะ… เพราะว่าให้แต่ละประเทศปกครองกันเอง
จะประชาธิปไตย สาธารณรัฐหรือเผด็จการ… ไม่ว่าแต่ละเขตการปกครองจะปกครองอย่างไร แต่มันจะถูกกำหนดโครงสร้างการติดต่อระหว่างประเทศที่เรียกว่าการทูตขึ้นมาด้วย
เพราะโลกถูกรวมเป็นหนึ่งจึงไม่มีเหตุให้สู้รับ และหากเป็นการปกครองตัวเองแบบนั้น จะเกิดการเป็นเอกเทศของแต่ละเขตการปกครองขึ้น และเมื่อประชาชนเริ่มคุ้นชิน การก่อสงครามในสภาพแวดล้อมที่เริ่มใช้การทูตเป็นสื่อกลางจะไม่ถูกยอมรับ
พูดง่ายๆ… เขาได้ทำการสร้างมาตรฐานใหม่ของโลกให้มีสันติภาพมากขึ้น และเจรจาปัญหาต่างๆด้วยการทูตแทนที่การสงครามในอดีต ได้สร้างโลกให้กลายเป็นดินแดนที่สงบสุขแม้จะเพียงแค่ฉากหน้าก็ตาม
พอกลายเป็นแบบนั้น เหล่าผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ใหม่ๆจะไม่สามารถอ้างความชอบธรรม รวมถึงหลอกล่อให้ประชาชนในเขตตัวเองเป็นเครื่องมือในการก่อสงครามระหว่างประเทศอย่างป่าเถื่อนเหมือนเมื่อก่อนได้อีกต่อไป …สมแล้วจริงๆครับ
ชินฟังแบบนั้นพร้อมกับชื่นชมราชาที่เขานับถืออยู่ในใจ… หรือหากจะว่ากันตามตรง ราชาเอลานอร์เป็นคนที่ชินนับถือมาตลอดอยู่แล้ว
ความเคารพนั่นมีอิทธิพลถึงขนาดทำให้ชินเชื่อเรื่องที่คิดว่าเป็นนิทานปรัมปรานี้ขึ้นมาพอสมควรเลยทีเดียว
“ แล้วพอราชาเอลานอร์หมดวาระปกครองโลก เหล่าผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ใหม่ๆก็ทำสงครามกันยามค่ำคืนในการแย่งชิงสิทธิ์ปกครองกันใหญ่ แต่ความเสียหายไม่ได้มีมากเท่าสงคราม นั่นเป็นสิ่งที่ราชาเอลานอร์พอใจมาก แต่ทว่า… สุดท้ายผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ที่เหลือรอดกลับกลายเป็นราชาเอลเนอร์กับผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ที่เต็มไปด้วยความโลภ และอยากจะครอบครองอาณาจักรแวมไพร์ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่แกร่งที่สุด เขาไม่พอใจกับดินแดนที่ตัวเองมีทั้งหมดโดยขาดไปเพียงแค่อาณาจักรเดียว เพราะคิดว่าท้ายสุดแล้วภัยคุกคามก็คือแวมไพร์ที่ชนะสงครามโลก แล้วมีหรือครับที่ราชาเอลานอร์จะยอม… ”
นี่สินะคือวังวนอุบาทที่ท่านไม่อาจเลี่ยงได้มาตลอด… ไม่รู้มาก่อนเลยแฮะ
ชินคิดแบบนั้นในใจ ราวกับสมเพชตัวเอง
“ เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นหลาย 10 ครั้ง… ตลอดวาระที่เกิดผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ใหม่ ผู้ชนะคนสุดท้ายก็ยังเป็นราชาเอลานอร์ที่เป็นแวมไพร์ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ดี ”
มาถึงจุดนี้ ชินเองก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าเสียใจและสมเพชตัวเองมาจากอัลเฟรดเช่นกัน
แต่นั่นก็เพียงครู่เดียว… เพราะหลังจากนั้นสายตาของอัลเฟรดก็เข้มข้นราวกับความแค้นได้ถูกปลดปล่อย
“ พอมีผู้เล่นที่แข็งแกร่งเป็นแชมป์นานขนาดนั้น แน่นอนครับว่ามันทำให้ผู้เล่นคนอื่นหมดสนุก แล้วคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นหล่ะครับท่านชิน?… เมื่อ 12 ปีก่อน เหล่าผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ใหม่ได้รวมตัวกันบุกยึดปราสาทของราชาเอลานอร์ยังไงหล่ะครับ ”
“ !!!? ”
แตกต่างจากทุกที… คำพูดอันหนักแน่นหนนี้ของอัลเฟรดทำให้ชิน รวมถึงโอลิเวียเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรก
น้ำเสียงนั้นอีกเรื่อง… แต่ที่ทั้งคู่ตกตะลึงนั้นเป็นเพราะเนื้อความเสียมากกว่า
“ พวกมันรวมตัวกันเพื่อจัดการราชาเอลานอร์พร้อมกองกำลังผสม หนำซ้ำยังปลุกปลั่นคนทั่วโลกด้วยวาทกรรมไร้สาระ… พวกมันคร่าชีวิตเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เดียวกับเราโดยอ้างความชอบธรรมที่พวกมันปรุงแต่งขึ้น… พวกมันทำลายวิถีชีวิตของเราไปแค่เพราะปรารถนาอำนาจ! ”
ในน้ำเสียงของอัลเฟรดรุนแรงมากยิ่งขึ้น สายตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอันแสดงถึงความโกรธเกรี้ยว …และแสดงถึงเป้าหมายของเขาด้วยเช่นกัน
ส่วนทางชินเอง… เขายกมือขวาขึ้นกดดวงตาทั้งสองข้าง หวังไม่ให้ใครเห็น ถึงดวงตาสีแดงฉานที่แสดงถึงความโกรธเกรี้ยวไม่ต่างจากอัลเฟรด
ซึ่งนี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกของทั้งสองคนตรงกัน… เพราะทั้งคู่ทราบลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์นี้ดี และแล้จะไม่ต้องมี่เรื่องนั้น แต่สายตาที่ทั้งสองคนมองกันในตอนนี้ มันก็เป็นแบบเดียวกันอยู่แล้ว
“ ท่านชินครับ… ท่านพอจะเชื่อมโยงเรื่องราวได้รึยังครับ ” อัลเฟรดพูดในขณะที่พยายามกดเสียงของตัวเองให้ต่ำลง
“ อา… ”
ชินตอบกลับสั้นๆ แต่ไม่ได้ปิดกลั้นความโกรธเหมือนทางอัลเฟรด
ชินที่ตอบกลับพร้อมกับกดตาตัวเองอยู่อย่างงั้น สร้างความเป็นห่วงให้ทั้งโอลิเวียและเกวน …ซึ่งอาจรวมถึงอัลเฟรดเองด้วย
เข้าใจ… เข้าใจทั้งหมดแล้ว
เมื่อวาน… นั่นคือตัวอย่างของหนึ่งในศึกย่อมๆที่มีไว้เพื่อแย่งชิงดินแดนกันยามค่ำคืน
แล้วก็ตราสัญลักษณ์… ถึงจะไม่มีอะไรยืนยัน แต่คงเป็นอื่นไม่ได้
…ตรารอยสักรูปมงกุฎ คือ สัญลักษณ์ของผู้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์
และไอ้พวกเวรที่กำลังทำสงครามชิงอำนาจกันใต้แสงจันทร์…
…ในบรรดาคนพวกนั้น มีไอ้เวรที่ฆ่าครอบครัวของฉันอยู่!!!
ชินกัดฟันแน่นพร้อมแยกเขี้ยวโกรธา ในขณะที่เรื่องราวทั้งหมดถูกเชื่อมโยงอย่างง่ายๆในหัว
แม้ที่ผ่านมาจะไร้ซึ่งหลักฐานยืนยัน แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไป…
ชินนั้นพอจะรู้… พอจะรู้ “อะไรบางอย่าง” บ้างอยู่แล้ว แล้วพอได้ยินเรื่องที่อัลเฟรดเล่ามาสนับสนุนสิ่งที่เขาพอรู้ จิ๊กซอที่ขาดวิ่นก็ถูกเติมเต็มพอดิบพอดี พอเป็นแบบนั้นจะไม่เชื่อก็กระไรอยู่
“ คุณชิน ไม่สิ… ท่านชินยะ นัวรอย ”
ชินทั้งสับสนและโกรธจัด ได้ยินเสียงของอัลเฟรดแทรกเข้ามา ชินจึงได้หันไปสนใจเขาอีกครั้ง
ดวงตาสีแดงฉานสองคู่จึงประสานเข้าด้วยกันท่ามกลางแสงจันทร์ พร้อมด้วยความรู้สึกและเป้าหมายที่มีร่วมกัน
“ ได้โปรดช่วยผมตามหาและจัดการ… ล้างแค้นผู้ที่ทำลายบ้านเกิดของเราด้วยเถอะครับ ”
❖❖❖❖❖
Facebook Page : https://www.facebook.com/HatthAnant
MANGA DISCUSSION