ภายในคุกใต้ดินส่วนลึกที่สุดของราชวังฟัวกรา ที่แห่งนั้นมีห้องขังปิดตายมามากกว่า 500 ปีจนผู้คนส่วนใหญ่หลงลืมเรื่องเกี่ยวกับมันไปแล้ว มีเพียงราชวงศ์และขุนนางระดับสูงไม่กี่คนที่รู้จักมัน และในขณะนี้นั้น
ห้องขังดังกล่าวก็ถูกทำลายออก
“อืม ยัยนั่นคงต้องการได้ยินข่าวนี้แน่”
ฉันพึมพำออกมาแบบนั้นในขณะที่อยู่ห้องพักโทรม ๆ ของเมืองหลวงฟัวกรา ก่อนจะห่อซองจดหมายแล้วจ่าหน้าซองผู้ส่งว่า ‘โบล’
งานสายสืบเหรอ ไม่ได้รับมาตั้งแต่ตอนตัดสินใจเรื่องแต่งงานแล้วสินะ งานอันตรายแบบนี้ถ้าเลือกได้ก็คงไม่อยากเสี่ยงด้วยหรอก
แต่…
“หึ ดันมาเล่าเรื่องสำคัญให้ฟังซะได้”
พอนึกถึงจดหมายล่าสุดที่ได้รับเมื่อหลายวันก่อนแล้ว ฉันก็พ่นลมออกมาจากจมูกโดยปนความหงุดหงิดเล็กน้อย
จดหมายด้านในเขียนถึงเหตุการณ์ระเบิดในวันนั้น แล้วก็พลังของมังกรพิภพที่หัวหน้าได้ยินมาอีกที แล้วสั่งว่าให้สืบหาและสังเกตการณ์เกี่ยวกับผลกระทบจากมังกรที่ชื่อ ริเกล
พลังของมังกรพิภพ ตัวตนของมังกรพิภพ…มันเป็นความสับสนและขัดแย้งภายในใจตัวเองได้ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ข้อมูลที่ศาสนาวารุนปกปิดมากว่าพันปี ในตอนนี้กลับอยู่ในจดหมายฉบับนั้น
ระวังตัวน้อยเกินไปแล้ว ถ้ามันหลุดไปอยู่ในมือคนอื่นแล้วข่าวลือแพร่กระจายไป คิดว่าโลกใบนี้จะวุ่นวายขนาดไหนกัน แถมถ้าเป็นแบบนั้นมีหวังโดนทางศาสนจักรตามล่าแน่
ดังนั้นทันทีที่อ่านจบฉันก็ตัดสินใจ เผาจดหมายฉบับนั้นทิ้งเพื่อไม่ให้เหลือหลักฐาน อย่างน้อยที่สุดถ้าข้อมูลหลุดไปก็ไม่มีอะไรมัดตัวถึงแฟร์ได้
“แต่ก็ต้องเตือนหน่อยละนะ”
และทั้งหมดทั้งมวลนั่น ก็คือสาเหตุที่ฉันต้องมาตามสืบเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกระจายข้อมูลนี้ให้กับคนอื่นอีก ให้ตายเถอะ ให้คนที่เด่นขนาดนี้มาเป็นสายสืบเนี่ย ใช้งานหนักกันเกินไปแล้ว
แต่ขณะที่กำลังจดจ่อกับการเขียนจดหมายอยู่นั้น ก็สัมผัสได้ว่าด้านนอกอาคารมีเสียงคนดังขึ้นอย่างวุ่นวาย เกินกว่าที่จะเป็นเสียงความคึกคักจากตัวเมือง
“หือ เกิดอะไรขึ้นน่ะ”
ถ้าให้เดาเรื่องที่จะทำให้เมืองหลวงวุ่นวายก็คงไม่พ้นฝีมือของพวกขุนนาง เริ่มเคลื่อนไหวเรื่องกบฏแล้วเหรอ? หรือว่าปลุกใจเกี่ยวกับสงครามกันนะ
ไปดูเองน่าจะรู้เรื่องกว่า ดังนั้นฉันจึงเก็บข้าวของทุกอย่างไว้ในกล่องที่มีกุญแจล็อกอย่างแน่นหนา พร้อมทั้งดึงเสื้อคลุมที่ตัวใหญ่พอจะปกปิดร่างกายของคุณลุงตัวใหญ่ได้หมด
ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องพักเข้าไปในตัวเมือง
เมืองหลวงของฟัวกรานั้นจะมีลานกว้างขนาดใหญ่หน้าราชวัง ซึ่งมีไว้ใช้สำหรับประกาศข่าวสารหรือใช้ในพิธีสำคัญ และดูท่าความวุ่นวายในครั้งนี้ก็มาจากลานกว้างดังกล่าว
ว่าแล้วเชียว ฝีมือของขุนนางสินะ เพราะว่าขณะนี้มีประชาชนจำนวนหลายร้อย ไม่สิ อาจจะหลายพันชีวิตกำลังยืนรวมกันอยู่ภายในลานกว้างนั้น และฉันก็ปะปนเข้ามาอยู่ด้วย
“วันนี้มีอะไรกัน”
ฉันพูดขึ้นลอย ๆ โดยไม่เจาะจงว่าถามใคร กลายเป็นเสียงแว่วที่ลอยไปตามอากาศยากจะรู้ว่าใครพูด ก่อนที่จะมีคำพูดคล้ายกันดังออกมาจากในฝูงชน
“เห็นว่าจะมีโชว์บางอย่างให้ดู”
“ทหารไปเคาะตามประตูบ้านว่าถ้าเป็นไปได้ให้มาที่ลานกว้าง แต่โดนเคาะขนาดนั้นใครจะไม่กล้ามา”
“ไม่แน่อาจจะเกี่ยวกับเรื่องกบฏจากเมืองอื่นก็ได้”
ถึงจะมองไม่เห็นว่าใครตอบ แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าคงเป็นพวกเดียวกัน ต่อให้ไม่ได้รับคำสั่งจากแฟร์โดยตรง แต่ในเมืองหลวงแบบนี้ก็มีทหารรับจ้างในกลุ่มพวกเราแฝงตัวจำนวนมาก
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีแบ่งปันข่าวให้กันในสถานที่แออัด
แต่เป็นสิ่งที่อยากให้ประชาชนเห็นเยอะที่สุดงั้นเหรอ…สงคราม? คงไม่ เพราะถึงจะประกาศก็ไม่จำเป็นต้องให้คนมาเยอะมากที่สุด แต่ถ้าแบบนี้ก็แสดงว่า กบฏ?
จากนั้นบนเวทีขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าของลานกว้าง ก็ช่วยให้สมมุติฐานของฉันเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น เพราะว่าสิ่งที่พวกทหารยกขึ้นมาไว้ก็คือ
แท่นกิโยตีน
“เล่นใหญ่เอาเรื่องแฮะ…”
ฉันพึมพำออกมาแบบนั้นพร้อมกับเหงื่อที่ไหลอาบแก้ม คงจะเป็นการเตือนเหล่าผู้คนที่คิดจะก่อกบฏสินะ…แล้วก็เป็นไปตามนั้น มีทหารเดินขึ้นมาประกาศเตือนเกี่ยวกับเรื่องก่อกบฏ
และในวันนี้ก็คือการเชือดไก่ให้ลิงดู
“ราฟเทีย ยาล…”
ฉันพึมพำชื่อคนที่จะถูกประหารในวันนี้ด้วยความรู้สึกตกตะลึง ถ้ามีนามสกุลแบบนี้แสดงว่าเป็นขุนนางน่ะสิ แล้วก็เป็นไปตามที่พวกนั้นหวัง คนรอบข้างหวั่นผวามากกับการที่คนโดนประหารเป็นขุนนาง
เพราะนั่นหมายความว่าใช้เป็นไม้แข็ง ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นสามัญชนหรือขุนนาง หากต่อต้านก็จะโดนฆ่าทั้งครอบครัว และแล้วก็มีร่างของหญิงสาวที่ชื่อ ราฟเทีย ยาล เดินขึ้นมาบนแท่นประหาร
ดวงตาของเธอคนนั้นที่น่าจะอายุน้อยกว่าฉันไม่มากกำลังสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว แต่ถึงกระนั้นบนใบหน้าก็ยังดึงให้ตนเองสงบนิ่งเอาไว้ได้ สมกับเป็นขุนนางจริง ๆ …หือ?
“ยาล?”
นามสกุลนี่คุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน…
“ดิฉัน เป็นขุนนางของฟาเรเรีย!”
ในตอนที่บรรยากาศกำลังวุ่นวายอยู่นั้น หญิงบนลานประหารก็ตะโกนขึ้นมา ดึงให้ทุกสายตาจดจ้องไปที่เธอ
ขุนนางฟาเรเรีย…ทำไมถึงมาอยู่นี่ละ?
“แต่เหตุที่ดิฉันอยู่ที่นี่ก็เพราะบุตรชายเพียงคนเดียวของดิฉันค่ะ”
เมื่อเธอเกริ่นขึ้นมาแบบนั้นก็นึกออกได้ทันทีว่าเคยได้ยินที่ไหน โอเรล ยาล…สหายของเจ้าชายที่หักหลังฟาเรเรีย เธอคนนี้คือแม่ของเด็กคนนั้นสินะ
ว่าแล้วฉันก็รีบกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ไม่อยู่เหรอ? ทั้งที่แม่ตัวเองกำลังจะโดนประหารแท้ ๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนหรือแท้แต่ที่นั่งของขุนนาง
ก็ไร้วี่แววของชายที่ชื่อโอเรล
“เขาเลือกที่จะอยู่ฝั่งเดียวกับฟัวกรา ดังนั้นดิฉันในฐานะแม่จึงไม่อาจทิ้งเขาได้…แต่ท้ายที่สุดแล้วดิฉันก็เกิดข้อสงสัยในความคิดตัวเองขึ้นมาค่ะ”
เมื่อจบคำพูดนั้น ทหารที่อยู่บนนั้นก็เริ่มพูดคุยกัน คงตกลงได้ว่าจะปล่อยให้พูดมากกว่านี้ไม่ได้ แล้วพยายามดึงโซ่ที่ล่ามสาวคนนั้นไปที่แท่นกิโยติน
ซึ่งเธอก็พยายามขัดขืนสุดแรงพร้อมทั้งหันมาตะโกนทางฝั่งนี้ และทุกคนก็เงียบสนิทรอสิ่งที่เธอจะพูด
“แล้วดิฉันก็จะถามทุกท่านเช่นกัน!!”
ท้ายที่สุด แรงของผู้หญิงเพียงคนเดียวก็ไม่มีทางสู้ทหารหลายชีวิตได้ และเธอก็ถูกจับล็อกเข้ากับแท่นกิโยตีน เหลือเพียงเตรียมอีกนิดก็จะลงดาบประหารเธอคนนั้น
แต่เวลาเพียงสั้น ๆ ก็พอกับคำถามของหญิงคนนั้น
“ที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันดีแล้วจริงเหรอ!!”
‘ฉับ!’
สิ้นเสียงตะโกน ดาบของทหารก็ตัดเชือกที่ดึงใบมีดด้านบนไว้เพื่อให้หล่นลงมาบั้นหัวของราฟเทีย ในระหว่างนั้นฉันก็เข้าใจได้ในทันที…
ราฟเทียคงเตรียมใจที่จะถูกประหาร แลกกับการปลุกปั้นให้คนก่อกบฏกันสินะ…นี่สินะ ความต่างระหว่างสามัญชนและขุนนาง ถ้าเป็นรากหญิงแบบพวกฉันคงไม่มีทางเอาชีวิตมาสังเวยกับอะไรแบบนี้
แต่เธอไม่ลังเลเลยที่จะสละชีวิตตัวเองเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แม้สักนิดก็ยังดี
นั่นทำให้ฉันรู้สึกนับถือเธอขึ้นมา…แม้ว่าเราคงไม่มีทางได้คุยกันก็ตาม—
“กรร!!!!”
ก่อนที่ใบมีดจะกระทบเข้ากับคอของเธอ ก็เกิดเสียงมังกรคำรามขึ้นดังสนั่น และลมรอบตัวก็โหมกระหน่ำขึ้นมาจนทุกอย่างปลิวว่อนไปหมด แม้แต่ฉันเองก็ยังต้องยกมือขึ้นมาปัดป้องใบหน้าตนเอง
“อึก! เกิดอะไรขึ้น!”
“นั่น! ที่ลานประหาร!”
เมื่อมีเสียงดังขึ้นแบบนั้น ฉันก็พยายามฝืนแรงลมเพื่อหันไปมองด้านบน แล้วก็ต้องอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น
หญิงขุนนางที่ชื่อราฟเทียยังมีชีวิตอยู่ เพราะว่าแท่นกิโยตีนที่ตรึงร่างของเธอไว้ถูกลมพัดจนพังไปหมด และเหนือหัวเธอขึ้นไปก็มีมังกรสีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่งบินอยู่…
(ผู้ออกแบบ : Earn Ly)
ถ้าจำไม่ผิดรูปร่างแบบนั้น…มังกรโคบัล? แต่ตามปกติมังกรสายพันธุ์นี้จะอยู่บนภูเขาสูงไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์นี่ ทำไมถึงปรากฏตัวอยู่ที่นี่…
ในตอนนั้นเอง ฉันก็สังเกตที่ข้อเท้าของมันว่ามีโซ่คล้องขาเอาไว้แต่ว่าสายขาดออกทำให้เป็นอิสระ และถึงจะเป็นรอยจาง ๆ แต่ถ้าสังเกตดี ๆ บนลำตัวจะมีรอยของโซ่อยู่ แสดงว่าเคยถูกมัดเอาไว้นานมากจนเกิดรอยที่ว่า…
อย่าบอกนะว่า!
“คุกที่ปิดตายกว่า 500 ปี…สิ่งมีชีวิตที่จะอยู่ได้นานขนาดนั้นก็คงเป็น มังกร”
มีความเป็นไปได้ว่ามังกรตัวนั้นคือสิ่งที่ถูกขังเอาไว้ในห้องขังปิดตาย แต่ทำไมละ…ไม่ไหว มีแต่ปริศนาเต็มไปหมดเลย
ทหารรอบลานประหารแตกตื่นกับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้ามาก แต่ก็ยังถูกสั่งให้เข้าต่อสู้กับมังกรตัวนั้นและฆ่าราฟเทีย และมังกรตัวนั้นก็ยืนหยัดอยู่ตรงนั้นเพื่อปกป้องนักโทษประหาร…จะบอกว่าอยู่ฝั่งเดียวกับกบฏเรอะ?
“เอายังไงดี?”
“นะ- หนีกลับกันดีกว่าไหมนะ”
เสียงที่แว่วขึ้นก็เต็มไปด้วยความสับสนเช่นกัน คราวนี้ไม่ใช่แค่ทหารรับจ้างแน่ แต่เสียงของประชาชนที่แตกตื่นเองก็ผสมปะปนกันไปหมด
นั่นสินะ ควรทำยังไงดี ถ้าปล่อยไว้แบบนี้…มังกรตัวนั้นคงยื้อได้อีกไม่นานแน่ เพราะดูท่ามันคงอ่อนแรงพอควร ทั้งยังอยู่กลางดงศัตรูอีก
ฉันควรทำอะไรดี?
“การเตรียมใจ…”
การกระทำของขุนนางคนนั้นทำไปเพื่อประชาชนในประเทศนี้ เพื่อให้ฉุกคิดและหาหนทางที่ดีกว่านี้สำหรับตนเอง แม้จะเป็นแค่เสียงเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนได้เพียงน้อยนิด แต่ก็ไม่ลังเลที่จะสละชีวิตเพื่อการนั้น
นั่นทำให้ฉันหวนนึกถึงเรื่องในการประชุม…ฉันไม่ได้ได้รับมอบหมายให้รับใช้แฟร์ แต่ ฉันต้องรับใช้ประเทศ ดังนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ต้องหาหนทางที่ดีต่อประเทศเรามากที่สุด
และก็ต่อตัวแฟร์ด้วย
“นั่นสินะ! มันดีแล้วจริงเหรอ!!”
ฉันตะโกนขึ้นมาสุดเสียงเพื่อทวนคำถามของผู้หญิงคนนั้น คนรอบข้างที่น่าจะเป็นทหารรับจ้างด้วยกันหันมามองด้วยความตกตะลึง
แต่ฉันไม่สนใจเรื่องเหล่านั้นแล้วเปิดผ้าคลุมของตัวเองออก เผยใบหน้าที่จดจำได้ง่ายของตัวเองขึ้นแล้วเงยขึ้นจับจ้องไปยังมังกรตัวนั้น
ซึ่งหันมามองตามเสียงที่ตะโกนขึ้นมาเช่นกัน
“ในประเทศที่พวกขุนนางกดขี่ประชาชน ปล่อยปละละเลยความเป็นอยู่ของพวกเรา แถมยังไปหาเรื่องประเทศข้างเคียงจนทำให้ชีวิตพวกเราตกต่ำลงกว่าเดิม มันดีแล้วจริง ๆ เหรอ มันก็ต้องไม่อยู่แล้ว!!”
สิ้นประโยคนั้นฉันก็ชักอาวุธของตนเองขึ้นมา แล้วชูไปด้านหน้า เล็งไปยังราชวังของฟัวกรา
ตอนนี้ฉันกำลังทำเรื่องเอิกเกริกที่สุดในชีวิตของตัวเอง เสี่ยงที่สุด อันตรายที่สุด อีกทั้ง…ยังเป็นการเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตนี้
“เพราะงั้นถ้าใครที่อยากจะเปลี่ยนชีวิตในตอนนี้ละก็ หยิบอาวุธขึ้นแล้วตามฉันมา!!”
การประกาศตัวแบบนี้เท่ากับการเป็นแกนนำกบฏของฟัวกรา แม้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับประเทศนี้ แม้จะไม่มีทางกลับไปยืนในฐานะ ‘มือขวา’ ของแฟร์ได้อีก และยัยนั่นคงหัวเสียกับสิ่งที่ฉันทำแน่
แต่ว่า
“เราจะทำลายระบบเน่าเฟะของประเทศนี้ซะ!!”
หากว่าทำแบบนั้นได้ แผนการของพวกแฟร์คงง่ายขึ้น และนั่นจะเป็นผลดีกับเซทเฟร่าเอง…
“โอ้!!”
ไม่รู้ว่าคำพูดนี้จะส่งไปถึงใครบ้าง แต่มีทหารรับจ้างหลายคนที่ชูมือขึ้นขานรับคำของฉัน พวกนั้นคงรู้ดีว่าฉันคือใคร และถ้าเลือกยกมือขึ้นแสดงว่าตัดสินใจแยกมาทางเดียวกันกับฉัน
ชาวบ้านรอบ ๆ เองเมื่อเห็นการปลุกระดมก็เริ่มมีความกล้าขึ้นมา และฮึกเหิมหยิบของใกล้ตัวเป็นอาวุธ ดังนั้น…ฉันจะไม่ลังเลอีกแล้ว
“บุกเข้าไปสมทบมังกรตัวนั้นเลย!!”
เสียงที่ราวกับคำรามดังออกมาอีกครั้ง และฉันก็วิ่งนำกลุ่มกบฏด้านหลัง เข้าปะทะกับกองทหารที่ป้องกันราชวังอยู่
เอาละ…ถ้ารอดจากตรงนี้ได้ คงต้องเขียนรายงานยาวเหยียดเลยสินะ
————————– ————–‐-
ณ คฤหาสน์ดยุกคาสทอร์
“ถ้างั้นก็ฝันดีนะ”
“อือ เจอกันพรุ่งนี้”
ฉันโบกมือลากับเคียร่าด้วยรอยยิ้มร่าเริงตามปกติ เธอเดินไปตามทางเดินจนลับสายตาของฉันในที่สุด
ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของฉันค่อย ๆ หายไป แล้วเหลือเพียงใบหน้านิ่งเงียบอย่างหาได้ยากสำหรับฉัน แล้วหยิบจดหมายในมือขึ้นมา ซึ่งมีอยู่สองฉบับ
‘จาก ฟาริส’
ที่ฉันให้เคียร่าดูก่อนหน้านี้คือจดหมายจากฟาริส ซึ่งบอกเรื่องที่มีการก่อกบฏครั้งใหญ่ขึ้น และแกนนำนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล โบลนั่นเอง
‘จาก โบล’
จดหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งไม่ได้ให้เคียร่าดูนั้นส่งมาจากโบล ฉันจ้องบนจ่าหน้าซองด้วยสีหน้านิ่งเงียบ แล้วเดินกลับไปห้องของตนเองก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่เตียง
การที่โบลเป็นแกนนำกบฏ ถึงเจ้าตัวจะเคยพูดเอาไว้ก็เถอะว่าถ้าเห็นโอกาสสำหรับพวกเราจะลงมือแบบไม่รอถามความเห็นก่อน
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องดีที่เขาสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเล่นใหญ่ถึงขนาดนั้น ตามตรงก็แอบหัวเสียนิดหน่อยที่ตัดสินใจพลการแบบนั้น…ถึงผลที่ได้จะดีสุด ๆ เลยก็เถอะ
“…”
ฉันค่อย ๆ เปิดซองจดหมายของเขาขึ้นมาแล้วอ่านด้านใน มันก็เขียนข้อมูลสืบสวนเชิงลึกที่เคยฝากเอาไว้ตามปกติ แต่ว่าตอนช่วงท้ายนั้นเตือนถึงที่ฉันเคยเล่าเรื่องมังกรพิภพไป
‘ถึงจะไว้ใจฉันในฐานะมือขวาก็เถอะ แต่สถานะของเธอจะมาเชื่อแบบสนิทใจขนาดนี้ไม่ได้หรอกนะ หัดระวังตัวซะบ้าง’
มันเป็นคำพูดปกติที่พบเจอได้ตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักกัน ตั้งแต่ตอนนั้นที่ตัดสินใจสร้างกลุ่มทหารรับจ้าง โบลก็อยู่เคียงข้างในฐานะมือขวาเสมอ
ถึงแม้ว่าสำหรับเจ้าตัวส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะปล่อยฉันไม่ได้ก็เถอะ แถมยังมองฉันซ้อนทับกับลูกสาวตัวเองอีก
เพราะงั้นเมื่ออ่านถึงตรงนี้มือของฉันก็เริ่มสั่นเครือ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวและรู้สึกถึงความเย็นที่ไหลอาบแก้ม
ฉันอดกลั้นความรู้สึกนี้ตลอดที่อยู่ต่อหน้าคลิฟหรือเคียร่า แต่ว่า เก็บต่อไปไม่ไหวแล้ว
“เรื่องแบบนี้น่ะ…มาดุฉันตรง ๆ สิ…ไอ้บ้าเอ้ย”
ฉันกำกระดาษแน่นจนไม่สนว่ามันจะเละขนาดไหน แล้วขดตัวร้องไห้อยู่หน้าจดหมายฉบับนั้น ใช่
โบลตายแล้ว
—————————— ——————
(มุมคนเขียน)
ไหนๆ ก็ไหนๆ ลงรูปโบลที่เพิ่งออกแบบเสร็จซะเลยค่ะ (ฮา) ต้องเกริ่นก่อนเลยว่าในรวมเล่มที่เราจะปรับเปลี่ยนมีค่อนข้างเยอะ และหนึ่งในนั้นก็คือเผ่าพันธุ์ของตัวละครค่ะ
เพราะว่าตามจริงโลกดราโทก้าในเรื่องจะรวมหลายเผ่าพันธุ์อยู่รวมๆกัน แต่ก็…เราดันลืมตรงนั้นไปสนิทเลย– พอได้ไปเกลาเนื้อหาสำหรับรวมเล่มอีกรอบเลยเจอพล็อตโฮลตรงนี้เข้า…บางตัวละครก็เลยจะมีปรับเปลี่ยนเผ่าพันธุ์ค่ะ และโบลก็เป็นหนึ่งในนั้น
(ผู้วาด : NobYK เราเอง UwU)
และนอกจากโบลก็จะมีตัวอื่นอีกเล็กน้อยอย่างเช่น คลิฟ ที่แอบกระซิบตรงนี้เลยค่ะ ว่าน้องจะมีหูสัตว์เพิ่มเข้ามา และจะมีใครอีกบ้างก็ต้องรอติดตามกันไปค่ะ! ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้นะคะ ><
MANGA DISCUSSION