มะลินอนไม่ค่อยหลับ หล่อนสะดุ้งตื่นตลอดทั้งคืน ทั้งเป็นห่วงเจ้าชายฮัสซัน และก็กังวลเกี่ยวกับข้อครหาที่ตัวเองกำลังถูกปรักปรำจากมือมืด
หล่อนลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะพบว่าเจ้าชายเซรีมไม่ได้กลับมาที่ตำหนักเลยตลอดทั้งคืน
“ชมพูนุช”
“เพคะ”
ชมพูนุชก้าวเข้ามาในห้องนอน และยืนค้อมหลังรอรับคำสั่งจากหล่อน
“วันนี้เราจะถูกเรียกไปสอบสวนตอนไหนเหรอ”
“เอ่อ… เก้าโมงเพคะ”
“แล้วนี่กี่โมงแล้วล่ะ” หล่อนถามออกไปด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ไม่มีความยินดียินร้ายเลย
“เจ็ดโมงสี่สิบห้านาทีเพคะ”
มะลิยิ้มเศร้าหมองออกมา ก่อนจะก้าวลงมาจากเตียง ร่างอรชรเซเล็กน้อย ชมพูนุชต้องเข้ามาประคอง
“ฉันไม่เป็นไรหรอก”
“ให้หม่อมฉันช่วยสรงน้ำให้ไหมเพคะ”
“ไม่ต้อง ฉันทำเองได้”
“เพคะ”
แล้วหล่อนก็เดินโซซัดโซเซหายเข้าไปในห้องน้ำหรูหรา ในหัวเต็มไปด้วยความกังวลมากมายจนกระบอกตาร้อนผ่าว น้ำตาไหลรินออกมาเป็นทาง
“ฮัสซัน… เมื่อไหร่หนูจะฟื้นขึ้นมายิ้มให้น้าอีก รู้ไหมว่าน้าคิดถึงรอยยิ้มของหนูแค่ไหน” หล่อนร้องไห้สะอึกสะอื้น ใช้เวลาอยู่ภายในห้องน้ำนานพอสมควร กว่าจะสามารถกลั้นใจออกไปเผชิญหน้ากับผู้คนได้อีกครั้ง
ชมพูนุชช่วยหล่อนแต่งตัวจนเสร็จและยกอาหารมาให้กิน หล่อนกินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็อิ่ม และกระวนกระวายอยากจะไปเยี่ยมฮัสซันที่โรงพยาบาลหลวงใจจะขาด แต่วันนี้ที่ตำหนักของหล่อนมีทหารมากขึ้นกว่าเมื่อวานหลายเท่านัก
“ทำไมทหารเยอะนักล่ะ ชมพูนุช”
“เอ่อ…”
ยิ่งชมพูนุชอึกอัก หล่อนก็ยิ่งเต็มไปด้วยความกังวล “มีอะไรบอกฉันมาเถอะ ฉันอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
สีหน้าของชมพูนุชไม่สู้ดีเลยยามที่บอกความจริงออกมา “ทหารพวกนี้เป็นทหารจากส่วนกลางเพคะ ขึ้นตรงกับองค์สุลต่านพระองค์เดียวเท่านั้น”
“หมายความว่ายังไง ฉันไม่เข้าใจ”
“หมาย… ความว่าตอนนี้พระสนมกักบริเวณเพคะ และไม่สามารถออกไปไหนได้อีก หากไม่มีพระกระแสรับสั่งจากองค์สุลต่านเพคะ”
“แล้วอย่างนี้เราจะได้พบเจ้าชายเซรีมเมื่อไหร่ล่ะ หรือว่าต้องรอให้พระองค์เสด็จมาหาอย่างเดียว”
“เอ่อ… เจ้าชายเซรีมก็เสด็จมาที่นี่ไม่ได้เช่นกันเพคะ”
“ว่ายังไงนะ?!” หล่อนช็อกค้างมากกว่าเดิม
“เมื่อคืนเจ้าชายเซรีมก็เสด็จมาเพคะ แต่เข้ามาที่นี่ไม่ได้ เพราะเป็นพระกระแสรับสั่งจากองค์สุลต่านเพคะ”
ร่างอรชรของมะลิที่ลุกขึ้นยืนเซจะล้ม จนชมพูนุชต้องรีบเข้ามาประคองเอาไว้
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ฉันไม่ได้ทำอะไรจริงๆ นะชมพูนุช” หล่อนร้องไห้ออกมา
“พระสนมอย่ากรรแสงเลยเพคะ หม่อมฉันเชื่อว่าพระสนมเพคะ”
ชมพูนุชบอกไม่ให้หล่อนร้องไห้ แต่เจ้าหล่อนกลับตาแดงก่ำ และมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าเสียเอง
“เธอเชื่อ เจ้าชายเซรีมเชื่อ แต่องค์สุลต่านไม่เชื่อฉัน”
“หม่อมฉันคิดว่าจะต้องมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังแน่ๆ เลยเพคะ”
“แน่นอน และฉันก็คิดว่าต้องเป็นนัสรินแน่” มะลิกำมือแน่นด้วยความเจ็บแค้น “แต่ฉันหาหลักฐานใดๆ ไปสู้ไม่ได้เลย แถมยังถูกโยนบาปให้อีกด้วย”
“เจ้าชายเซรีมทรงพระปรีชาสามารถ หม่อมฉันมั่นใจว่าเจ้าชายจะต้องช่วยล้างมลทินให้กับพระสนมได้อย่างแน่นอนเพคะ”
หล่อนไม่ได้โต้ตอบชมพูนุช ได้แต่นั่งร้องไห้เงียบๆ และเฝ้ารอการถูกสอบสวนด้วยความหวาดกลัว
ภาพที่มะลิถูกทหารจับกุมตัวผ่านหน้าไปทำให้เจ้าชายเซรีมถึงกับเดือดดาลสุดขีด เขาตรงเข้าไปชกต่อยกับทหารพวกนั้นเพื่อชิงตัวภรรยากลับคืนมา แต่เสียงของบิดาดังกังวานขึ้นด้านหลังเสียก่อน
เขาหยุดการกระทำทุกอย่าง และหันไปมองผู้ให้กำเนิดที่ยืนอยู่ตรงหน้า พี่ชายของเขายืนหน้าตาเคร่งเครียดอยู่ใกล้ๆ กับบิดานั่นเอง เขากัดฟันแน่น และตัดสินใจคุกเข่าลงกับพื้น
เขาไม่รู้หรอกว่าการสอบสวนมะลิในช่วงเช้าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และเพราะอะไรเมียของเขาถึงต้องถูกจับกุมเอาไว้แบบนี้ เขารู้เพียงแต่ว่าจะต้องช่วยหล่อนให้ได้
ใบหน้าที่นองไปด้วยคราบน้ำตา สีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของมะลิ ทำให้เขาหัวใจของเขาเจ็บปวดอย่างรุนแรง เขาทนไม่ได้ที่เห็นหล่อนเจ็บ และก็ทนไม่ได้ที่จะต้องถูกจับแยกจากหล่อน เขายินดีทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงที่เขาเพิ่งรู้หัวใจตัวเองวันนี้เองว่ารักหล่อนมากแค่ไหน
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ทรงให้ทหารจับกุมเมียของลูกทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เพราะนางทำผิด นางเป็นคนลอบวางยาพิษเจ้าชายฮัสซัน” คำพูดของบิดาทำให้ตกใจไม่น้อย
“ถึงนางจะเป็นบุคคลที่น่าสงสัยที่สุด แต่เราก็ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่านางเป็นคนกระทำนะพ่ะย่ะค่ะ ดังนั้นเสด็จพ่ออย่าเพิ่งตัดสินลงโทษนางเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อเช้ามืด ทหารได้ตัวของพยานสำคัญมาเพิ่มหนึ่งคน และคนๆ นี้ก็ยืนยันว่าพระสนมของเจ้าเป็นคนจ้างวานให้ซื้อยาพิษมาให้” องค์รัชทายาทจามีลเอ่ยขึ้น สีหน้าเคร่งเครียดเช่นเดิม
เจ้าชายเซรีมส่ายหน้าไปมา เขาหันไปมองมะลิที่ยืนร้องไห้อยู่ในวงล้อมของทหารวังด้วยความเป็นห่วง
“หม่อมฉันไม่เชื่อพ่ะย่ะค่ะ นางถูกใส่ร้าย” เซรีมผุดขึ้นยืน และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หม่อมฉันต้องการพบพยานคนนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“อำมาตย์ฮานีฟกุมตัวไปขังแล้วละเซรีม” ผู้เป็นพี่ชายเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“หม่อมฉันจะไปพบมันผู้นั้น และจะสอบสวนมันด้วยตัวของหม่อมฉันเองพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าเลิกโวยวายได้แล้ว เซรีม” ในที่สุดองค์สุลต่านก็เอ่ยออกมา น้ำเสียงจริงจังและไร้การผ่อนปรน
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันขอโอกาส…”
“หลักฐานมัดตัวพระสนมของเจ้าแน่นหนาขนาดนี้ ยังไงก็ดิ้นไม่หลุดหรอก และถ้าเจ้าไม่อยากเดือดร้อนไปกับนางด้วย เจ้าก็ต้องเลิกวุ่นวายกับเรื่องนี้ซะ”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะเลิกยุ่งเกี่ยวไม่ได้ ในเมื่อนางเป็นเมียของหม่อมฉัน”
“แต่เจ้าก็ไม่ได้รักใคร่นางไม่ใช่หรือ เซรีม”
คำพูดของบิดาพุ่งเข้าใส่หัวใจราวกับคมมีดแทง เขาชะงักและหันไปสบประสานสายตากับดวงตาฉ่ำน้ำตาของมะลิโดยบังเอิญ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจพูดออกมา
“ถึงหม่อมฉันจะไม่ได้รักนาง แต่นางก็คือผู้หญิงหม่อมฉัน ยังไงหม่อมฉันก็ต้องปกป้องนางให้ถึงที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
หัวใจของมะลิเจ็บปวดเหลือหลาย คำพูดของตรงไปตรงมาของเจ้าชายเซรีมช่างไม่ต่างจากลูกธนูอาบยาพิษที่พุ่งเข้าปักลงบนหัวใจของหล่อนอย่างแม่นยำ
เขาไม่ได้รักหล่อน… ไม่เคยรักเลยสักนิด…
“ขอบพระทัยเจ้าชายเซรีมมากเพคะที่ทรงคิดจะปกป้องหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันยินดีรับโทษเพคะ” หล่อนกล่าวทั้งน้ำตา น้อยใจและเสียใจแน่นอก
“หุบปากนะจัสมิน! เธอไม่ผิด ทำไมจะต้องรับโทษด้วย”
“เจ้านั่นแหละที่ต้องหยุดสักที เซรีม” องค์สุลต่านเอ่ยขึ้นอย่างโมโห “ทหารพานางไปคุมขังที่คุกหลวงได้แล้ว”
“ไม่นะพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”
เซรีมพยายามที่จะฝ่าวงล้อมเข้าไปช่วยมะลิ แต่ทหารเป็นสิบคนขวางเอาไว้ และสุดท้ายเขาก็ทำได้แค่ยืนมองหล่อนถูกลากหายไปจากสายตา
“จัสมิน…”
องค์สุลต่านเดินจากไปแล้ว เหลือเพียงแค่องค์รัชทายาทจามีลที่ยังคงยืนอยู่เคียงข้างน้องชาย
“พี่รู้ว่าเจ้ารักนาง แต่เจ้าก็ต้องตัดใจนะ เพราะโทษของนางคือประหารสถานเดียว”
ใบหน้าของเจ้าชายเซรีมซีดเผือด ความหวาดกลัวกล้ำกรายเข้ามาในเนื้อหัวใจเป็นครั้งแรกในชีวิต
“ประหาร…?”
“ใช่ เสด็จพ่อตัดสินโทษของนางแล้ว”
“ไม่นะพ่ะย่ะค่ะเสด็จพี่ หม่อมฉันไม่ยอม นางไม่ผิด… นางบริสุทธิ์” เซรีมครางออกมาราวกับคนบ้า ดวงตาคมกริบแดงก่ำ “ประหารนางไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ ประหารไม่ได้…”
“หลักฐานที่มีมันพุ่งเป้าไปที่นางเพียงคนเดียว”
“แล้วนางจะมีแรงจูงใจอะไรในการทำร้ายฮัสซันล่ะพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อนางเลี้ยงฮัสซันมาตั้งแต่เล็ก” เจ้าชายเซรีมย้อนถามพี่ชายเสียงเจ็บปวด
“พี่ก็ยังหาแรงจูงใจของนางไม่ได้ แต่สิ่งที่รู้ตอนนี้ก็คือหลักฐานทุกอย่างมันบอกชัดเจนว่าเป็นนาง”
“มันต้องเป็นการจัดฉากขึ้นมาแน่พ่ะย่ะค่ะ จัสมินไม่มีทางทำแบบนั้น หม่อมฉันจะไปลากคอไอ้คนนั้นมาสอบสวนใหม่ อยากจะรู้นักว่าใครจ้างวานมันมาใส่ร้ายจัสมิน”
“เจ้าทำได้ แต่อย่าให้เสด็จพ่อรู้เด็ดขาด” องค์รัชทายาทจามีลเห็นใจน้องชายไม่น้อย
“ขอบพระทัยเสด็จพี่พ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นพี่จะร่วมสอบสวนกับเจ้าด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
แล้วองค์รัชทายาทก็สั่งคนของตัวเองให้ไปนำตัวพยานคนล่าสุดมาพบโดยด่วน แต่ผ่านไปสักพัก องครักษ์คนสนิทก็วิ่งกระหืดกระหอบหน้าตื่นมารายงานว่าชายคนนั้นตายแล้ว
“เจ้าว่ายังไงนะ”
MANGA DISCUSSION