แม้ว่าหมิงเยี่ยนเฟยจะอยากให้เซี่ยอันหรานได้พักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายมากกว่านี้ แต่ว่าเซี่ยอันหรานกลับเห็นด้วยกับทีมงานของรายการ จึงไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอแนะอะไร เพราะอย่างงั้นแล้วหมิงเยี่ยนเฟยจึงไม่ได้คัดค้าน เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วขมวดคิ้วยุ่ง ทำได้เพียงพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำออกมาว่า "ถ้าหากว่าทนไม่ไหว ก็อย่าฝืนนะ"
เซี่ยอันหรานส่ายหน้า จากนั้นจึงยิ้มแล้วพูดออกมาว่า "ไม่เป็นอะไรหรอก คุณสบายใจได้"
เมื่อเซี่ยอันหรานวาดรอยยิ้มลงบนใบหน้า ดวงตาคู่สวยของเธอก็โค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวอันงดงาม ทำให้หมิงเยี่ยนเฟยถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมาเบาๆ รู้สึกสบายใจขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว
เซี่ยอันหรานหันไปมองเต้นท์ที่ทีมงานรายการยื่นไปให้หมิงเยี่ยนเฟยจากนั้นก็มองไปที่แขนที่บาดเจ็บอยู่ของหมิงเยี่ยนเฟย จึงยิ้มแล้วพูดออกมาว่า "ให้ฉันช่วยคุณเถอะ ฉันกางเต้นท์เก่งมากๆ เลยนะ"
หมิงเยี่ยนเฟยมองไปที่มือของเซี่ยอันหรานที่บาดเจ็บอยู่ "เธอไหวเหรอ มือของเธอยังมีแผลอยู่เลย"
"ไม่เป็นอะไร" เซี่ยอันหรานยิ้มแล้วส่ายหน้า "ยังใช้การได้อยู่"
เซี่ยอันหรานกล่าวเสร็จ ก็รับเอาเต้นท์ที่อยู่ในมือของทีมงานรายการมา ใช้เวลาไม่นานก็กางเต้นท์ออกมาจนเสร็จ อีกทั้งยังเอาถุงนอนมาทำเป็นที่นอนเสียเรียบร้อย หมิงเยี่ยนเฟยมองดูท่าทางที่คล่องแคล่วของเซี่ยอันหรานก็ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า "เสี่ยวหราน เคยกางเต้นท์มาก่อนเหรอ"
เซี่ยอันหรานที่ถูกหมิงเยี่ยนเฟยเรียกว่า "เสี่ยวหราน" ก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะดึงสติกลับมาได้ เป็นหมิงเยี่ยนเฟยเองที่เป็นคนเรียกเธออยู่ เซี่ยอันหรานพยักหน้าเบาๆ "ตอนเด็กๆ ได้ออกไปเที่ยวกับพ่อแม่บ่อยๆ แล้วก็ชอบออกไปตั้งแคมป์ข้างนอกมากๆ และก็เพราะชอบออกไปตั้งแคมป์เลยทำให้เจอเรื่องไม่คาดคิดอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว"
"เรื่องไม่คาดคิดอะไรเหรอ" หมิงเยี่ยนเฟยรู้สึกสนใจชีวิตสมัยเด็กของเซี่ยอันหรานมาก
เซี่ยอันหรานกระพริบตาลงช้าๆ นึกย้อนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตอย่างตั้งใจ จากนั้นจึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า "ก็อย่างเช่น ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ข้างๆ โขลงช้าง ข้างนอกเต้นท์มีขี้ของหมาป่าอยู่ แล้วก็ยังมีเดินหลงป่า หรือหลงท่ามกลางหิมะ ตอนเด็กๆ ฉันไม่ค่อยระวังตัวน่ะ ทำให้พ่อแม่ต้องปวดหัวอยู่ตลอดเลย…….."
เซี่ยอันหรานพูดถึงตอนนี้ก็หยุดเพราะกลัวว่าตนจะพูดมากจนเปิดเผยเรื่องครอบครัวของตัวเองออกไป จึงส่งยิ้มแล้วคิดถามกลับไป "คุณหมิง……"
เมื่อหมิงเยี่ยนเฟยได้ยินเซี่ยอันหรานเรียกตนเองว่าคุณหมิง ก็เอียงหัวแล้วมองไปที่เซี่ยอันหราน จากนั้นก็ยิ้มแล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า "เรียกผมทำไมครับ"
เซี่ยอันหรานจึงพึ่งจะรู้สึกตัวถึงเรื่องคำที่ใช้เรียกอีกฝ่าย เซี่ยอันหรานจึงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะค่อยๆ พูดออกมาอย่างยากลำบาก "เยี่ยน เยี่ยนเฟย……แล้วเยี่ยนเฟยออกมาเที่ยวข้างนอกบ่อยไหม"
"ไม่เลย" หมิงเยี่ยนเฟยส่ายหน้า "ไม่เคยเลย ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว ตอนเด็กๆ ที่บ้านยากจน พ่อแม่ก็ยุ่งเพราะไปหาเงินเข้าบ้าน ที่บ้านไม่มีเงินแล้วก็ไม่มีเวลาออกไปเที่ยวเล่น พอโตขึ้น มาเป็นดารา ผมก็ไม่มีเวลาอีก แล้วก็เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับการออกไปเที่ยวข้างนอกแล้ว ผมชอบอยู่บ้านมากกว่า แต่น้องสาวของผมชอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกมากกว่า น่าเสียดายที่เธอไม่มีโอกาสเลย"
เซี่ยอันหรานไม่คิดเลยจริงๆ ว่าหมิงเยี่ยนเฟยที่ดูร่ำรวยคนนี้จะมาจากครอบครัวที่ยากลำบาก แล้วเธอยังเอ่ยถามคำถามแบบนี้ออกไปก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำอีก เซี่ยอันหรานสัมผัสได้ถึงความรู้สึกขมขื่นในน้ำเสียงของเขา ก็กลัวว่าหมิงเยี่ยนเฟยจะรู้สึกกระอักกระอ่วนเลยรีบพูดออกไปว่า "งั้น งั้นต่อไปนี้ฉันจะไปหาน้องสาวของคุณแล้วพาออกไปเที่ยวด้วยกันเอง ฉันรู้จักที่สนุกๆ เยอะแยะเลย พาน้องสาวของคุณไปเที่ยวได้……."
"ไม่ต้องหรอก เธอไม่อยู่แล้ว" น้ำเสียงของหมิงเยี่ยนเฟยยิ่งเศร้าโศกมากขึ้นไปอีก
"ห๊ะ?" เซี่ยอันหรานรู้สึกราวกับว่ามีฟ้าผ่าลงกลางหัว ทำไมเธอพูดอะไรก็ผิดไปหมด มีแต่จะคอยพูดถึงเรื่องที่ทำให้หมิงเยี่ยนเฟยรู้สึกเสียใจ
เซี่ยอันหรานรู้สึกร้อนใจขึ้นมา ขอบรอบดวงตาเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ แล้วเอ่ยไปอย่างร้อนรนว่า "ฉัน ฉัน ฉันไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่าบ้านของคุณ…..ขอโทษด้วย ฉัน……"
เซี่ยอันหรานรู้สึกลิ้นจุกปากอธิบายอะไรไม่ถูกขึ้นมา ทำให้ทีมงานรายการคนอื่นรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา คนรอบข้างก็ทำตัวสงบเงียบลงภายใต้บรรยากาศนี้
หมิงเยี่ยนเฟยถอนหายใจออกมาเบาๆ หนึ่งที จากนั้นก็ส่ายหน้าช้าๆ "ไม่เป็นไร เธอมีชีวิตอยู่จนกระทั่งอายุ 13 ก็ถือว่าแก่ตายอย่างสงบบนเตียงล่ะนะ"
"ห๊ะ? อะไรนะ? แก่ตาย?" เซี่ยอันหรานขมวดคิ้วยุ่ง
หมิงเยี่ยนเฟยพยักหน้า "เธอชื่อว่าเตี๋ยนเตี่ยน ตอนที่มาอยู่ที่บ้านของพวกเรายังเป็นเพียงแค่ลูกหมาตัวน้อยๆ แต่ก็คอยอยู่เป็นเพื่อนฉัน………"
"อะไรนะ ลูกหมาตัวน้อยๆ? นี่คุณหลอกฉันงั้นเหรอ" เซี่ยอันหรานทำตาโตแล้วพูดออกมาเสียงดัง
"อะไร? แล้วเธอคิดว่าเป็นอะไรล่ะ" ราวกับว่าหมิงเยี่ยนเฟยพึ่งจะรู้ว่าเซี่ยอันหรานเข้าใจผิด เขาขมวดคิ้วขึ้นมา "เธอคิดว่าเป็นน้องสาวของผมจริงๆ งั้นเหรอ ผมเป็นลูกคนเดียว แต่ว่าผมก็มองมันเป็นน้องสาวของผมจริงๆ……..หรือว่าการที่ผมมองหมาตัวหนึ่งเป็นเหมือนกับน้องสาวมันแปลกมากงั้นเหรอ ทำไมถึงคิดว่าผมหลอกกันล่ะ"
"เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น" หลังจากที่เซี่ยอันหรานถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้เรื่องแย่ขึ้นมาอีกแล้ว จึงรีบยกมือขึ้นมาโบกปัด"ไม่แปลกเลยสักนิด ฉันเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์เลี้ยงกับคน ฉัน………."
"เสี่ยวหรานเป็นคนดีจริงๆ นะ" หมิงเยี่ยนเฟยมองไปที่เซี่ยอันหรานที่มีท่าทางร้อนรนพยายามอธิบาย จากนั้นเขาก็ยกมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บขึ้นมา แล้วลูบลงไปบนหัวของเซี่ยอันหรานเบาๆ ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นมากเลย"
เซี่ยอันหรานไม่คาดคิดว่าหมิงเยี่ยนเฟยจะลูบหัวตนเอง ตอนแรกเธอก็คิดที่จะหลบอยู่หรอก แต่ว่าตอนที่เธอกำลังจะหลบนั้น เธอก็พลันหันไปมองเห็นกล้องถ่ายที่กำลังถ่ายเธอและหมิงเยี่ยนเฟยอยู่ ถ้าหากว่าเธอเบนตัวหลบออกในช่วงเวลานี้ ภาพที่ถูกถ่ายออกมาคงจะปรากฏเป็นภาพที่เธอหลบออกจากหมิงเยี่ยนเฟย
และถ้าหากรายการออกอากาศ ก็อาจจะเกิดความเข้าใจผิดเรื่องความสัมพันธ์อันเลวร้ายระหว่างตัวเธอและหมิงเยี่ยนเฟย
เซี่ยอันหรานจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับมัน ผ่านไปสักพัก เธอจึงเอี้ยวตัวไปชี้อาหารที่วางอยู่ที่อีกด้านแล้วถามขึ้นมาว่า "งั้น พวกเรามาทำอาหารกันก่อนดีไหม คุณเองก็คงหิวแล้วเหมือนกันใช่ไหม"
หมิงเยี่ยนเฟยรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะยิ้มแล้วถามออกไปว่า "อะไรนะ? เธอทำอาหารเป็นด้วยงั้นเหรอ"
"อื้ม!"เซี่ยอันหรานยิ้มแล้วพยักหน้า ลุกขึ้นยืนแล้วพับแขนเสื้อขึ้น "เพราะว่าฉันชอบกินมาก ก็เลยชอบทำอาหารด้วยเหมือนกัน"
หมิงเยี่ยนเฟยเองก็ยิ้มแล้วลุกขึ้นมา "เดี๋ยวฉันช่วยเธอเอง"
เซี่ยอันหรานรีบผลักหมิงเยี่ยนเฟยออกไป "ไม่เป็นไร ฉันทำเองได้ คุณไปดูแลแผลของตัวเองดีกว่า"
"อืม แล้วคุณอยากจะกินอะไรเหรอ" เซี่ยอันหรานกวาดตามองวัตถุดิบอาหาร แล้วหันหน้าไปมองหมิงเยี่ยนเฟย "คุณกระดูกหัก ถ้าอย่างนั้นก็กินอาหารเผ็ดไม่ได้ กินอาหารจำพวกปลาแล้วกัน จะได้เสริมสร้างโปรตีน ช่วยเร่งการรักษาบาดแผลของคุณ พอดีเลยที่มีปลาอยู่ด้วย งั้นก็ทำแกงปลานะ"
เมื่อพูดถึงตรงนี้เซี่ยอันหรานก็พลันหยุดชะงักขึ้นมา ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันไปถามหมิงเยี่ยนเฟย "คุณคงจะไม่ได้แพ้อาหารทะเลใช่ไหม"
เซี่ยอันหรานเคยถูกโม่เซ่าเหยียนที่มีอาการแพ้จนทำให้รู้สึกหวาดผวาตกใจกลัวไปแล้ว กลัวว่าจะเจอกับคนที่แพ้อาหารทะเลเข้าอีกคน แล้วก็ปิดบังอาการแพ้ของตนเอง กินอาหารทะเลที่เธอทำเข้าไปอย่างไม่ลังเลต่อหน้าเธอ
หมิงเยี่ยนเฟยส่ายหน้า "ไม่มีอาการแพ้อะไรเลยทั้งนั้น แล้วก็ไม่มีอาหารที่ไม่ชอบด้วย"
หลังจากที่เซี่ยอันหรานได้ยินคำตอบของหมิงเยี่ยนเฟย ก็ขมวดคิ้วแล้วถามย้ำเพื่อยืนยันอีกครั้ง "ไม่แพ้อะไรเลยจริงๆ นะ คงจะไม่ได้บอกว่าไม่แพ้อะไรเลย แต่ความจริงแล้วแพ้อาหารทะเลหรอกนะ"
"ใครจะไปทำเรื่องที่เป็นอันตรายต่อตัวเองแบบนั้นกัน" หมิงเยี่ยนเฟยยิ้มแล้วถามกลับ
โม่เซ่าเหยียนทำไง! เซี่ยอันหรานตะโกนขึ้นมาภายในใจเสียงดัง
เมื่อหมิงเยี่ยนเฟยพูดจบ ก็เห็นท่าทางที่ดูไม่เชื่อใจของเซี่ยอันหราน จึงพูดออกมาอีกครั้ง "ฉันสาบาน ว่าฉันไม่แพ้อาหารอะไรเลยจริงๆ แล้วฉันก็ชอบกินอาหารทะเลมากๆ อีกด้วย"
เซี่ยอันหรานจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอย่างเบาๆ "งั้นก็ดีแล้ว อย่าหลอกฉันอีกนะ เดี๋ยวคุณรอแปปนึง เดี๋ยวฉันจะทำอาหารให้เลย"
หมิงเยี่ยนเฟยพยักหน้าลงเบาๆ ก็เห็นเซี่ยอันหรานรีบหมุนตัวหันไปเอาวัตถุดิบที่ทั้งสองคนชนะเอามาได้ไปล้างให้สะอาดเพื่อเตรียมทำกับข้าว แม้ว่าจะออกมาตั้งแคมป์กลางป่าแบบนี้ เครื่องครัวที่มีก็เรียบง่ายธรรมดา อีกทั้งมือของเซี่ยอันหรานก็ยังได้รับบาดเจ็บ แต่ว่าเซี่ยอันหรานดูสันทัดกับการใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบนี้อย่างเห็นได้ชัด ใช้เวลาไม่นานก็ทำอาหารเสร็จแล้ว
เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหาร ทีมงานกองถ่ายที่อยู่ด้านข้างก็อดไม่ไหวน้ำลายสอขึ้นมา จางหรานจึงใช้โอกาสที่ว่างอยู่นี้มาทำการสัมภาษณ์หมิงเยี่ยนเฟยสั้นๆ
จางหรานก็ถามคำถามเกี่ยวกับความประทับใจที่มีอยู่ต่อเซี่ยอันหรานในตอนนี้ก่อน จากนั้นก็ถามถึงความรู้สึกของหมิงเยี่ยนเฟยในขณะนี้
หมิงเยี่ยนเฟยหันหน้าไปมองเซี่ยอันหรานที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหาร แล้วจึงยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า "เสี่ยวหรานมักจะทำให้ผมมีความรู้สึกที่อยากจะแกล้งเธออยู่ตลอดเวลา หรืออยากหลอกเธอขึ้นมา ถึงแม้ตอนนี้จะรู้สึกว่าเสี่ยวหรานดูเปิ่นอยู่บ้าง แต่เธอก็ดูน่ารักในแบบของเธอ……..แล้วก็ใส่ใจคนอื่นมากๆ ด้วย คิดเผื่อถึงความรู้สึกของคนอื่น กลัวว่าจะเผลอไปทำร้ายคนอื่นมากๆ เป็นผู้หญิงที่สมควรจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ตอนนี้เมื่อมองดูเสี่ยวหรานที่กำลังทำอาหารให้ผม ก็รู้สึกเหมือน………เหมือนคู่สามีภรรยามากเลยจริงๆ แต่ช่างน่าเสียดายที่แขนผมหักอยู่แบบนี้ ไม่อย่างนั้นก็คงเป็นผมที่ทำอาหารให้เสี่ยวหรานกิน ผมเองก็ทำอาหารเก่งเหมือนกันนะ หวังว่าจะมีโอกาสได้ทำอาหารดีๆ ให้เธอสักมื้อ เพื่อเป็นการขอบคุณเธอ แล้วก็ถือว่าเป็นการขอโทษด้วย เพราะว่าผมมีแต่ความคิดที่อยากจะแกล้งเธออยู่ตลอดเวลาเลย"
"ราวกับว่าทั้งสองคนจะคอยขอบคุณอีกฝ่ายอย่างไม่รู้จบเลยนะ อันหรานเองก็ขอบคุณที่นายช่วยเหลือเธอจนได้รับบาดเจ็บ" จางหรานยิ้ม
"ตอนนั้นเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเธอ และโชคดีที่ผมอยู่ข้างๆ เธอพอดี ก็เลยช่วยเธอเอาไว้ นี่เป็นเรื่องที่สมควรทำครับ ผมไม่สามารถมองดูผู้หญิงคนหนึ่งได้รับอันตรายแล้วไม่เข้าไปช่วยได้ ผมเชื่อว่าถ้าหากเป็นคนอื่นที่อยู่ข้างๆ เธอ ก็จะช่วยเธอด้วยเหมือนกัน แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะจำมาตลอดจนถึงตอนนี้ เรื่องนี้ทำให้ผมประหลาดใจมาก เพราะความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย" หมิงเยี่ยนเฟยยิ้มพลางพูดขึ้นมา
จางหรานเองก็ยิ้มตามไปด้วย ภายในใจก็อดทึ่งกับความฉลาดในการตอบคำถามของหมิงเยี่ยนเฟยไม่ได้ หมิงเยี่ยนเฟยตอบออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา แต่ก็แสดงออกมาได้อย่างเปิดเผยชัดเจน หมิงเยี่ยนเฟยตัวเขานั้นเป็นคนที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกอยู่ในอันตราย เป็นคนที่มีจิตใจอบอุ่นอ่อนโยนมาก และเซี่ยอันหรานก็เป็นคนที่รู้จักสำนึกในบุญคุณ เป็นคนน่ารักจิตใจดีงามอีกทั้งยังมีมุมที่ดูเปิ่นอยู่เล็กน้อยด้วย
คำพูดสั้นๆ ไม่กี่ประโยค แต่กลับพูดออกมาได้เรียบง่ายและดูจริงใจ และยังพูดชมเชยทั้งสองคนออกมาอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งยังอธิบายถึงการกระทำที่เขาได้กลั่นแกล้งเซี่ยอันหรานออกมาได้อย่างสมเหตุสมผล คิดคำนวณว่าการที่พูดออกมาในตอนนี้นั้นจะสามารถทำให้คนจำนวนมากรู้สึกได้ถึงสำนวนที่พูดกันว่า "เพราะว่าชอบ ถึงได้แกล้ง"
จางหรานสัมภาษณ์หมิงเยี่ยนเฟยเสร็จ เซี่ยอันหรานเองก็ยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วมาให้ หมิงเยี่ยนเฟยมองดูเซี่ยอันหรานที่ยกอาหารมาหา ก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยกแขนขึ้นมาแล้วพูดขึ้นว่า "เจ็บแขนอ่า……"
ผมอันอ่อนนุ่มของหมิงเยี่ยนเฟยปรกอยู่บนหน้าผากของเขา ขณะที่เขาได้ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดนั้นก็ได้ให้ความรู้สึกที่ดูละมุน ราวกับว่ากำลังงอแงอยู่อย่างไรอย่างนั้น แต่ว่าหน้าตาของเขานั้นดูดีเอามากๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ชายตัวใหญ่ที่ทำท่างอแง แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนรู้สึกรังเกียจเลย
เซี่ยอันหรานรีบถามกลับด้วยความสงสัยออกมาในทันที "จะให้ฉัน อืม จะให้ฉันป้อนคุณไหม?"
MANGA DISCUSSION