บทที่ 134 – แฟลกที่สอง
ข้าชื่อไวท์..ไวท์เป็นชื่อที่เจ้านายคนก่อนตั้งให้ข้า ถามว่าเจ้านายคนก่อนคือใคร.. นั่นสิ.. ข้าเองก็คงจำไม่ได้แล้ว
แต่ข้ารู้แค่ว่านายท่านคนเก่าเป็นคนที่สุดยอดมาก แน่นอนว่ามีนายท่านคนเก่าก็แสดงว่าได้นายท่านคนใหม่มาแล้ว
แต่ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่านายท่านคนเก่าออกจะพิลึกนิดหน่อย อย่างตอนที่เดินทางด้วยกันนายท่านคนนี้ของข้าเธอยังหลบเลี่ยงแม้แต่หมีที่เป็นสัตว์
ทั้งๆ ที่มีพลังสามารถกำจัดหมึกยักษ์นั่นได้ง่ายๆ แท้ๆ ซึ่งการจะทำแบบนั้นเจ้านายคนก่อนยังทำไม่ได้เลยนะ
ถ้าทำได้เธอคงไม่เลือกที่จะผนึกแทนที่จะฆ่าหรอก แต่ว่านายท่านคนนี้ทำได้ง่ายๆ เลย
ก็ลองนึกสภาพดูสิว่าแค่ปุ่มเนื้อบนหนวดของหมึกยักษ์นั่นก็ใหญ่กว่าประเทศหนึ่งเป็นสิบๆ เท่าเลยนะ แค่หมีตัวเล็กๆ จะเทียบได้ยังไงล่ะ
แต่ว่านายท่านคนนี้ดันทะลึ่งพูดว่า “อย่ามองคนแค่ภายนอกสิ มันไม่ดีนะ” อะไรแบบนี้ ถึงจะเห็นด้วยว่าเราไม่ควรมองคนที่ภายนอกก็เถอะ
แต่มันคนละความหมายหรือเปล่า!? ไม่สิ ต่อให้เป็นความหมายตามที่นายท่านว่า แต่หมีก็ไม่ใช่คนสักหน่อยนี่น่า
คงไม่ต้องบอกแล้วนะว่าเธอแปลกยังไง ใช่ เธอเป็นคนขี้กลัวเอามากๆ ถึงจะมีพลังที่แข็งแกร่งแต่รอบคอบอยู่เสมอ น่ารักจริงๆ
ถ้าข้าพูดต้องไม่เชื่อแน่เลยว่า นายท่านของข้าพึ่งจะอายุสิบกว่าปีเอง ยังเด็กอยู่เลยแต่นิสัยเหมือนคุณลุงคุณป้าเอามากๆ
ถึงข้าจะมีชีวิตอยู่มาเหมือนนานแล้วก็เถอะนะ.. และแม้ว่านายท่านจะเป็นคนที่พิลึกๆ และดูไม่เป็นมิตรเลยสักนิด
แต่ว่าข้าก็สามารถบอกได้ว่าเธอเป็นคนดีมาก เธอช่วยข้าจากความตาย.. ไม่สิ ช่วยข้าจากการที่ข้าเดินเข้าหาประตูความตายด้วยตัวเอง
ถึงข้าจะเหลือแค่วิญญาณแต่ตัวข้านั้นก็ยัง ‘มีชีวิตอยู่’ ในตอนนี้.. ดังนั้นแม้จะเป็นแค่วิญญาณข้าก็ยังมีชีวิต
เพราะในโลกนี้ร่างกายก็เป็นเหมือนภาชนะ ส่วนวิญญาณคือคนที่บังคับภาชนะอีกที พอตายก็ไปเกิดใหม่เพียงแค่นั้น
แต่อะไรจะมากำหนดว่าชีวิตนี้ยังคงเป็นชีวิตนี้ล่ะ ในเมื่อวิญญาณสามารถเปลี่ยนกายหยาบ หากมีคำถามแบบนี้
ข้าเองก็สามารถตอบได้ แม้จะไม่ใช่ผู้ชำนาญ… และคำตอบนั่นก็คือ เพราะในตอนนี้ยังเป็นตัวของตัวเองอยู่ยังไงล่ะ
ไม่ว่าจะเป็น ความทรงจำ นิสัย ชีวิต จิตใจ ความคิด ทุกๆ อย่างก็ล้วนประกอบขึ้นมาพร้อมกับวิญญาณของ ‘ชีวิตนี้’
ซึ่งตับข้าขาดเพียงแค่กายหยาบนอกนั้นยังคงเหลือครบทุกประการ แบบนี้ก็คงเรียกว่ามีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน
และที่ข้าเลือกในตอนนั้นคือสลายดวงวิญญาณทิ้ง ตัวข้าจะหายไปอย่างแท้จริง ไม่ได้แม้แต่ไปเริ่มชีวิตใหม่
จะพูดง่ายๆ คือชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย แต่ข้าได้ถูกช่วยเอาไว้ ดังนั้นนายท่านจึงเป็นทั้งเจ้านายและผู้มีพระคุณที่ข้าเคารพ
ตัวข้าที่เป็นหนึ่งในห้าศาสตราพิชิตสวรรค์ ที่เป็นศาสตราวุธซึ่งถูกยกย่องว่าแข็งแกร่งมากที่สุดในโลก…
แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีตเท่านั้น.. โลกในตอนนี้ข้าเต็มไปด้วยความงุนงง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้พื้นดิน อากาศ
ทุกอย่างในโลกนี้เป็นเหมือนโลกที่นายท่านคนก่อนเคยเล่าไว้เลยว่า โลกที่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอนุภาคเวทมนตร์
ข้าเรียนรู้จากนายท่านคนก่อนมาว่า โลกทั้งใบถูกประกอบขึ้นจากอะตอมไม่ว่าจะอะไรก็ตามแต่ล้วนถูกประกอบขึ้นด้วยอะตอม
และนอกจากอะตอมยังมีอนุภาคเวทมนตร์อยู่ด้วย มันจึงทำให้วัตถุชิ้นนั้นเป็นวัตถุอย่างแท้จริง แต่ถ้าลบอนุภาคเวทมนตร์ออกละก็..
วัตถุจะสลายหายไปอะตอมกลับคืนสู่ความว่างเปล่า ทุกอย่างจะสูญเสียต้นกำเนิดไปโดยสิ้นเชิง เหมือนกับลบอะตอมออกจากวัตถุนั่นแหละ
แต่นายท่านคนก่อนบอกว่าแม้จะไร้อนุภาคเวทมนตร์ แต่ก็ยังมีโลกที่ไร้อนุภาคเวทมนตร์นี้อยู่จริงๆ
แถมแม้จะไร้อนุภาคเวทมนตร์ก็สามารถเป็นวัตถุได้ เหมือนกับกฎเกณฑ์แห่งโลกนั้นแตกต่าง
ตอนแรกข้านึกว่านายท่านคนก่อนแค่พูดหลอกข้า แต่เหมือนจะเป็นเรื่องจริงสินะ แถมนายท่านคนก่อนยังพูดเหมือนรู้ดีอีกด้วย
หรือว่านายท่านจะเคยมาโลกนี้กันนะ?
ส่วนข้าก็ตกใจมากเช่นกัน ทุกอย่างในสายตาข้าเต็มไปด้วยสิ่งแปลกประหลาดเหมือนบุกเบิกแดนลี้ลับ
โลกนี้เหมือนจะเป็นโลกที่ครอบโลกของข้าอยู่อีกที ถึงข้าจะไม่รู้ว่าทำไมโลกที่ข้าเคยอยู่ทำไมถึงเหลือขนาดแค่เล็กๆ
แต่โลกด้านนอกนี้ก็มีแต่ของน่าสนใจ จะว่าไปถ้าไร้อนุภาคเวทมนตร์แล้วเขาใช้เวทมนตร์กันยังไงล่ะ?
“นายท่าน ท่านใช้เวทมนตร์ได้ยังไงอ่ะ”
“ถ้าฉันบอกวิธีใช้ เธอคงไม่ใช้เวทมนตร์ลอบโจมตีฉันหรอกนะ?”
“ไม่ทำหรอก!! แล้วก็ข้าเองก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ด้วย ข้าแต่สงสัยเฉยๆ เท่านั้นเอง!”
ข้าพูดออกไป ก็อย่างว่านายท่านชอบคิดอะไรลบๆ แบบนี้แหละ แต่ข้าก็พอรู้ว่าเพราะเธอมีปมภายในใจนั่นแหละมั้ง
“ยังงั้นเหรอ..”
เธอมองข้าด้วยสายตาไม่เชื่อใจ แต่สุดท้ายก็ยอมบอกเพราะข้าเซ้าซี้ถามข้ามวันข้ามคืน
บนโลกนี้ดูเหมือนว่าเวทมนตร์จะเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของร่างกาย ถ้าจะพูดว่าในร่างกายมนุษย์มีน้ำอยู่กี่เปอร์เซ็นต์อะไรแบบนั้น
เวทมนตร์เองก็เหมือนกัน แต่ที่ข้าประหลาดใจคือเหมือนว่ารูปแบบเวทมนตร์แต่ละเผ่าจะแตกต่างกันจนสับสน
มนุษย์มีพลังเวทมนตร์น้อย จากที่นายท่านบอกดูเหมือนว่าเพราะโครงสร้างร่างกายมนุษย์ค่อนข้างด้อยกว่าปีศาจทำให้มีพลังเวทมนตร์น้อยนิด
แต่มนุษย์ก็ใช้วิธีการแทรกแซงกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เพราะแม้เวทมนตร์จะน้อยแต่เวทมนตร์ก็เป็นเหมือนเข็มที่แม้จะน้อยแต่ก็สร้างการโจมตีได้หากใช้ถูกวิธี
มนุษย์ใช้เวทมนตร์ทะลวงเข้าไปยังกฎเกณฑ์ธรรมชาติโดยตรงและแทรกแซงความจริงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นด้วยความคิดหรือองค์ความรู้ของตัวเอง
ยุ่งยากสุดๆ ส่วนปีศาจก็ของปีศาจ… แต่ว่านายท่านเป็นมนุษย์แล้วทำไมถึงมีพลังเวทมนตร์เยอะล่ะ เรื่องนี้ข้าถามไปแล้วแต่เธอไม่ตอบข้าน่ะ
และนายท่านของข้ามีคนสำคัญอยู่คนหนึ่งคือผู้หญิงที่ชื่อทสึรุ ซึ่งเธอตื่นขึ้นมาหลังจากข้ากับนายท่านร่วงมาสู่พื้นได้หลายวัน
นายท่านเข้าไปในมิติแปลกๆ มิติที่เหมือนจะเป็นมิติเก็บของนี้ แต่ดันเอาสิ่งมีชีวิตมาอยู่ได้เหมือนอยู่โลกภายนอก.. สุดยอดจริงๆ
พอเธอตื่นขึ้นทสึรุเป็นคนเข้าหาง่ายกว่านายท่านมากข้ากับเธอเลยสนิทกันในเวลาสั้นๆ … แต่ตอนนั้นเองที่ทสึรุถามนายท่านว่า
“ว่าแต่พวกเราจะไปไหนกันเหรอ ไม่กลับโรงเรียนงั้นเหรอ?”
จะว่าไปก็ใช่แฮะ นับตอนก่อนหน้านี้ที่ทสึรุยังไม่ตื่น ก็ใช้เวลาก็ไปเกือบเดือนแล้วนะ ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าไม่กี่วันตลอดก็เถอะนะ
พอทสึรุตื่นขึ้นมาเธอก็ยังเดินทางแบบนี้อีกเกือบสัปดาห์จนทสึรุถามขึ้นเนี่ยแหละ และข้าเองก็สงสัยเหมือนกันเลยถามออกไป
“นั่นสิ นายท่านจะไปไหนงั้นเหรอ?”
ก็นะ ถึงข้ายังมีเรื่องอีกหลายเรื่องที่อยากเรียนรู้ในป่าพร้อมกับสอบถามนายท่าน เพราะถ้ากลับโรงเรียนแล้วข้าคงออกมาลอยเล่นแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ
แต่นายท่านก็ยังเป็นเด็กในสายตาครอบครัว อาจจะมีคนกำลังเป็นห่วงเธอและกังวล รวมถึงเรื่องโรงเรียนของเธออีกด้วย
ดังนั้นข้าจะเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ข้าเลยถามออกไปด้วยหลังจากที่ทสึรุถามนายท่าน
เธอตอบกลับมาว่า… “ไม่ต้องห่วง เรายังพอมีเวลาอยู่!”
เป็นคำพูดที่ธรรมดายิ่งกว่าธรรมดา แต่ว่าพอข้าได้ยินหัวข้าก็เต้นแรง… นายท่านเธอรู้ว่าจ้ายังคงสับสนกับโลกนี้และเต็มไปด้วยความแปลกใจ
เพราะตลอดทางข้าก็แปลกใจมาตลอดทาง แต่พอพวกเราถามออกไปเธอบอกกลับมาว่าไม่ต้องห่วงยังพอมีเวลาออกมา
ข้ารู้ว่าแม้เธอจะเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรเท่าไหร่ แต่เธอเป็นคนดีมาก เธอช่วยข้าจากความตายเอาไว้
และตอนนี้เองก็เช่นกัน แม้เธอจะต้องรีบกลับโรงเรียน เพราะข้ารู้ว่าเหตุการณ์หลายวันก่อนหน้าทำผู้คนตกตะลึงและหวาดกลัวอย่างมากแน่ๆ
จะพูดให้ถูกคือต้องรีบกลับไปบอกครอบครัวว่าตัวเองไม่เป็นไร เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องเป็นห่วง หรือโรงเรียนก็ยังต้องมีเรียน
หากเลทิเซียเป็นคนแบบที่ทสึรุว่า เธอเป็นคนสนใจเรื่องเรียนมากที่สุดแล้วล่ะ แต่เธอกลับบอกว่าไม่ต้องห่วงเรายังมีเวลา..
ถึงข้าจะไม่ได้ฉลาดอะไรก็เถอะ แต่ข้าก็ไม่มีทางไม่เข้าใจความใจดีของนายท่านแน่ๆ เธอจะบอกว่า ยังพอมีเวลาอยู่ไม่ต้องรีบหรือห่วงอะไร
ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิดก็ได้.. ใช่แล้วพวกคนที่ไม่รู้จักว่านายท่านใจดีคงไม่คิดอะไรมากหรืออาจจะคิดว่านายท่านหลงทาง (ก็หลงทางไง!)
แต่ข้ารู้ดีว่านายท่านกำลังพาจ้าชมโลกกว้างไม่งั้นจะเดินทางนานเป็นเดือนๆ แบบนี้เหรอ…. อีกทั้งตลอดทางยังเดินช้าๆ
หลบหลีกมอนสเตอร์.. ข้าเข้าใจหมดแล้วถึงนายท่านจะขี้ระแวงแต่ยังไงสัตว์ก็แค่สัตว์นายท่านไม่กลัวหมีธรรมดาแน่
แต่ที่เธอทำเพราะให้ข้าได้ซึมซับบรรยากาศหรือเข้าใจต่อโลกให้มากขึ้น.. เพราะคำพูดนั้นทำให้ข้าเข้าใจถึงความอ่อนโยนของนายท่าน..
แถมหากพูดแบบนี้คนอื่นคงคิดว่านายท่านหลงทางแน่ๆ (ก็หลงทางไงน้อง..)
แต่ข้าที่เดินทางสังเกตนายท่านมาตลอดเดือนน่ะ.. พอคำพูดนี้ดังขึ้นทุกอย่างก็เชื่อมต่อและอธิบายการกระทำของนายท่านได้ทั้งหมด!
เธอทำเพื่อข้าขนาดนี้! ไม่มีใครเคยทำเพื่อข้าขนาดนี้มาก่อนเลยแม้แต่นายท่านคนก่อนเองก็ด้วย… ข้า…ดีใจ..มาก
ข้าดีใจจนน้ำตาไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้… ข้ามองนายท่านด้วยสายตาที่ขอบคุณ…
……..
[ชื่อเรื่องเปลี่ยนไม่ต้องตกใจนะครับ นี่คือสิ่งที่ฟ้าได้กำหนดมาเนิ่นนานแล้ว …(?) ถึงชื่อจะเปลี่ยนดูขรึมกว่าเดิมแต่ก็ยังกาวอยู่ดีก็เหอะนะ – ผู้เขียน]
MANGA DISCUSSION