ตอนที่ 77 : มนุษย์ต้นไม้
วันที่ 3 – เวลา 08.14 นาฟ้า – Monilo Boulevard, Bayanan, เมืองบาควร์, คาวิท
หลังจากที่พร้อมแล้ว มาร์คก็ได้นั่งอยู่ข้างประตูยานพาหนะกับแอ็บบีเกลที่นั่งอยู่ข้างๆเขา เหมยและเด็กอีกสองคนก็ได้ตั้งใจดูจอมอนิเตอร์ในเมื่อเหมยนั้นบังคับโดรนได้อย่างไม่ชํานาญพอ
หลังจากผ่านไปสิบนาทีหลังจากที่เหมยและเด็กๆได้เริ่มหลอกล่อผู้ติดเชื้อออกไป ในที่สุดเธอก็จัดการล่อผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าศาลากลางไปยังข้างหลังตึกได้ ตอนนั้นเองที่โอเดลินาได้เหยียบคันเร่งและขับรถพุ่งไปยังจุดหมายปลายทาง
โอเดลินาได้ขับรถพุ่งเข้าชนผู้ติดเชื้อที่อยู่ตามถนนอย่างไร้ความปราณี ยานพาหนะนั้นโยกเยกสั่นสะเทือนทุกขณะ แต่มีบางครั้งที่การสั่นสะเทือนนั้นแรงจนทนไม่ได้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นก็เมื่อโอเดลินาได้เอารถพุ่งเข้าหาผู้ติดเชื้อที่มีผิวหนังคล้ายเหมือนต้นไม้ มันให้ความรู้สึกเหมือนกําลังชนกับบางสิ่งที่หนักมาก เฉกเช่นต้นไม้ต้นเล็กๆ
เมื่อเพิ่มผู้ติดเชื้อนี้ลงไปในรายชื่อ มาร์คก็ตัดสินใจที่จะเรียกมันว่า “มนุษย์ต้นไม่”
เมื่อถึงยังสถานที่เป้าหมายซึ่งคืออ๊อฟฟิศของโรงยิมที่อยู่ทางเหนือของศาลากลาง มาร์คได้เปิดประตูรถและปิดลงอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มยิงผู้ติดเชื้อที่พุ่งเข้ามาโดยเฉพาะกับซอมบี้นักกัดในเมื่อมันได้เคลื่อนไหวเร็วกว่าผู้ติดเชื้อชนิดอื่นๆ
สายตาของมาร์คเริ่มคมชัดขึ้นและการเคลื่อนไหวของเขาก็เริ่มเร็วมากขึ้น เขานั้นกําลังเปิดใช้งานอะดรีนาลีนอยู่นั่นเอง! เขาเล็งไปที่หัวของผู้ติดเชื้ออย่างแม่นย่าที่สุดเท่าที่เขาจะทําได้ ด้วยระยะที่สั้นระหว่างเขาและผู้ติดเชื้อ จึงไม่น่าที่เขาจะพลาดเป้าได้ มันไม่ใช่ว่าเขาเล็งด้วยตาเปล่าด้วยระยะที่ไกลหลายร้อยเมตร เขาจะยิงพลาดแน่ถ้าเป็นอย่างนั้น
ในขณะที่มาร์คกาลังยิงผู้ติดเชื้อไปด้วย เขาและแอ็บบีเกลก็ได้เข้ามายังทางกําแพงกระจกที่แตกละเอียดของแผนกต้อนรับ หลังจากนั้นโอเดลนาก็ได้เคลื่อนไหวไปยังแผนขั้นตอนต่อไป เธอกลับรถและเร่งรถออกไปจากพื้นที่ เป็นการรับรองความปลอดภัยว่าจะไม่ถูกรุมทิ้งด้วยพวกผู้ติดเชื้อเพียงเพราะว่าพวกเขาต้องรอมาร์คและแอ็บบีเกล
กลับไปยังที่ที่พวกเขาได้จอดรถอยู่ก่อนหน้านั้น โอเดลินาก็ได้เริ่มทําสิ่งอื่นๆที่มาร์คสังให้เธอทำนั่นคือการสอนให้เหมยและลูกของเธออย่างน้อยก็ได้รู้วิธียิ่งขึ้น
เมื่อมาร์คถามเธอก่อนหน้านั้นว่าเธอสามารถยิงปืนได้ไหมเธอก็พยักหน้าโดยทันที นั่นก็เพราะว่าสามีที่ล่วงลับไปแล้วของเธอนั้นมีงานอดิเรกที่ชอบออกไปสนามยิงปืน เพื่อฝึกซ้อมยิงปืนไม่ว่าจะเป็นปืนชนิดไหนๆก็ตาม และก็มีหลายครั้งที่เขาพาเธอไปด้วยและได้สอนการยิงปืนให้กับเธอ
เมื่อพวกเขาได้ย้อนกลับออกมาจากพื้นที่นั้น มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะมีผู้ติดเชื้อวิ่งไล่ตามยานพาหนะเขาอยู่ข้างหลัง
โอเดลินาใช้ปืนพกยิงไปที่ซอมบี้นักกัดที่ใกล้เข้ามาอย่างไม่ลังเลโดยไม่กระพริบตา เธอค่อยๆเคลื่อนรถช้าลงเพื่อเป็นการฝึกฝนการยิงปืนให้อีกสามคนที่อยู่บนรถ เมื่อเห็นทักษะการยิงของเธอที่ยิงต่อซอมบี้นักกัดแล้ว เห็นได้ชัดว่าเธอมีทักษะการยิงปืนที่สูงเมื่อเทียบกับมาร์ค
โอเดลินาสอนสามคนนั้นถึงวิธีการยิงปืนคนต่อคน แน่นอนว่ามันไม่สําเร็จในครั้งเดียวหรอก เหมยและลูกๆของเธอสะดุ้งทุกนัดที่ได้เหนี่ยวไกลูกกระสุนออกไป ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เหมยก็ยังมีอาวุธอีกหนึ่งสิ่งที่เธอสามารถทํามันได้ดีกว่าการยิงปืน ดูเหมือนว่าหน้าไม้ที่มาร์คทําให้เธอนั้นเธอถนัดใช้สิ่งนั้นมากกว่า เธอได้จัดการฆ่าซอมบี้นักกระหายไปหลายตัวเมื่อตอนที่เธอใช้หน้าไม้เป็นอาวุธ แต่เธอนั้นยิงพลาดไปหลายนัดเมื่อได้ใช้อาวุธปืน
เด็กๆนั้นยังสามารถจัดการยิงปืนใส่ซอมบี้ได้ แต่อัตราส่วนของการยิงโดนผู้ติดเชื้อนั้นต่ํามาก ใท้ายที่สุดแขนของเด็กๆก็เริ่มเจ็บเนื่องจากแรงสะท้อนกลับมาของปืน และโอเดลินาจึงจําเป็นต้องจัดการผู้ติดเชื้อที่เหลือด้วยตัวของเธอเอง ในขณะที่ซ่อม
นักกระหายนั้นคุกคามอะไรไม่ได้มากนัก กระดูกหุ้มเกราะสีเทาก็ได้ปรากฏออกมาจากแขนของโอเดลินาและเธอก็เริ่มปล่อยหมัดไปที่ผู้ติดเชื้อ หมัดนั้นอาจจะดูลีลาไม่สวยมากนัก แต่ในฐานะที่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ความแข็งแรงของเธอนั้นก็ไม่ใช่เล่นๆอีกต่อไป
เมื่อพวกเขาได้เคลียผู้ติดเชื้อที่อยู่รอบๆพวกเขา เหมยก็ได้รีบกลับเข้าไปดูจอมอนิเตอร์ภาพเหตุการณ์รอบๆศาลากลาง เธอบังคับให้โดรนลจอดที่ดาดฟ้าของโรงยิมอีกครั้งและส่องดูพื้นที่ เมื่อเธอเห็นเหตุการณ์ เธอก็ได้ตกใจตื่นตระหนกและหยิบวิทยุขึ้นมาโดยทันที
ในขณะที่โอเดลินาและคนที่เหลือได้ใช้เวลาในการเรียนรู้การใช้ปืน สถานการณ์ด้านของมาร์คและแอ็บบีเกลก็เริ่มไม่ราบรื่น
ผู้ติดเชื้อที่อยู่ด้านนอกสํานักงานได้พยายามแห่เข้ามาในสํานักงานไม่หยุดหย่อน พวกมันก็ได้เหยียบเศษชิ้นส่วนของกําแพงกระจกที่อยู่ที่พื้นชิ้นต่อชิ้นจนเกิดเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ นั่นทําให้ดึงดูดผู้ติดเชื้อตัวอื่นๆเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ
ปืนไรเฟิล M16 ที่มาร์คใช้นั้น แม้จะมีระบบเก็บเสียงก็ยังก่อให้เกิดเสียงพอที่จะดึงดูดผู้ติดเชื้อที่อยู่บริเวณใกล้ๆเข้ามา
มาร์คยิงผู้ติดเชื่ออย่างต่อเนื่องขณะที่พวกเขาเดินถอยกลับเข้าไปยังในสํานักงาน
แม่ในขณะที่เขากําลังยิงผู้ติดเชื้อก็ยังมีบางครั้งที่ผู้ติดเชื้อหนึ่งหรือสองตัวยังคงสามารถเข้ามาใกล้พวกเขาในทิศทางที่เขายังไม่ทันได้ระวัง ด้วยสถานการณ์เหล่านี้ก็ได้ เกิดเงาสีแดงอันพร่ามัวพุ่งเข้าหาผู้ติดเชื้อที่ได้เข้ามา เมื่อมาร์คเผชิญหน้ากับผู้ติดเชื้อที่เข้ามาใกล้เขา เขาก็เห็นรองเท้าของแอ็บบีเกลได้ปักเสียบอยู่บนใบหน้าของผู้ติดเชื้อจนทําให้หัวของมันหมุนหักไป
อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อไม่ได้มีจํานวนเยอะจนทําให้พวกเขาต้องหัวหมุน แต่ติดปัญหาตรงที่มันเป็นมนุษย์ต้นไม้น่ะสิ
เมื่อพวกเขาได้เข้ามาใกล้มากขึ้น มาร์คก็สามารถมองเห็นลักษณะหน้าตาของมนุษย์ต้นไม่ได้อย่างชัดเจน ผิวของพวกมันกลายเป็นไม่โดยสิ้นเชิงและมีผิวที่เป็นลักษณะของเปลือกไม้ พวกมันเชื่องช้ามากกว่าพวกซอมบี้นักกระหายด้วยซ้ํา ดูเหมือนว่าร่างกายที่มีลักษณะเป็นไม้ของพวกมันกําลังขัดขวางการเคลื่อนไหวของมัน ทําให้มันเคลื่อนไหวได้อย่างล่าบากและไม่มีอิสระมากพอในการขยับตัว
มันไม่มีปัญหาใดๆหากการเคลื่อนไหวของมนุษย์ต้นไม้นั้นเชื่องช้ํา แต่ปัญหาคือผิวหนังของพวกมันแข็งแรงและหนาเกินไปเหมือนกับต้นไม้ ร่างกายของมันก็ยังหนักเกินไปอีกด้วย อีกประการหนึ่งคือปากของพวกมันไม่มีอยู่ มาร์คนั้นคิดไม่ออกเลยว่าผู้ติดเชื้อที่กลายพันธุ์เหล่านี้จะได้รับพลังงานในการเคลื่อนไหวร่างกายมาจากที่ไหน การสังเคราะห์แสงงั้นหรอ? มาร์คก็คงไม่รู้อยู่ดี และดูเหมือนว่าร่างกายของพวกมันก็ไม่ได้มีใบไม้อยู่ด้วย
มนุษย์ต้นไม้สองตัวได้ปิดกลั้นทางเดินไม่ให้พวกเขาเข้าไปยังโถงทางเดินได้ มาร์คได้ยิงลูกกระสุนไปหนึ่งนัดเข้าที่ศีรษะของมนุษย์ต้นไม้ แต่การยิงไปที่ผู้กลายพันธ์ที่ติดเชื้อนั้นก็ได้ท่าให้มันแค่เซไปข้างหลังโดยไม่แม้แต่จะล้มลงไป มันกลับทรงตัวได้และเดินเข้าไปหามาร์ค เขาเห็นว่าหัวกระสุนยังติดอยู่ที่หน้าผากของมันอยู่เลย และมีเลือดเป็นสีขาวไหลออกมาจากบาดแผลของมัน เลือดของมันนั้นมีลักษณะคล้ายยางต้นไม้มากกว่า
ซอมบี้นักกัดได้พุ่งเข้ามาจากบริเวณแผนกต้อนรับทําให้มาร์คต้องหันไปจัดการกับซอมบี้นักกัด ในเมื่อมันอยู่ใกล้กับมาร์คเกินไป มาร์คจึงไม่ใช้ปืนไรเฟิลในการฆ่ามัน เขานั้นได้เอามีดด้ามยาวฟันไปที่ศรีษะของมันจนแบ่งออกไปสองซีก
มาร์คหันกลับไปหามนุษย์ต้นไม้สองตัวนั้นและฟันคอตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดกับเขาด้วยมีดด้ามยาว มันเกือบทําให้เขาต้องสบถออกมา
ความรู้สึกที่เขาใช้มีดด้ามยาวสับลงไปที่คอของมนุษย์ต้นไม้นั้นเป็นความรู้สึกเดียวกันกับการที่เขาได้สับฟื้น! มันไม่ได้แค่ล้มเหลวแค่การสับคอขอมันให้ขาดแต่มีดด้ามยาวก็เกือบจะหลุดติดค้างไปกับคอของมันด้วย!
ในขณะนั้นเองแอ็บบเกลก็ได้พุ่งตัวเข้ามาหามนุษย์ต้นไม้ด้วยความเร็วสูง เธอกระโดดเข้าหากาแพงเพื่อใช้มันผลักตัวเองไปที่ด้านข้างของมนุษย์ต้นไม้ และเตะไปที่หัวของมันซึ่งจริงๆตรงนั้นเป็นที่ที่หูของมันควรมีอยู่
ลูกเตะที่มนุษย์ต้นไม่ได้รับทําให้มันถูกผลักกลับไปตามแรงกระแทกและเซไปข้างหลัง อย่างไรก็ตามมันก็คงยังไม่ล้มลงไป แข็งแกร่งอะไรอย่างนี้นะ!
ถึงกระนั้นผลกระทบจากการเตะยังคงผลักดันให้มาร์คและแอ็บบี้เกลลื่นไถลผ่านไปตามโถงทางเดิน มันก็เป็นสิ่งที่ดี ด้วยการที่มนุษย์ต้นไม้นั้นตัวหนักและแข็งแรงได้ขวางทางเดินอยู่ มันคงยากกว่าสําหรับผู้ติดเชื่อที่อยู่ด้านนอกในการจะไล่ตามจับพวกเขา
มาร์คและแอ็บบเกลได้เข้ามายังทางเดินกว้าง เขารู้ว่าพวกเขาอยู่ใกล้บริเวณหลังเวทีภายในโรงยิม บันไดที่ใช้ขึ้นไปน่าจะอยู่แถวๆหัวมุม ทําไมเขาถึงรู้? เขาเคยเข้ามาที่นี่หลายครั้งแล้วไงล่ะ! ที่ได้เกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นในปีที่ผ่านมา!
ในขณะที่พวกเขากําลังวิ่งอยู่ วิทยุที่อยู่ตรงเข็มขัดของมาร์คก็สั่นไหว เขาได้หักคอซอมบี้นักกระหายและหยิบวิทยุขึ้นมา
“เหมย? มีอะไรเกิดขึ้นงั้นหรอ?”
เมื่อเขาได้ยินเสียงที่วิตกกังวลของเหมยเขาจึงรีบถามออกไป
“พี่คะ! รีบจัดการให้เสร็จและหนีออกมาด่วน ผู้ติดเชื้อที่มีตัวขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังศาลากลางก่าลังมุ่งไปทางพี่!”
“อะไรนะ!”
มาร์คก็ได้ตกใจ พวกเขายังไม่ทันได้ไปถึงบันได้ชั้นสองเลยด้วยซ้ํา! ยิ่งไปกว่านั้น ทางเดินแขวนที่เชื่อมต่ออาคารนี้กับศาลากลางนั้นยาวไปถึงชั้นสาม!
“พี่คะ! รีบๆนะ! มันเกือบจะถึงมุมตึกของศาลากลางแล้ว!”
“เหมย! ฉันจะไม่ปิดวิทยุนะ คอยอัพเดทสถานการณ์ให้ฉันด้วยล่ะ!”
“โอเค!”
มาร์คเก็บวิทยุพกเข้าไปที่กระเป๋าเข็มขีดที่เดิมแต่ไม่ได้ปิดเสียงมันเอาไว้ จากนั้นเขาก็หันไปหาเด็กสาว
“เกล เธอได้ที่เหมยบอกมั้ย พวกเราต้องเร่งความเร็วกันแล้วล่ะ”
เด็กสาวพยักหน้า
แม้ว่ามาร์คจะบอกแอ็บบีเกล แต่เขารู้ว่าคนเดียวที่ต้องเร่งความเร็วขึ้นก็คือตัวเขานั่นเอง!
คู่พ่อลูกนี้ก็ได้วิ่งตรงไปยังบันได้และปีนขึ้นไป เมื่อพวกเขาได้ถึงครึ่งทางที่จะไปยังชั้นสอง ซอมบี้นักกระหายก็เดินอุ้ยอ้ายเข้าไปหาพวกเขาจากชั้นสอง มาร์คหลบถอยไปด้านข้างและเตะไปที่หลังของมันทําให้มันล่วงหล่นไปอยู่ที่บันไดชั้นล่าง ศรีษะของซอมบี้นักกระหายกระแทกไปกับพื้นอย่างรุนแรงทําให้เลือดไหลออกมา
ในขณะที่พวกเขากําลังรีบร้อนอยู่ มาร์คก็ไม่เสียเวลาไปกับการฆ่าซอมบี้ที่อยู่ตามทาง เขาแค่เตะไปที่เข่าและขาของพวกมันและทําให้พวกมันล้มไปกองอยู่กับพื้นและก็ได้วิ่งต่อไป ในขณะที่เขาวิ่งไปเหมยก็ยังคงรายงานสถานการณ์ข้างนอกอยู่เรื่อยๆ
เมื่อเขาได้ไปถึงชั้นสาม ก็ได้ยินเสียงของเหมย
“พี่คะ มันอยู่ข้างนอกอาคารที่พี่เข้าไปแล้ว! พวกมันเข้าไปที่ทางเดิน!”
เวรแล้ว!”
มาร์คและแอ็บบีเกลก็ได้รีบวิ่งไปตามโถงทางเดินในชั้นสาม โชคดีที่ชั้นสามนั้น แทบจะไม่มีผู้ติดเชื้ออยู่ข้างใน พวกเขาเผชิญหน้ากับผู้ติดเชื้อเพียงสองตัวก่อนที่พวกเขาจะได้เจอประตูเข้าไปที่ทางเดิน
ประตูถูกล็อคไว้แต่พวกเขาก็ยังสามารถได้ยินเสียงดังเอะอะออกมาจากข้างนอก
“มันกําลังทําลายสิ่งก่อสร้างตามทางเดินเข้ามาแล้ว! พี่คะ เร่งมือเร็ว! มันทําลายสิ่งก่อสร้างแตกทลายไปหมดแล้ว!”
เวลานั้นคือสาระสําคัญ! มาร์คได้เหนี่ยวไกลูกกระสุนใส่ประตูที่ล็อคอยู่และเตะเปิดมันออกไป เมื่อประตูเปิด เขารู้สึกได้ว่าพื้นกําลังสั่นไหว
ยิ้ม! ยิ้ม!
“มันต้องการอะไรจากพวกเรา? มันควรกลับไปเฝ้าผลไม้บ้านั่นเอาไว้นะ!”
มาร์คกล่าวในขณะที่เขาเห็นใบไม้ผ่านตาออกไปตากทางเดินข้างนอก เขาแน่ใจได้ว่านั่นเป็นส่วนหัวของมนุษย์ต้นไม้กลายพันธุ์ เลเวล2
“เกล! พวกเราต้องวิ่ง!”
ทั้งๆที่ทางเดินได้สั่นไหวและเสียงกระแทกดังมาจากข้างล่าง พวกเขาก็เริ่มวิ่งข้ามทางเดินแขวนไป
ในขณะที่พวกเขาวิ่งไป มาร์คก็ได้มองไปทางด้านซ้ายและเห็นว่ามนุษย์ต้นไม้กลายพันธุ์ได้จ้องไปที่เขาจากด้านล่าง
“อะไรกันวะเนี่ย!”
มาร์คแน่นอนใจว่ามันจ้องมาที่เขาแน่ๆ การจับจองของมันก็ได้มองตามมาร์คที่กำลังวิ่งอยู่!
อย่างไรก็ตามการกระทําและพฤติกรรมของมนุษย์ต้นไม้กลายพันธุ์ก็ไม่ได้เป็นไปตามพฤติกรรมปกติของผู้ติดเชื้อทั่วไป มันเห็นว่ามาร์คและแอ็บบีเกลที่วิ่งอยู่แต่ก็ไม่ได้เข้าไปขับพวกเขาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มันยังคงทําลายสิ่งก่อสร้างตามทางเดินอย่างต่อเนื่อง! มันยิ่งท่าลายหนักมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อมันเห็นพวกเขาสองคน
มาร์คเกือบจะเสียการทรงตัวจนต้องจับราวที่อยู่ข้างตัวเขาเนื่องจากการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงตามทาง พื้นซีเมนต์ก็เริ่มแตกออกมาแล้ว
“ไม่ดีแล้ว!”
แม้จะเสียการทรงตัวมาร์คก็ยังคงพยายามต่อไปโดยไม่หันกลับมามอง เขาสามารถได้ยินเสียงทุบดังอยู่ข้างหลังและเริ่มได้ยินเสียงดังเอี้ยดเมื่อโลหะรองรับของทางเดินเริ่มเสียฐานรากไป
“ปะป่า เร็วเข้า!”
“พี่คะ!”
มาร์คได้ยินเสียงตะโกนของแอ็บบีเกลที่น่าจะวิ่งไปถึงอีกด้านของทางเดินแล้ว แต่เธอก็วิ่งกลับมาหาเขาและเหมยที่เฝ้ามองอยู่ในรถโดยใช้โดรนที่บินอยู่ห่างจากเขาเพียงเมตรเดียวจากทางขวา
เขามองไปที่แอ็บบีเกลครู่หนึ่งและรู้สึกทุ่งและก็อิจฉา เด็กสาวตัวเล็กคนนี้ไม่สะทกสะท้านต่อความมั่นไหวเลยเพียงสักนิด!
ในเวลาที่เขาจัดการที่จะไปให้ถึงอีกด้านของทางเดิน รากฐานของสิ่งก่อสร้างก็ถูกท่าลาย ส่วนที่เหลือของฐานรากดึงส่วนที่เหลือของทางเดินหักลงไป จนเกือบจะทําลายการเชื่อมต่อกับอาคารข้างโรงยิม พื้นปูนบนทางเดินก็พังลงเช่นกันเมื่อโลหะรองรับเริ่มบิดเบี้ยว
มาร์คมองไปที่ทางเดินที่ถูกทําลาย เขาไม่รู้สึกประหม่าใดๆแต่ก็ยังคงเป็นสถานการณ์ที่อันตราย ทางเดินเชื่อมนี้ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปแล้ว
เมื่อเห็นว่าเหยื่อของมันเดินข้ามทางเดินเชื่อมได้สําเร็จ มนุษย์ต้นไม้กลายพันธุ์ก็ดูเหมือนไม่ได้ให้ความสนใจใดๆกับพวกเขาด้วยเหตุผลบางอย่าง
มาร์คและมนุษย์ต้นไม้กลายพันธุ์ได้จ้องมองกันและกันอยู่สองสามวินาที จริงๆแล้วเขามีความคิดที่จะยิงผู้ติดเชื้อนี้ด้วยปืนไรเฟิลอย่างสักสองสามนัด แต่ก็ได้หยุดลงเมื่อดูเหมือนว่ามันไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามาจู่โจมต่อสู้
เมื่อมาร์คและมนุษย์ต้นไม้กลายพันธุ์ได้ละสายตาออกจากกัน เขาก็ได้เดินเข้าประตูที่อยู่ด้านหลังเขาไปพร้อมกับแอ็บบีเกล หลังจากที่ได้ปลดล็อคมันเอาไว้
MANGA DISCUSSION